ระวัง!! พาลูกไปสถานที่แออัด เสี่ยงติด เชื้อไมโคพลาสมา

สถานที่แออัดหรือสถานที่สาธารณะที่มีคนจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า โรงเรียน โรงภาพยนตร์ เป็นต้น สถานที่เหล่านี้เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เชื้อไมโคพลาสมาเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคทางเดินระบบหายใจ โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ ที่สามารถติดเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ได้ง่าย มาดูว่าเชื้อไมโคพลาสมานี้คืออะไร สาเหตุการติดเชื้อ และวิธีการรักษาเป็นอย่างไร ติดตามอ่าน

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

เชื้อไมโคพลาสมา (Mycoplasma pneumoniae) เป็นเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กไร้ผนังเซลล์ที่ก่อโรคระบบทางเดินหายใจและโรคปอดอักเสบชนิดไม่รุนแรง มักพบในเด็กวัยเรียนและเด็กเล็ก โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสถานที่แออัด อาการเด่นคือมีไข้ร่วมกับไอแห้งเรื้อรังนาน 2-6 สัปดาห์ การรักษาต้องใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มแมโครไลด์ (Macrolides) เนื่องจากยาเพนิซิลลินทั่วไปใช้ไม่ได้ผล หากลูกมีอาการไอเรื้อรังควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องค่ะ

จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ปี 2024 พบการระบาดของเชื้อไมโคพลาสมาเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีวัคซีนป้องกันโดยตรง แต่คุณแม่สามารถปกป้องลูกน้อยได้ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมืออย่างถูกวิธี และหลีกเลี่ยงพาเด็กไปในพื้นที่ชุมชนแออัดค่ะ

FAQ: คำถามที่คุณแม่ถามบ่อยเรื่อง เชื้อไมโคพลาสมา 

Q: เชื้อไมโคพลาสมาต่างจากไข้หวัดธรรมดาอย่างไร?

A: ไมโคพลาสมามักก่อให้เกิด “โรคปอดอักเสบชนิดไม่รุนแรง” (Walking Pneumonia) โดยลูกจะมีอาการไอแห้งรุนแรงและเรื้อรังนาน 2-6 สัปดาห์ ซึ่งยาวนานกว่าไข้หวัดธรรมดามาก และไม่สามารถรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อกลุ่มเพนิซิลลินทั่วไปได้ค่ะ

Q: เชื้อนี้ติดต่อกันทางไหนได้บ้าง และแพร่กระจายอย่างไร?

A: ติดต่อผ่านละอองฝอยทางการไอ จาม สารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก และการสัมผัสสิ่งของร่วมกัน โดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนรวมตัวกันหนาแน่น เช่น โรงเรียน ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก หรือห้างสรรพสินค้าค่ะ

Q: มีวัคซีนป้องกันเชื้อไมโคพลาสมาสำหรับเด็กหรือไม่?

A: ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อไมโคพลาสมาโดยตรงค่ะ การป้องกันจึงเน้นการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล การสวมหน้ากากอนามัย และการหลีกเลี่ยงพื้นที่แออัดเป็นหลักค่ะ

Q: หากติดเชื้อ ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อตัวไหนในการรักษา?

A: ต้องใช้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเฉพาะตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น เนื่องจากเชื้อนี้ไม่มีผนังเซลล์ ยาฆ่าเชื้อทั่วไปอย่าง Amoxicillin จึงใช้ไม่ได้ผลค่ะ

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

 

เชื้อไมโคพลาสมาคืออะไร ทำไมคุณแม่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ?

เชื้อไมโคพลาสมา เป็นเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กมาก จัดอยู่ในชั้น Mollicutes ซึ่งมีคุณลักษณะทางชีววิทยาที่โดดเด่นคือ “การไม่มีผนังเซลล์”  คุณลักษณะเฉพาะนี้ทำให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ของแบคทีเรีย เช่น เพนิซิลลิน หรืออะม็อกซีซิลลิน ไม่สามารถทำลายเชื้อชนิดนี้ได้เลยค่ะ

ข้อมูลจาก Cleveland Clinic และ สมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (AAP / HealthyChildren.org) ระบุว่า เชื้อไมโคพลาสมาเป็นสาเหตุสำคัญของโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง โดยเฉพาะภาวะถุงลมและหลอดลมอักเสบ (Tracheobronchitis) รวมถึงโรคปอดอักเสบชนิดไม่รุนแรง หรือที่เรียกว่า “Walking Pneumonia” คำว่า Walking Pneumonia มีที่มาจากลักษณะของผู้ป่วยเด็กที่แม้จะมีภาวะปอดอักเสบ แต่เนื่องจากอาการไม่ได้รุนแรงถึงขั้นต้องนอนซมอยู่บนเตียงตลอดเวลา เด็กๆ จึงยังพอเดินเหิน ทำกิจกรรม หรือเล่นได้ตามปกติ แต่จะมีอาการไอเรื้อรังและอ่อนเพลียต่อเนื่องยาวนานหลายสัปดาห์ค่ะ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

อาจารย์แพทย์ อ. นพ.ธเนศ แก่นสาร จากภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้เน้นย้ำว่า โรคนี้สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่จะมีการแพร่ระบาดสูงเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว หรือช่วงเปิดเทอมที่เด็กๆ ต้องอยู่ร่วมกันในห้องเรียนปรับอากาศที่มีอากาศถ่ายเทจำกัดค่ะ

อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าลูกเสี่ยงติดเชื้อไมโคพลาสมา?

