คุณพ่อคุณแม่หลายท่าน อาจจะเกิดความกังวลไม่น้อย เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ผอมแห้ง ดูแล้วไม่สบายใจ รู้สึกเป็นห่วงสุขภาพเจ้าตัวเล็กมาก ๆ เรามาดูกันดีกว่าว่าถ้า ลูกน้ำหนักน้อย ตัวเล็กเกินไป คุณพ่อคุณแม่อย่างเราควรทำอย่างไรดี เพื่อให้เด็ก ๆ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นค่ะ
สรุปสั้น ๆ
- ลูกน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ดูจากอะไร: เทียบน้ำหนักลูกกับกราฟมาตรฐานตามอายุและเพศ หากต่ำกว่าเส้น -2SD ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ถือว่าน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ และหากต่ำกว่า -3SD ถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาก
- ดูแนวโน้ม ไม่ใช่ตัวเลขครั้งเดียว: การที่น้ำหนักขึ้นสม่ำเสมอตามเส้นกราฟของตัวเอง สำคัญกว่าการเทียบกับเด็กคนอื่น
- สาเหตุมีได้หลายอย่าง: ทั้งได้รับนมหรืออาหารไม่พอ โรคหรือภาวะสุขภาพบางอย่าง ปัจจัยตั้งแต่แรกเกิด และสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดู จึงควรให้กุมารแพทย์ช่วยหาสาเหตุ
- วิธีช่วยเบื้องต้น: ส่งเสริมให้เด็กได้รับนมหรืออาหารตามวัยอย่างเพียงพอ เน้นอาหารที่มีพลังงานและสารอาหารครบถ้วน จัดกิจวัตรการนอนและการเล่นให้เหมาะสมตามวัย และสร้างบรรยากาศที่ดีระหว่างมื้ออาหาร โดยไม่บังคับหรือกดดันให้เด็กกินค่ะ
- ควรพบแพทย์เมื่อ: น้ำหนักตามอายุต่ำกว่าเส้น −2 SD บนกราฟมาตรฐาน WHO น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลงต่อเนื่อง หรือมีพัฒนาการล่าช้ากว่าวัย เพื่อประเมินสาเหตุและวางแผนดูแลอย่างเหมาะสม
น้ำหนักเด็กตามเกณฑ์ และน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ดูอย่างไร
ก่อนจะหาวิธีเพิ่มน้ำหนักให้ลูก คุณพ่อคุณแม่ควรเช็กก่อนว่าน้ำหนักของลูกอยู่ตรงไหนของเกณฑ์มาตรฐานตามอายุและเพศ เพราะเด็กบางคนดูตัวเล็กหรือผอม แต่ความจริงน้ำหนักยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ในทางการแพทย์ใช้มาตรฐานการเจริญเติบโตของเด็กขององค์การอนามัยโลก (WHO Child Growth Standards) เป็นเครื่องมือประเมิน โดยบอกตำแหน่งน้ำหนักด้วยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน หรือ SD (Standard Deviation) เทียบกับค่ากลาง (Median) ของเด็กที่มีอายุและเพศเดียวกัน
อ่านค่า SD อย่างไร น้ำหนักแบบไหนเรียกว่าต่ำกว่าเกณฑ์
| ผลการประเมิน | เกณฑ์ (น้ำหนักตามอายุ) | ความหมาย |
|---|---|---|
| ต่ำกว่าเกณฑ์มาก | ต่ำกว่า -3SD | น้ำหนักน้อยมากสำหรับวัย ควรปรึกษากุมารแพทย์โดยเร็ว |
| ต่ำกว่าเกณฑ์ | ต่ำกว่า -2SD ลงมาถึง -3SD | น้ำหนักน้อยกว่าเด็กส่วนใหญ่ในวัยเดียวกัน ควรให้แพทย์ประเมินสาเหตุ |
| ตามเกณฑ์ | ตั้งแต่ -2SD ถึง +2SD | น้ำหนักอยู่ในช่วงปกติ ให้ติดตามแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง |
| สูงกว่าเกณฑ์ | มากกว่า +2SD | น้ำหนักมากกว่าเด็กส่วนใหญ่ในวัยเดียวกัน ควรปรึกษาแพทย์ |
ที่มา: เกณฑ์ underweight และ severe underweight ตามมาตรฐาน WHO (อ้างอิงจาก MEASURE Evaluation และ UNICEF Data)
ในทางการแพทย์ บางครั้งแพทย์ใช้คำว่า “ภาวะเจริญเติบโตช้า” หรือ Failure to Thrive (FTT) เมื่อน้ำหนักหรืออัตราการเพิ่มของน้ำหนักต่ำกว่าเด็กอายุและเพศเดียวกันอย่างชัดเจน เช่น ต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 3 ถึง 5 ของกราฟการเจริญเติบโต
ลูกน้อยน้ำหนักตามเกณฑ์ไหม? เช็กง่ายๆ ด้วยฟีเจอร์ติดตามพัฒนาการลูกน้อย ในแอป theAsianparent พร้อมคู่มือดูแลตรงตามวัยให้แม่พร้อมรับมือแบบสบายใจ ช่วยคุณแม่ติดตามพัฒนาการลูกตั้งแต่แรกเกิด – 5 ปี ใช้งานฟรี!
