10 ความลับของทารก สิ่งที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน เกี่ยวกับลูกน้อยแรกเกิด

ทารกแรกเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยข้อเท็จจริงที่น่าประหลาดใจจริงๆ ค่ะ บทความนี้ เราจะพาคุณแม่ไปสำรวจ 10 ความลับของทารก ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ทารกแรกเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยข้อเท็จจริงที่น่าประหลาดใจจริงๆ ค่ะ ในบทความนี้ เราจะพาคุณแม่ไปสำรวจ 10 ความลับของทารก ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่เข้าใจในความซับซ้อนและเอ็นดูในความน่ารักของลูกน้อยมากยิ่งขึ้น

 

10 ความลับของทารก ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

1. อึครั้งแรกของทารกไม่เหม็น

ทารกแรกเกิดจะถ่ายอุจจาระครั้งแรกที่เรียกว่า “ขี้เทา” ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือไม่มีกลิ่นเหม็น โดยขี้เทาจะเป็นของเหลวสีดำคล้ายยางมะตอย มีส่วนประกอบหลักเป็นเมือก น้ำคร่ำ และสารต่างๆ ที่ทารกได้รับและย่อยขณะอยู่ในครรภ์มารดา สาเหตุที่ขี้เทาไม่มีกลิ่นเหม็นเนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มีแบคทีเรียในลำไส้ของทารก เมื่อทารกเริ่มได้รับนม แบคทีเรียจะเริ่มเข้ามาอาศัยอยู่ในลำไส้ และหลังจากนั้นประมาณ 1 วัน อุจจาระของทารกจะเปลี่ยนสีเป็นสีเขียว เหลือง หรือน้ำตาล และเริ่มมีกลิ่นที่คุ้นเคย

 

2. บางครั้งทารกอาจหยุดหายใจ

ขณะที่ทารกนอนหลับ อาจมีการหยุดหายใจเป็นช่วงสั้นๆ ประมาณ 5-10 วินาที ซึ่งอาจทำให้พ่อแม่มือใหม่กังวลได้ การหายใจที่ไม่สม่ำเสมอถือเป็นเรื่องปกติในทารก อย่างไรก็ตาม หากทารกหยุดหายใจเป็นเวลานานกว่านั้น หรือมีอาการตัวเขียวคล้ำ แสดงว่าเป็นสัญญาณของภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการดูแลทันที นอกจากนี้ เมื่อทารกตื่นเต้นหรือร้องไห้ อัตราการหายใจอาจเพิ่มขึ้นสูงกว่า 60 ครั้งต่อนาทีได้

 

3. ต่อมทอนซิลของทารกมีต่อมรับรส

แม้ว่าทารกจะมีจำนวนต่อมรับรสใกล้เคียงกับเด็กและผู้ใหญ่ตอนต้น แต่การกระจายตัวของต่อมรับรสในทารกจะครอบคลุมพื้นที่ที่กว้างกว่า รวมถึงบริเวณต่อมทอนซิลและด้านหลังลำคอ ทารกแรกเกิดสามารถรับรู้รสชาติหวาน ขม และเปรี้ยวได้ แต่ยังไม่สามารถรับรู้รสชาติเค็มได้จนกระทั่งอายุประมาณ 5 เดือน ซึ่งถือเป็นกลไกการเอาตัวรอดตามธรรมชาติ เนื่องจากน้ำนมแม่มีรสหวาน ในขณะที่รสชาติขมและเปรี้ยวอาจบ่งบอกถึงสารที่เป็นอันตรายได้ เมื่อทารกเริ่มรับประทานอาหารตามวัย ทารกมีแนวโน้มที่จะชอบอาหารชนิดเดียวกับที่แม่รับประทานในขณะตั้งครรภ์และให้นมบุตร

 

4. ทารกจะร้องไห้โดยไม่มีน้ำตาในช่วงแรก

ทารกแรกเกิดจะเริ่มร้องไห้เมื่ออายุประมาณ 2-3 สัปดาห์ แต่ในช่วงแรกนั้น การร้องไห้จะยังไม่มีน้ำตาปรากฏให้เห็น โดยทารกจะเริ่มมีน้ำตาเมื่อร้องไห้เมื่ออายุประมาณ 1 เดือน ช่วงเวลาที่ทารกงอแงมากที่สุดมักจะเป็นช่วงบ่ายแก่ๆ และช่วงค่ำ ซึ่งในหลายครั้งก็ไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน และการปลอบโยนก็อาจไม่ได้ผลดีนัก ช่วงที่ทารกร้องไห้มากที่สุด จะเกิดขึ้นในช่วงประมาณ 6-8 สัปดาห์สำหรับทารกที่คลอดครบกำหนด โดยทั่วไปแล้ว อาการร้องไห้มากจะค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อทารกมีอายุประมาณ 3 เดือน (สำหรับทารกที่คลอดก่อนกำหนด อาจใช้เวลานานกว่านั้น)

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

 

5. ทารกแรกเกิดมีเต้านม

ทารกแรกเกิดไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิง อาจมีลักษณะคล้ายมีเต้านมเล็กๆ ซึ่งในบางกรณีอาจมีน้ำนมไหลออกมาได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ไม่ควรบีบก้อนเนื้อเล็กๆ ที่แข็งๆ เหล่านั้น เนื่องจากก้อนเนื้อเหล่านี้เกิดจากการที่ทารกได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนจากมารดา และโดยทั่วไปแล้วอาการนี้จะหายไปได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์ นอกจากนี้ เด็กหญิงแรกเกิดอาจมีอาการคล้ายประจำเดือนสั้นๆ หรือมีตกขาวเล็กน้อยในช่วงแรกเกิดได้เช่นกัน

