การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เกี่ยวกับการศึกษานานาชาติในประเทศไทย

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เกี่ยวกับการศึกษานานาชาติในประเทศไทย

สิ่งที่ผู้ปกครองเด้กโรงเรียนนานาชาติควรรู้ จากการประชุม เรื่อง “นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการกับโรงเรียนนานาชาติ” โดย ดร. อัศนีย์ รัตนมาลัย ผู้อำนวยการโรงเรียนอาร์ บิส รัศมีนานาชาติ

อาร์ บิส รัศมีนานาชาติ 1

การศึกษานานาชาติในประเทศไทยในยุคเริ่มแรกเริ่มต้นจากโรงเรียนจีนที่เปิดสอนภาษาและโรงเรียนของมิชชันนารีที่เปิดสอนนักเรียนที่เป็นบุตรหลานของชาวต่างชาติที่เข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2494ที่ปรึกษาเอกอัคราชฑูตอเมริกันและรองเลขาธิการอีคาเฟ่ได้แสดงความประสงค์จะจัดตั้งโรงเรียนเพื่อให้การศึกษาแก่บุตรหลานชาวต่างชาติที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่และพำนักอยู่ในประเทศไทย ในระยะแรกมีโรงเรียนนานาชาติเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นเนื่องจากต้องขออนุมัติการจัดตั้งเป็นรายๆไปโดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกที่ได้รับการจัดตั้งจากกระทรวงศึกษาธิการคือ โรงเรียนสถาน ศึกษานานาชติ ( International School Bangkok) ซึ่งได้รับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2500 จัดการเรียน การสอนโดยใช้หลักสูตรอเมริกัน โดยมีสมาคมการศึกษานานาชาติเป็นเจ้าของ ดำเนินการสอนในระดับประถมศึกษาถึงระดับมัธยมปลาย มีผู้จัดการ และครูใหญ่เป็นคนไทย เนื่องจากพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ พ.ศ. 2497 กำหนดให้เจ้าของ ครูใหญ่และผู้จัดการต้องมีสัญชาติไทยโดยกำเนิด(ประยูร มัยโภคา: 2554)

 

จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคโลกาภิวัตน์ สภาพการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีในด้านต่างๆได้มีผลต่อทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วย ซึ่งมีการติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็วและกว้างขวางเป็นโลกที่ไม่มีพรมแดน มีการใช้เครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มมากขึ้นอย่ารวดเร็ว และภาษาอังกฤษได้เข้ามามีบทบาทสำคัญยิ่งในการเปลี่ยนแปลงต่างๆซึ่งทำให้ผู้ที่ต้องการความรู้เหล่านั้นมีความจำเป็นต้องรู้ภาษาอังกฤษทำให้ต้องมีการเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้น ผู้ปกครองที่ตระหนักถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษดังกล่าวจึงได้ส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติมากยิ่งขึ้นและโรงเรียนนานาชาติก็ได้มีการขยายตัวมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2500จนถึงปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติที่ได้ขอจัดตั้งรวมกัน 119 แห่งทั่วประเทศ(ISAT :2015 )โดยใช้หลักสูตรอเมริกัน อังกฤษและอื่นๆในการจัดการเรียนการสอน รวมทั้งได้มีโรงเรียนกวดวิชาที่ให้นักเรียนไปสอบเทียบIGCSEตามศูนย์สอบต่างๆเกิดขึ้นอย่างมากมาย

 

นักเรียนที่ศึกษาจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนนานาชาติต่างๆ ถ้าจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศจะต้องไปขอทียบวุฒิชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากสำนักทดสอบทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจึงจะได้รับเอกสารการเทียบวุฒิชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เพื่อนำไปเป็นเอกสารการขอสมัครเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้ อย่างไรก็ตามได้มีนักเรียนที่เรียนดีอีกเป็นจำนวนมากที่ใช้วิธีการทางลัดในการไปเรียนกับโรงเรียนกวดวิชาต่างๆที่มีอยู่ทั่วไปโดยไม่เข้าเรียนอยู่ในระบบโรงเรียนแล้วไปสมัครสอบIGCSEตามศูนย์สอบต่างๆ เช่นนักเรียนที่เรียนตามหลักสูตรอังกฤษก็จะไปขอสมัครสอบ ณ สนามสอบของหลักสูตรอังกฤษ เมื่อสอบได้ IGCSE แล้วก็จะไปดำเนินการขอเทียบวุฒิการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6ที่สำนักทดสอบทางการศึกษา กระทรวง ศึกษาธิการเพื่อเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยต่อไป ซึ่งปรากฎว่านักเรียนที่เรียนจบ IGCSE ส่วนมากอายุประมาณ 15 ปีซึ่งเมื่อเทียบกับนักเรียนที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนสายสามัญปกติซึ่งส่วนใหญ่จะมีอายุเฉลี่ย 18 ปี ทำให้นักเรียนที่เรียนจบ IGCSE ในระบบโรงเรียนและการสอบเทียบที่ไปเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในประเทศมีอายุน้อย ขาดวุฒิภาวะในการเรียนและดูแลตัวเองในการเรียนในมหาวิทยาลัยเมื่อเทียบกับนักเรียนที่เรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนสายสามัญปกติ  นักเรียนที่จบ IGCSE หลายคนต้องถูกรีไทร์ออกจากมหาวิทยาลัยกลางคันจากสาเหตุการขาดวุฒิภาวะ ที่ไม่สามารถควบคุมตนเองได้เมื่อเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยในขณะที่มีอายุยังน้อย  ซึ่งเป็นข้อมูลคำบอกเล่าจากเจ้าหน้าที่ของสำนักทดสอบทางการศึกษา ท่านหนึ่งที่รับผิดชอบในการขอเทียบวุฒิทางการศึกษาที่เปิดเผยกับผู้เขียน