—ดูพัฒนาการลูกในแอป—
ตารางน้ำหนักเด็กชาย ตามเกณฑ์ (แรกเกิด – 5 ปี)
| อายุ | ต่ำกว่าเกณฑ์มาก (-3SD) |
ต่ำกว่าเกณฑ์ (-2SD) |
ค่ากลาง (Median) |
สูงกว่าเกณฑ์ (+2SD) |
|---|---|---|---|---|
| แรกเกิด | 2.1 | 2.5 | 3.3 | 4.4 |
| 1 เดือน | 2.9 | 3.4 | 4.5 | 5.8 |
| 2 เดือน | 3.8 | 4.3 | 5.6 | 7.1 |
| 3 เดือน | 4.4 | 5.0 | 6.4 | 8.0 |
| 4 เดือน | 4.9 | 5.6 | 7.0 | 8.7 |
| 5 เดือน | 5.3 | 6.0 | 7.5 | 9.3 |
| 6 เดือน | 5.7 | 6.4 | 7.9 | 9.8 |
| 9 เดือน | 6.4 | 7.1 | 8.9 | 11.0 |
| 1 ปี | 6.9 | 7.7 | 9.6 | 12.0 |
| 1 ปี 6 เดือน | 7.8 | 8.8 | 10.9 | 13.7 |
| 2 ปี | 8.6 | 9.7 | 12.2 | 15.3 |
| 2 ปี 6 เดือน | 9.4 | 10.5 | 13.3 | 16.9 |
| 3 ปี | 10.0 | 11.3 | 14.3 | 18.3 |
| 3 ปี 6 เดือน | 10.6 | 12.0 | 15.3 | 19.7 |
| 4 ปี | 11.2 | 12.7 | 16.3 | 21.2 |
| 4 ปี 6 เดือน | 11.8 | 13.4 | 17.3 | 22.7 |
| 5 ปี | 12.4 | 14.1 | 18.3 | 24.2 |
หน่วย: กิโลกรัม (กก.) | ที่มา: WHO Child Growth Standards, Weight-for-age Boys (z-scores)
ตารางน้ำหนักเด็กหญิง ตามเกณฑ์ (แรกเกิด – 5 ปี)
| อายุ | ต่ำกว่าเกณฑ์มาก (-3SD) |
ต่ำกว่าเกณฑ์ (-2SD) |
ค่ากลาง (Median) |
สูงกว่าเกณฑ์ (+2SD) |
|---|---|---|---|---|
| แรกเกิด | 2.0 | 2.4 | 3.2 | 4.2 |
| 1 เดือน | 2.7 | 3.2 | 4.2 | 5.5 |
| 2 เดือน | 3.4 | 3.9 | 5.1 | 6.6 |
| 3 เดือน | 4.0 | 4.5 | 5.8 | 7.5 |
| 4 เดือน | 4.4 | 5.0 | 6.4 | 8.2 |
| 5 เดือน | 4.8 | 5.4 | 6.9 | จ |
| 6 เดือน | 5.1 | 5.7 | 7.3 | 9.3 |
| 9 เดือน | 5.8 | 6.5 | 8.2 | 10.5 |
| 1 ปี | 6.3 | 7.0 | 8.9 | 11.5 |
| 1 ปี 6 เดือน | 7.2 | 8.1 | 10.2 | 13.2 |
| 2 ปี | 8.1 | 9.0 | 11.5 | 14.8 |
| 2 ปี 6 เดือน | 8.9 | 10.0 | 12.7 | 16.5 |
| 3 ปี | 9.6 | 10.8 | 13.9 | 18.1 |
| 3 ปี 6 เดือน | 10.3 | 11.6 | 15.0 | 19.8 |
| 4 ปี | 10.9 | 12.3 | 16.1 | 21.5 |
| 4 ปี 6 เดือน | 11.5 | 13.0 | 17.2 | 23.2 |
| 5 ปี | 12.1 | 13.7 | 18.2 | 24.9 |
หน่วย: กิโลกรัม (กก.) | ที่มา: WHO Child Growth Standards, Weight-for-age Girls (z-scores)
วิธีใช้ตารางน้ำหนักเด็กตามเกณฑ์
ขั้นที่ 1 เลือกตารางตามเพศของลูก แล้วหาแถวอายุที่ใกล้เคียงที่สุด (หากอายุของลูกไม่ตรงกับแถวในตาราง ให้ดูตารางฉบับเต็มรายเดือนจาก WHO ตามลิงก์ในแหล่งอ้างอิง)