ระยะฟักตัวของเชื้อไมโคพลาสมาค่อนข้างยาวนาน โดยใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 4 สัปดาห์หลังจากได้รับเชื้อเข้ามาในร่างกาย อาการมักจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นอย่างช้าๆ ไม่ปุบปับเหมือนไข้หวัดใหญ่ โดยอาการจะมีความแตกต่างกันไปตามกลุ่มอายุของเด็ก ดังนี้ค่ะ:

เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบมีอาการอย่างไร?

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ระบุว่า เด็กวัยเตาะแตะมักแสดงอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาหรือหลอดลมอักเสบ โดยมีอาการสำคัญดังนี้ค่ะ

  • มีน้ำมูก คัดจมูก และจาม
  • มีไข้ต่ำๆ หรือบางรายอาจไม่มีไข้เลย
  • หายใจมีเสียงหวีด (Wheezing)
  • อาจพบอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น อาเจียน หรือท้องเสีย

เด็กวัยเรียน 5 ขวบขึ้นไปมีอาการอย่างไร?

  • อาการไอเรื้อรัง: เป็นสัญญาณเตือนหลักที่สำคัญที่สุด เริ่มแรกจะไอแห้งๆ แล้วค่อยๆ รุนแรงขึ้นจนอาจมีเสมหะขาวเจือปน อาการไอมักยาวนานถึง 2 ถึง 6 สัปดาห์
  • ไข้สูงและหนาวสั่น: มักมีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส ร่วมกับอาการปวดศีรษะ เจ็บคอ และปวดเมื่อยตามตัว
  • เจ็บหน้าอก: รู้สึกแน่นหรือเจ็บแปลบที่หน้าอกเวลาหายใจเข้าลึกๆ หรือเวลาไอรุนแรง
  • ผื่นตามผิวหนังและเยื่อบุอักเสบ: งานวิจัยในวารสารทางการแพทย์ระบุว่า พบผู้ป่วยเด็กประมาณ 10-20% มีภาวะผื่นแดง หรือเยื่อบุปากและตาอักเสบร่วมด้วย 

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

เชื้อไมโคพลาสมาต่างจากไข้หวัดธรรมดาและโรคทางเดินหายใจอื่นอย่างไร?

เพื่อช่วยให้คุณแม่สังเกตความผิดปกติของลูกน้อยได้อย่างแม่นยำ คุณแม่สามารถเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างไข้หวัดธรรมดา การติดเชื้อไมโคพลาสมา และการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจอื่นๆ ได้จากตารางนี้ค่ะ

ลักษณะ
เปรียบเทียบ

ไข้หวัดธรรมดา
(Common Cold)

เชื้อไมโคพลาสมา
(Mycoplasma)

ไข้หวัดใหญ่ / RSV
(Influenza / RSV)

เชื้อก่อโรค ไวรัสทั่วไป (เช่น Rhinovirus) แบคทีเรียไร้ผนังเซลล์ M. pneumoniae ไวรัส Influenza หรือ RSV
การเริ่มมีอาการ ค่อยเป็นค่อยไป 1-3 วัน ค่อยๆ ปรากฏ ช้าๆ นาน 1-4 สัปดาห์ เกิดขึ้นฉับพลัน ทันทีทันใด
ระยะเวลาอาการไอ 5-7 วัน และหายได้เอง ไอเรื้อรังยาวนาน 2-6 สัปดาห์ 1-2 สัปดาห์
ลักษณะไข้ ไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้ ไข้ปานกลางถึงไข้สูงเรื้อรัง ไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น
อาการร่วมอื่นๆ มีน้ำมูก คัดจมูก จาม ปวดศีรษะ ผื่นผิวหนัง อ่อนเพลียมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียฉับพลัน
แนวทางการใช้ยา ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ยาปฏิชีวนะกลุ่ม Macrolides ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ (อาจใช้ยาต้านไวรัส)

 

 

คุณแม่ควรดูแลและรักษาอย่างไรเมื่อลูกน้อยติดเชื้อ?

หากคุณแม่สงสัยว่าลูกอาจติดเชื้อไมโคพลาสมา การพาไปพบกุมารแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ

แพทย์มีวิธีตรวจวินิจฉัยและรักษาเชื้อไมโคพลาสมาอย่างไร?