อาร์ บิส รัศมีนานาชาติ 3

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2559 ระหว่างเวลา 11.00-12.00 น. ผู้เขียนได้เข้าไปฟัง พณฯ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์)  ซึ่งได้ไปปาถกถาพิเศษในการประชุมของสมาคมโรงเรียนนานาชติที่โรงแรมสยาม เค็มปินสกี้ เรื่อง “นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการกับโรงเรียนนานาชาติ” ซึ่งพณฯท่านได้กล่าวในที่ประชุมอย่างชัดเจนว่ากระทรวงศึกษาธิการจะไม่ยอมรับนักเรียนที่เรียนจบหลักสูตร IGCSE ในการเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยอีกต่อไป รวมทั้งนักเรียนที่สอบเทียบIGCSE จากศุนย์สอบต่างๆที่ไม่อยู่ในระบบโรงเรียนก็จะไม่สามารถขอเทียบวุฒิการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้ ซึ่งโรงเรียนกวดวิชาต่างๆเพื่อให้นักเรียนไปสอบเทียบ IGCSE ก็ควรจะหมดไปด้วยโดยปริยาย พณฯ ท่านได้กล่าวให้ที่ประชุมทราบ

 

ต่อมาเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2559 กระทรวงศึกษาธิการโดย พณฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์การเทียบวุฒิการศึกษาจากหลักสูตรประเทศอังกฤษ(เพิ่มเติมครั้งที่ 1)  มีสาระสำคัญโดยสรุปกล่าวคือ ผู้ที่จะขอเทียบวุฒิการศึกษาได้จะต้องมีประกาศนียบัตร IGCSE ,GCSE หรือ GCE ‘O’ levelได้ไม่ต่ำกว่า 5 วิชาไม่ซ้ำกันแต่ละวิชาได้เกรดไม่ต่ำกว่า Cและวุฒิประกาศนียบัตร GCE ‘AS’ สอบได้ไม่ต่ำกว่า 3 วิชาแต่ละวิชาได้เกรดไม่ต่ำกว่า C  หรือ GCE ‘A’ level สอบได้ไม่ต่ำกว่า 3 วิชา แต่ละวิชาได้เกรดไม่ต่ำกว่า C โดย GCE ‘AS’ สามารถนับรวมกับ GCE ‘A’ level ได้ สอบได้ไม่ต่ำกว่า 3 วิชา วิชาในระดับ ‘AS’ และ ‘A’ ซ้ำกับระดับอื่นได้ยกเว้นระดับ ‘AS’ ไม่ซ้ำกับระดับ ‘A’  จึงจะสามารถขอเทียบวุฒิการศึกษาจากสำนักทดสอบทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไป โดยจะต้องเป็นนักเรียนที่อยู่ในระบบโรงเรียน ซึ่งได้รับการยืนยันจากกองโรงเรียนนโยบายพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนและสำนักทดสอบทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่อง

 

ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในวงการศึกษาตั้งแต่จบการศึกษาในปี 2516และได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาการศึกษานานาชาติโดยเป็นคณะกรรมการพิจารณาหลักสูตรโรงเรียนนานาชาติและเป็นคณะกรรมการพิจารณาการขอจัดตั้งโรงเรียนนานาชาติของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในครั้งนี้ของกระทรวงศึกษาธิการ  เพราะการให้นักเรียนที่มีอายุเพียง 15 ปีเข้าไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งต้องใช้ความรู้ ความคิด การวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจต่างๆด้วยตัวเอง ในระหว่างที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย เป็นการยากสำหรับนักเรียนที่มีวัยวุฒิเพียง 15 ปี ทำให้หลายๆคนไม่สามารถเรียนจบหลักสูตรได้ หรือบางคนถูกรีไทร์ออกจากมหาวิทยาลัยระหว่างการเรียนก่อให้เกิดการสูญเสียทางด้านทรัพยากรณ์บุคคลและการสูญเสียทางด้านจิตใจของผู้ปกครองเป็นอย่างมากด้วย อย่างไรก็ตามท่านผู้ปกครองยังคงจะต้องติดตามข่าวคราวและความคืบหน้าของเรื่องนี้อีกต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นอีกในทางที่ดีขึ้นกับวงการศึกษานานาชาติของประเทศของเราที่ ในหลายประเทศที่ใช้ระบบการศึกษาของประเทศอังกฤษ นักเรียนที่จะเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยได้นั้นจะต้องจบการศึกษาในระดับ ‘A’ Level เท่านั้น ซึ่งการพัฒนาบุคลากรของชาตินั้นเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบัน ประเทศใดมีประชากรในประเทศที่มีความรู้มากเท่ากับว่าประเทศนั้นมีความก้าวหน้าในทางเสรษฐกิจ สังคม และการเมืองมากขึ้นด้วยเช่นกัน

ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านผู้ปกครองหลายๆท่านที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ในโรงเรียนนานาชาติหรือใช้หลักสูตรนานาชาติคงจะมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้นและไม่เร่งให้บุตรหลานเรียนจบการศึกษาในระดับมัธยมปลายเร็วเกินไปในระดับที่ควรจะเป็นเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยอีกต่อไป.

*อัศนีย์  รัตนมาลัย Ph.D, ผู้อำนวยการโรงเรียนอาร์ บิส รัศมีนานาชาติ,  อดีตผู้อำนวยการและผู้จัดการโรงเรียนนานาชาติฮาร์ โรว์, อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนนานาชาติเปรม ติณณสูลานนท์

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

theAsianparent Editorial Team

app info
get app banner