ขั้นที่ 2 นำน้ำหนักล่าสุดของลูกไปเทียบ หากน้ำหนักน้อยกว่าตัวเลขในคอลัมน์ “ต่ำกว่าเกณฑ์ (-2SD)” แปลว่าน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ และหากน้อยกว่าคอลัมน์ “ต่ำกว่าเกณฑ์มาก (-3SD)” แปลว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาก
ขั้นที่ 3 หากน้ำหนักอยู่ระหว่างคอลัมน์ -2SD และ +2SD ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ว่าลูกจะดูผอมหรือจ้ำม่ำก็ตาม
ตัวอย่าง: เด็กหญิงอายุ 1 ปี น้ำหนัก 6.8 กก. ต่ำกว่าค่า -2SD (7.0 กก.) แต่ยังไม่ต่ำกว่า -3SD (6.3 กก.) จึงจัดว่าน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ควรให้กุมารแพทย์ประเมินเพิ่มเติม
ข้อควรรู้เมื่อใช้ตารางน้ำหนัก
- ดูแนวโน้มมากกว่าตัวเลขครั้งเดียว แพทย์ระบุว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักและส่วนสูงอาจสำคัญกว่าตัวเลขที่วัดได้ในแต่ละครั้ง และในแต่ละวัยก็มีความแตกต่างของการเติบโตที่ยังถือว่าปกติได้มาก เด็กที่ตัวเล็กแต่เติบโตสม่ำเสมอตามเส้นกราฟของตัวเองจึงอาจไม่ใช่ปัญหา
- อยู่ต่ำกว่าเส้นเล็กน้อยไม่ได้แปลว่าป่วยเสมอไป ในกลุ่มเด็กที่ได้รับโภชนาการดี ยังมีเด็กราว 2.3% ที่น้ำหนักอยู่ต่ำกว่า -2SD ตามธรรมชาติ แต่ก็ควรให้แพทย์ประเมินเพื่อความมั่นใจ
- ตารางนี้เป็นข้อมูลอ้างอิงเบื้องต้น ไม่สามารถใช้วินิจฉัยแทนแพทย์ได้ แพทย์จะประเมินน้ำหนักร่วมกับส่วนสูงหรือความยาว เส้นรอบศีรษะ และพัฒนาการของลูก โดยเฉพาะเด็กที่คลอดก่อนกำหนดหรือมีโรคประจำตัว สามารถขอให้กุมารแพทย์หรือพยาบาลที่คลินิกเด็กสุขภาพดีช่วยลงน้ำหนักบนกราฟการเจริญเติบโตของลูกได้ทุกครั้งที่ไปตรวจ
ทำไมลูกน้ำหนักน้อย? สาเหตุที่พบได้
น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์เกิดจากได้หลายสาเหตุ บางครั้งเกิดจากสาเหตุเดียว บางครั้งเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน แพทย์จะช่วยแยกว่าเป็นปัญหาด้านสุขภาพหรือปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม
| กลุ่มสาเหตุ | ตัวอย่าง |
|---|---|
| ได้รับนมหรืออาหารไม่เพียงพอ | ลูกดูดนมแม่ได้ไม่เต็มที่หรือน้ำนมไม่พอ ชงนมผงไม่ถูกสัดส่วน กินอาหารตามวัยได้น้อย เบื่ออาหาร หรือเลือกกิน |
| โรคหรือภาวะสุขภาพ | การติดเชื้อ (เช่น หูอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ) กรดไหลย้อน โลหิตจาง ภาวะลิ้นติด ปากอักเสบเชื้อรา การแพ้นมหรืออาหาร ปัญหาระบบย่อยอาหาร รวมถึงความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด |
| ปัจจัยตั้งแต่แรกเกิด | คลอดก่อนกำหนด หรือน้ำหนักแรกเกิดน้อย |
| ปัจจัยด้านครอบครัวและสิ่งแวดล้อม | เด็กเข้าถึงอาหารไม่เพียงพอ การขาดการดูแลเอาใจใส่ หรือบรรยากาศมื้ออาหารที่กดดัน |
| ลักษณะตามธรรมชาติ | เด็กบางคนตัวเล็กตามพันธุกรรมของครอบครัว แต่เติบโตสม่ำเสมอและแข็งแรงดี |
ที่มา: Johns Hopkins Medicine, Cedars-Sinai, Healthwords และ Ascension Health Library
เพราะสาเหตุมีหลายแบบ การเร่งให้ลูกกินให้มากขึ้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่ช่วยแก้ปัญหา และอาจทำให้ลูกยิ่งต่อต้านการกิน หากน้ำหนักลูกต่ำกว่าเกณฑ์ ควรพาไปให้กุมารแพทย์ตรวจควบคู่กับการปรับการดูแลที่บ้านตามวิธีด้านล่างนี้ค่ะ
ลูกน้ำหนักน้อย ตัวเล็กเกินไป ทำอย่างไรดี
เมื่อแพทย์ตรวจแล้วไม่พบโรคที่ต้องรักษา หรือระหว่างที่นัดตรวจติดตามน้ำหนัก คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลูกได้ด้วยวิธีเหล่านี้ค่ะ
1. ปล่อยให้ลูกดูดนมนานจนกว่าจะพอใจ
ถ้าลูกของคุณยังเป็นทารก นมแม่ คือสารอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย แต่ถ้าหากลูกตัวเล็กหรืออยากให้ลูกเพิ่มน้ำหนัก เมื่อให้นมลูกก็ควรให้แน่ใจว่าลูกจะได้ทานหรือดูดนมนานเพียงพอต่อความต้องการของทารก โดยคุณแม่อาจจะสังเกตได้จากสัญญาณต่าง ๆ ว่าลูกได้ทานหรือดูดนมเพียงพอหรือไม่ เช่น ถ้าลูกกลับตัวไปมา ไม่งอแง และเริ่มง่วง ก็ให้เลิกดูดได้ พยายามอย่าดึงลูกออกมาจนกว่าลูกจะอิ่ม และลองนับจำนวนครั้งที่ลูกปัสสาวะดู ถ้าลูกปัสสาวะประมาณ 6 ครั้งต่อวัน นั่นแสดงว่าเขาได้ดื่มนมในปริมาณที่เพียงพอแล้ว
ข้อมูลเพิ่มเติม: สมาคมกุมารแพทย์อเมริกัน (AAP) ระบุว่าทารกที่ได้รับนมเพียงพอควรมีผ้าอ้อมเปียกตั้งแต่ 6 ชิ้นต่อวันขึ้นไป เมื่ออายุราว 5–7 วัน โดยปัสสาวะมีสีใสหรือเหลืองอ่อน และควรพาทารกไปตรวจกับกุมารแพทย์ครั้งแรกภายใน 48 ชั่วโมงหลังออกจากโรงพยาบาล เพื่อชั่งน้ำหนักและประเมินว่าได้รับนมเพียงพอหรือไม่ หากสงสัยว่าน้ำนมไม่พอ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการให้นมแม่ก่อนปรับวิธีให้นมเองนะคะ
2. ให้ทานอาหารบ่อยขึ้น
หากลูกน้อยมีอายุเกินกว่า 6 เดือน หรือมีอายุครบปีแล้ว แต่ยังผอมมาก การให้ลูกทานอาหารบ่อยขึ้น จะยิ่งทำให้ลูกได้แคลอรี่เพิ่ม และน้ำหนักจะค่อย ๆ ขึ้นด้วย ท้องเล็ก ๆ ของลูกน้อยไม่สามารถจุอาหารปริมาณมาก ๆ ได้ในครั้งเดียว ถ้าลูกทานอาหารได้น้อยกว่าปกติใน 1 มื้อ คุณแม่ก็อาจจะลองจัดตารางให้ลูกทานหลายมื้อในแต่ละวัน แต่ลดปริมาณอาหารแต่ละมื้อให้น้อยลง