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

6. ทารกมีเซลล์ประสาทบางชนิดมากกว่าผู้ใหญ่

แม้ว่าสมองทารกจะโตขึ้นกว่าสองเท่าในปีแรก แต่ก็มีเซลล์ประสาทเกือบครบแล้ว เซลล์ประสาทเหล่านี้หลายเซลล์จะไม่ถูกสร้างขึ้นใหม่เมื่อตายไป ทำให้ผู้ใหญ่มีเซลล์ประสาทเหล่านี้น้อยลง เมื่อทารกเติบโตขึ้น การเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทจะถูก “ตัดแต่ง” หรือลดจำนวนลง ซึ่งกระบวนการนี้ช่วยให้ทารกมีสมาธิในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่างๆ ได้ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อาจส่งผลให้ความคิดสร้างสรรค์ลดลงได้เช่นกัน

7. ทารกชอบหันหน้าไปทางขวา

เมื่อทารกแรกเกิดนอนหงาย มีแนวโน้มที่จะหันศีรษะไปทางขวามากกว่าทางซ้าย โดยมีทารกเพียง 15% เท่านั้นที่ชอบหันไปทางซ้าย ความชอบในการหันหน้าไปทางขวานี้ดูเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม เช่นเดียวกับลักษณะอื่นๆ อย่างการมีลักยิ้ม และคงอยู่เป็นเวลาหลายเดือน และอาจเป็นส่วนหนึ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงมีแนวโน้มที่จะถนัดขวามากกว่าถนัดซ้าย

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 


8. สีตาของทารกจะเปลี่ยนไป

ทารกแรกเกิดส่วนใหญ่มักมีดวงตาสีน้ำเงินเข้ม และสีตาจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเป็นสีที่แท้จริงเมื่อเวลาผ่านไป สีของดวงตาจะถูกกำหนดโดยปริมาณของเมลานิน ซึ่งเป็นเม็ดสีที่อยู่ในม่านตา โดยทั่วไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงของสีตาจะสังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุดในช่วงอายุระหว่าง 6 ถึง 9 เดือน ดังนั้น หากลูกน้อยมีดวงตาสีฟ้าอ่อนในตอนแรก ก็อย่าลืมชื่นชมสีนั้นไว้ เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงในภายหลัง

9. ทารกสามารถหลอกตัวเองได้

ทารกแรกเกิดตกใจง่ายมาก เพียงแค่มีเสียงดัง กลิ่นแรง แสงจ้า การเคลื่อนไหวเร็ว หรือแม้แต่เสียงร้องของตัวเอง อาการตกใจจะแสดงออกโดยการกางแขนออกด้านข้าง มือแบออก จากนั้นจะหุบแขนเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วพร้อมกับก้มตัว ปฏิกิริยาเช่นนี้เรียกว่า ปฏิกิริยาโมโร ซึ่งคล้ายสัญญาณเตือนให้แม่ลิงรู้ว่าลูกลิงกำลังจะตก เพื่อที่แม่ลิงจะได้ช่วยลูกไว้ได้ทัน

10. ปานบางชนิดจะหายไป

ปานบางชนิดในทารกสามารถหายไปได้เอง ปานสีชมพูหรือสีแดงที่มักพบได้บริเวณหน้าผาก เปลือกตา สันจมูก หรือท้ายทอย รวมถึงปานแบนสีน้ำเงินที่ดูคล้ายรอยหมึกที่หลังหรือก้น มักจะจางหายไปภายในเวลาไม่กี่ปี แม้จะไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดก็ตาม

ส่วนปานทารกอีกชนิดหนึ่งคือเนื้องอกหลอดเลือด ซึ่งมีลักษณะเป็นปานสีแดงสดที่นูนขึ้นมาคล้ายผลสตรอเบอร์รี่ เกิดจากการที่หลอดเลือดมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ปานชนิดนี้มักจะปรากฏให้เห็นภายในไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด และอาจต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะจางหายไป

ทารกแรกเกิดไม่ได้เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่น่ารักน่าเอ็นดูเท่านั้นนะคะ แต่ลูกน้อยยังมีความสามารถและ ความลับของทารก ที่ซ่อนอยู่อีกมากมาย ตั้งแต่การมีต่อมรับรสบนต่อมทอนซิล ไปจนถึงความสามารถในการ “หลอกตัวเอง” ด้วยปฏิกิริยาโมโร ข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นความมหัศจรรย์ของลูกน้อย ที่จะทำให้คุณแม่รู้จักทารกแรกเกิดดียิ่งขึ้นค่ะ

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ที่มา : webmd , new24

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

15 วิธีกระตุ้นสมองทารก ช่วยให้ลูกฉลาด ทำได้ตั้งแต่แรกเกิด

กิจกรรมเสริมพัฒนาการทารก 0-3 เดือน เล่นกับลูกแบบนี้ดีแน่นอน

ทารกนอนนาน ต้องปลุกไหม ทารกนอนนานเกินไป เสี่ยงปัญญาอ่อนจริงหรือเปล่า