ข้อควรรู้สำหรับคุณแม่ยุคใหม่ เมื่อคิดจะ ผ่าคลอด ตามฤกษ์

lead image

สมัยก่อน “การผ่าคลอด” มักเกิดขึ้นในกรณีที่คุณแม่มีภาวะเสี่ยง หรือมีภาวะแทรกซ้อนจากการคลอดธรรมชาติ เช่น เชิงกรานแคบ คุณแม่อายุมากที่ตั้งครรภ์ครั้งแรก มีบุตรยาก มีเนื้องอกในมดลูกหรือรังไข่ รกเกาะต่ำ ทารกอยู่ในท่าที่เป็นอุปสรรคในการคลอดแบบธรรมชาติ ทารกมีจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติขณะแม่เจ็บท้องคลอด ทำให้ไม่สามารถคลอดเองได้ คุณหมอจะวินิจฉัยให้ ผ่าคลอด เพื่อความปลอดภัยของทั้งตัวคุณแม่และลูก

แต่ในปัจจุบัน การ ผ่าคลอด มีความปลอดภัยมากขึ้น จนกลายเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับคุณแม่ยุคใหม่ จากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันอัตราการผ่าท้องคลอดของไทยพุ่งขึ้นถึงร้อยละ 35-40 หรือ 1 ใน 3 ของหญิงตั้งครรภ์ นับเป็นสถิติที่สูงมาก โดยประเทศไทยยังมีอัตราการผ่าท้องคลอดสูงเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากประเทศจีน ในขณะที่ บราซิล คือประเทศที่มีอัตราการผ่าคลอดสูงสุด ถึงร้อยละ 60 !!

มีหลายเหตุผลหลักทีคุณแม่เลือก ผ่าคลอด ไม่ว่าจะเป็นจากความผิดปกติของแม่และทารกในครรภ์ หรือมาจากความเชื่อส่วนบุคคลเรื่อง “การคลอดตามฤกษ์ยาม” ซึ่งเชื่อว่าหากลูกเกิดมาในฤกษ์มงคลจะพบแต่ความรุ่งเรือง ก้าวหน้า และประสบความสำเร็จในชีวิต หรือเลือกผ่าคลอดเพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บปวดในระหว่างการคลอดอันยาวนาน  แต่สิ่งหนึ่งที่คุณแม่ควรรู้ คือการผ่าคลอดอาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านสุขภาพของลูกรักที่จะตามมาภายหลัง แต่ไม่ว่าแม่จะเลือกผ่าคลอดด้วยเหตุผลใดก็ตาม คุณแม่สามารถทำความรู้จัก ปัญหาสุขภาพ ที่เกิดขึ้นจาก “การผ่าคลอด” ให้มากขึ้น และเรียนรู้คำตอบและวิธีที่จะช่วยลดผลกระทบจากการผ่าคลอดได้ค่ะ

“เด็กผ่าคลอด” อาจต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพหลายอย่าง จากการวิจัยในเด็ก 1.9 ล้านคน พบว่า “เด็กผ่าคลอด” เสี่ยงต่อการมีภูมิต้านทานอ่อนแอเพิ่มขึ้นถึง 46% เสี่ยงต่ออาการหอบหืดเพิ่มขึ้นถึง 23% และเสี่ยงต่อโรคลำไส้อักเสบเพิ่มขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับเด็กคลอดด้วยวิธีธรรมชาติ เนื่องจากขาด “จุลินทรีย์สุขภาพ” ซึ่งเป็นภูมิต้านทานตั้งต้นที่ได้รับผ่านทางช่องคลอด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของลูกทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ผ่าคลอด

เร่งคืนภูมิต้านทานให้ “เด็กผ่าคลอด” ด้วย “นมแม่”

ผ่าคลอด

ระบบภูมิต้านทานในเด็กจะพัฒนารวดเร็วตั้งแต่แรกเกิด เด็กที่คลอดตามธรรมชาติจะได้รับจุลินทรีย์สุขภาพผ่านช่องคลอด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างภูมิต้านทาน จุลินทรีย์สุขภาพจะทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์ภูมิต้านทานที่มีอยู่มากมายถึง 70-80% ที่ผนังลำไส้ ให้มีพัฒนาการสร้างภูมิต้านทาน ยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรค และช่วยปกป้องลูกน้อยจากอาการเจ็บป่วย

สำหรับ เด็กผ่าคลอด คุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะเราสามารถเร่งคืนภูมิต้านทานให้ลูกรักได้ด้วย “นมแม่” โดย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ ได้ให้แนะนำว่า คุณแม่ควรให้ทารกทานนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกหลังจากนั้นให้อาหารตามวัยที่ปลอดภัยและเหมาะสมควบคู่กับให้นมแม่ต่อเนื่องจนถึงอายุ 2 ปี หรือมากกว่า เนื่องจากในนมแม่อุดมด้วยสารอาหารสำคัญมากมาย รวมถึง จุลินทรีย์สุขภาพโพรไบโอติก และใยอาหารพรีไบโอติก ซึ่งทำงานร่วมกันแบบ “ซินไบโอติก” ช่วยสร้างสมดุลในลำไส้ เสริมสร้างระบบภูมิต้านทานให้แข็งแกร่ง

ทั้งนี้เด็กผ่าคลอดไม่ได้รับจุลินทรีย์สุขภาพผ่านทางช่องคลอดต่างจากเด็กที่คลอดธรรมชาติ เด็กผ่าคลอดจึงควรได้รับจุลินทรีย์สุขภาพโพรไบโอติกในปริมาณมาก เพื่อช่วยเร่งคืนและช่วยพัฒนาระบบภูมิต้านทานตั้งต้น และปกป้องลูกน้อยจากโรคต่างๆ

ทุกคำถามของ “การผ่าคลอด” นำไปสู่คำตอบที่ดีสุดสำหรับคนเป็นแม่

เมื่อ การผ่าคลอด กลายเป็นทางเลือกยอดนิยมสำหรับคุณแม่ยุคใหม่ ดั้งนั้นสิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ควรทำก่อนตัดสินใจเลือกวิธีผ่าคลอด คือการ ตั้งคำถาม หาคำตอบ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผ่าคลอด และทำความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิต้านทานตั้งต้น เพิ่มเติมจาก คุณหมอ ผู้เชี่ยวชาญ หรือแคร์ไลน์ สายด่วนให้คำปรึกษา เกี่ยวกับการผ่าคลอดต่างๆ ให้ถ่องแท้ ก่อนตัดสินใจผ่าคลอด เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคตของคุณแม่และลูกรัก

 

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ซินไบโอติก” และจุลินทรีย์สุขภาพโพรไบโอติก คลิก ที่นี่

และพบ 12 คำถาม- คำตอบเพิ่มเติมเพื่อแม่ยิ่งรู้ ลูกผ่าคลอดยิ่งพร้อม คลิก ที่นี่ 

#ผ่าคลอดก็พร้อมได้

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

theAsianparent Editorial Team