เด็กส่วนใหญ่เหมาะกับมื้อหลัก 3 มื้อ และมื้อว่างอีก 2–3 มื้อต่อวัน และการให้ลูกเห็นคุณพ่อคุณแม่กินอาหารชนิดเดียวกัน ก็ช่วยให้ลูกอยากลองและกินอาหารได้หลากหลายขึ้น
3. ให้ลูกทานอาหารที่เหมาะสม
สำหรับเด็กโต คุณแม่ควรเลือกอาหารที่มีไขมันแบบสุขภาพดี เช่น น้ำมันมะกอก ปลาแซลมอน โยเกิร์ตนม ชีส หรือซีเรียล ที่ทำมาจากข้าวและข้าวโอ๊ต โดยอาจจะผสมซีเรียลบดกับนม เพื่อช่วยเพิ่มน้ำหนักของเด็กได้ค่ะ
4. นวดให้ลูก
คุณพ่อคุณแม่สามารถนวดกระตุ้นพัฒนาการให้เด็ก ๆ ได้นะคะ เพราะการนวดจะช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น และช่วยเพิ่มน้ำหนักทารกได้อีกด้วย
หมายเหตุ: การนวดช่วยให้ลูกผ่อนคลายและเสริมสร้างความผูกพันระหว่างพ่อแม่กับลูก แต่ไม่ควรใช้แทนการให้นมหรืออาหารที่เพียงพอ และการตรวจหาสาเหตุกับแพทย์ หากทารกมีโรคประจำตัวหรือคลอดก่อนกำหนด ควรสอบถามแพทย์ก่อนนวดทุกครั้งค่ะ
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : ลักษณะของ ทารกระยะแรกเกิด การดูแล ทารกแรกเกิด มีอะไรบ้าง ที่พ่อแม่ต้องรู้
5. ให้ออกไปวิ่งเล่น
ถ้าลูกของคุณโตขึ้นมาหน่อย เช่น อายุ 1 ขวบครึ่ง ถึง 2 ขวบขึ้นไป อีกหนึ่งเคล็ดลับที่ทำให้ลูกทานได้มากขึ้น นั่นก็คือ การปล่อยให้พวกเขาได้วิ่งเล่นเยอะ ๆ จนเหนื่อย เมื่อเด็ก ๆ ได้ใช้พลังงานมาก ๆ พวกเขาก็จะทานอาหารได้มากขึ้น พาเด็ก ๆ ออกไปปล่อยพลังกันค่ะ
6. นอนเป็นเวลา
การนอนหลับให้เป็นเวลาและเพียงพอในแต่ละวัน จะช่วยให้ฮอร์โมนการเจริญเติบโตทำงานได้เต็มที่ ทำให้ลูกน้อยค่อย ๆ มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
7. ปรับเปลี่ยนเมนูอาหาร
ลองเปลี่ยนเมนูอาหารให้เด็ก ๆ ดูไหมคะ เผื่อเด็ก ๆ อาจจะเบื่ออาหารก็ได้ค่ะ ทำเมนูอาหารให้ดูน่าสนใจ และที่สำคัญอาหารต้องครบ 5 หมู่ หรือลองพาลูกไปทานอาหารนอกบ้านบ้าง เปลี่ยนบรรยากาศการทานอาหารให้น่าสนุกมากขึ้น อาจจะไม่ต้องไปร้านอาหาร แค่ออกไปทานข้าวหน้าบ้านลูกอาจจะตื่นเต้นแล้วก็ได้นะคะ
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : ขนมเพื่อสุขภาพ 5 เมนูสำหรับเด็ก ที่สามารถทำได้เองที่บ้านง่าย ๆ ใน 1 ชั่วโมง
8. ลูกน้ำหนักน้อย ให้พาลูกไปตรวจสุขภาพ
คุณพ่อคุณแม่ ควรพาลูกไปพบคุณหมอ และตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อดูว่าลูกน้อยมีปัญหาสุขภาพ หรือเป็นโรคที่ทำให้มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์หรือไม่ เช่น การติดเชื้อที่หู ปากอักเสบเชื้อรา โรคกรดไหลย้อน โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ ภาวะโลหิตจาง สภาพลิ้นยึด อาการแพ้ต่าง ๆ หรือแม้แต่อาการหวัดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้เด็กน้ำหนักลดลงได้ ซึ่งหากตรวจพบได้เร็ว ก็จะสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที ที่สำคัญควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ ของลูกน้อยในแต่ละวันอยู่เสมอนะคะ
หากแพทย์แนะนำให้พบนักกำหนดอาหาร (Dietitian) หรือผู้เชี่ยวชาญด้านอื่น ๆ ควรไปตามนัดและติดตามน้ำหนักอย่างต่อเนื่อง เพื่อดูว่าวิธีที่ปรับอยู่ได้ผลหรือไม่
การเพิ่มน้ำหนักควรทำอย่างค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปนะคะ น้ำหนักของลูก เป็นหัวใจสำคัญในการเลี้ยงดู หากลูกน้อยดูไม่เจ้าเนื้อ แต่น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องเป็นกังวลใจไปนะคะ ลูกเราอาจจะไม่จ้ำม่ำเท่าเด็กคนอื่น ๆ แต่ว่าสุขภาพโดยรวมแล้วแข็งแรง ลูกมีความสุข พ่อแม่ก็มีความสุขแล้ว จริงไหมคะ นอกจากนี้การบังคับ ดุ ตีลูก เพื่อให้ลูกกินข้าว เป็นวิธีที่ผิด และจะยิ่งทำให้ได้เด็ก ๆ ไม่อยากทานอาหารอีกด้วย และการให้รางวัลเกินความจำเป็นก็จะทำให้เด็ก ๆ กินเพื่อหวังสิ่งตอบแทน เพราะฉะนั้นควรใช้ความเข้าใจ ค่อย ๆ สอน ค่อย ๆ ปรับไปจะดีที่สุดนะคะ
เมื่อไรควรพาลูกไปพบแพทย์
หากพบสัญญาณต่อไปนี้ ไม่ควรรอให้น้ำหนักขึ้นเอง ควรพาลูกไปพบกุมารแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
| สัญญาณที่พบ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
|
ที่มา: Johns Hopkins Medicine และ HealthyChildren.org (AAP)
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับลูกน้ำหนักน้อย (FAQ)
Q: ลูกน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ดูจากอะไร?
A: ดูจากการเทียบน้ำหนักกับกราฟหรือตารางมาตรฐานตามอายุและเพศ หากน้ำหนักต่ำกว่าเส้น -2SD ของ WHO ถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์ และหากต่ำกว่า -3SD ถือว่าต่ำกว่าเกณฑ์มาก คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดตารางด้านบนเพื่อเช็กเบื้องต้นได้ แต่แพทย์จะเป็นผู้ประเมินที่แม่นยำที่สุด
Q: ลูกตัวเล็ก ผอม แต่แข็งแรง ปกติไหม?
A: เป็นไปได้ค่ะ หากน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ และเติบโตสม่ำเสมอตามเส้นกราฟของตัวเอง ลูกอาจตัวเล็กตามพันธุกรรม แต่หากน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์หรือไม่เพิ่มขึ้น ควรให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุ
Q: ลูกกินนมแม่ แต่น้ำหนักขึ้นน้อย ควรทำอย่างไร?
A: ให้ลูกดูดนมได้นานเท่าที่ต้องการ สังเกตจำนวนผ้าอ้อมเปียก (ตั้งแต่ 6 ชิ้นต่อวันขึ้นไปเมื่อพ้นสัปดาห์แรก) และพาไปชั่งน้ำหนักกับกุมารแพทย์ หากสงสัยว่าน้ำนมไม่พอ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการให้นมแม่ก่อนปรับการให้นมเอง
Q: ลูกไม่ยอมกินข้าว ผอม ควรบังคับให้กินไหม?
A: ไม่ควรค่ะ การบังคับ ดุ หรือตี จะทำให้ลูกยิ่งไม่อยากกินอาหาร ลองแบ่งเป็นมื้อหลัก 3 มื้อและมื้อว่าง 2–3 มื้อ ปรับเมนูให้หลากหลาย และกินอาหารร่วมกับลูกเพื่อเป็นแบบอย่าง
Q: ลูกน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ เกิดจากอะไรได้บ้าง?
A: เกิดได้จากการได้รับนมหรืออาหารไม่พอ โรคหรือภาวะสุขภาพ เช่น กรดไหลย้อน โลหิตจาง การติดเชื้อ ปัจจัยตั้งแต่แรกเกิด เช่น คลอดก่อนกำหนด รวมถึงปัจจัยด้านครอบครัวและสิ่งแวดล้อม จึงควรให้แพทย์ช่วยหาสาเหตุ
ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำของแพทย์ได้ หากกังวลเรื่องน้ำหนักและการเติบโตของลูก ควรปรึกษากุมารแพทย์
ได้รับการตรวจสอบข้อมูลโดย พญ.สีวลี สีดาฟอง
แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบทางเดินอาหารและตับในเด็ก โรงพยาบาลวิมุต
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เคล็ดไม่ลับ พัฒนาการเรียนรู้ทารก วัย 6 เดือนขึ้นไป มีอะไรบ้าง ที่พ่อแม่ ต้องรู้
แม่ขอแชร์! ผ่าคลอดลูกแฝด เหตุห่วงรัดปากมดลูกหลุด ส่งทารกเข้า N I C U ด่วน
การถดถอยของการนอนหลับ อาการของทารก ที่คุณแม่ แทบอยากร้องกรี๊ด
แหล่งอ้างอิง
1. Weight-for-age BOYS, Birth to 5 years (z-scores) – Simplified field tables, WHO Child Growth Standards, World Health Organization
2. Weight-for-age GIRLS, Birth to 5 years (z-scores) – Simplified field tables, WHO Child Growth Standards, World Health Organization
3. Children aged under 5 years who are underweight, MEASURE Evaluation, University of North Carolina at Chapel Hill
4. Weight-for-age <-2 SD and ≥ -3 SD, Survey Estimates (WHO Child Growth Standards 2006), UNICEF Data
5. Children underweight (Sustainable Development Glossary), UN ESCWA
6. Failure to Thrive, Johns Hopkins Medicine
7. Failure to Thrive (FTT) in Children, Cedars-Sinai
8. Failure to Thrive: Causes, Symptoms & Treatment, Healthwords
9. How to Tell if Your Breastfed Baby is Getting Enough Milk, HealthyChildren.org (American Academy of Pediatrics)
10. Failure to Thrive in Children: Care Instructions, Ascension Health Library (StayWell)
11. เมื่อลูกน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ (when-your-child-underweight), โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (กันยายน 2563)
บทความอัปเดตล่าสุด ตุลาคม 2569