  1. การตรวจวินิจฉัย: แพทย์จะตรวจฟังเสียงปอดด้วยหูฟัง (อาจได้ยินเสียง Rhonchi หรือ Wheezing) และอาจทำป้ายคอหรือโพรงจมูกเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการแบบ Multiplex PCR ร่วมกับการทำภาพถ่ายรังสีปอด (Chest X-ray)
  2. การใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกวิธี: ยาหลักในการรักษาคือยาปฏิชีวนะกลุ่มแมโครไลด์ (Macrolides) เช่น Azithromycin, Clarithromycin หรือ Erythromycin
    • ข้อควรระวัง: คุณแม่ต้องให้ลูกรับประทานยาปฏิชีวนะตามขนาดและระยะเวลาที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดจนหมด แม้อาการของลูกจะเริ่มดีขึ้นแล้วก็ตาม เพื่อป้องกันการปะทุซ้ำและการเกิดภาวะเชื้อดื้อยาค่ะ

คุณแม่ควรดูแลฟื้นฟูร่างกายลูกที่บ้านอย่างไร?

  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ: การดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำสะอาดปริมาณมากๆ จะช่วยระบายความร้อนในร่างกาย และช่วยลดความเหนียวข้นของเสมหะ ทำให้ขับเสมหะออกได้ง่ายขึ้นค่ะ
  • ใช้ยาลดไข้ตามคำแนะนำ: สามารถให้ยาพาราเซตามอล หรือไอบูโพรเฟน เพื่อบรรเทาไข้และอาการปวดตามข้อ
  • หลีกเลี่ยงยากดอาการไอสำหรับเด็ก: AAP แนะนำว่าไม่ควรซื้อยากดอาการไอที่มีส่วนผสมของ Codeine หรือ Dextromethorphan ให้เด็กทานเอง เนื่องจากไอเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการขับเสมหะและเชื้อโรคออกจากปอดค่ะ
  • การพักผ่อนและการแยกตัว: ให้ลูกพักผ่อนอย่างเต็มที่ และควรหยุดเรียนจนกว่าจะไม่มีไข้ติดต่อกันอย่างน้อย 24 ชั่วโมงโดยไม่ใช้ยาลดไข้ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปยังเพื่อนๆ ที่โรงเรียนค่ะ

 

 

Checklist การป้องกันเชื้อไมโคพลาสมาสำหรับทุกคนในครอบครัว

แม้ว่าจะยังไม่มีวัคซีนป้องกันโดยตรง แต่คุณแม่สามารถสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงให้กับลูกน้อยและทุกคนในบ้านได้ด้วย Checklist ต่อไปนี้ค่ะ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  • ล้างมืออย่างถูกวิธี: สอนให้ลูกล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งหลังกลับเข้าบ้าน ก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ
  • สวมหน้ากากอนามัย: ให้ลูกสวมหน้ากากอนามัยที่พอดีกับใบหน้าเมื่อจำเป็นต้องเข้าไปในสถานที่แออัด ห้างสรรพสินค้า โรงเรียน หรือโรงพยาบาล
  • ฝึกมารยาทการไอและจาม: สอนลูกใช้ข้อพับแขนด้านในหรือกระดาษทิชชูปิดปากและจมูกทุกครั้งเมื่อไอหรือจาม แล้วทิ้งทิชชูลงในถังขยะปิดทันที
  • แยกของใช้ส่วนตัว: แยกแก้วน้ำ ช้อน ส้อม หลอดดูดน้ำ และผ้าเช็ดหน้า ไม่ให้ใช้ปะปนกันภายในบ้าน
  • ทำความสะอาดสิ่งของสัมผัสบ่อย: หมั่นเช็ดทำความสะอาดของเล่น โต๊ะเรียน และของใช้ส่วนตัวของลูกด้วยน้ำยาฆ่าเชื้ออย่างสม่ำเสมอ
  • ดูแลการถ่ายเทอากาศ: เปิดประตูและหน้าต่างให้อากาศบริสุทธิ์ถ่ายเทสะดวก โดยเฉพาะในห้องนอนและห้องนั่งเล่น

แนวทางรับมือเชื้อไมโคพลาสมาสำหรับคุณแม่

เชื้อไมโคพลาสมาอาจดูเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับคุณแม่เพราะทำให้ลูกน้อยไอเรื้อรังและหายช้ากว่าไข้หวัดธรรมดา แต่หากเรารู้เท่าทัน สังเกตอาการได้อย่างถูกต้อง และพาไปพบกุมารแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงค่ะ

  • หากลูกน้อยอายุน้อยกว่า 2 ขวบ: หากมีอาการหายใจเร็ว หายใจมีเสียงหวีด ปีกจมูกบาน หรือซี่โครงบุ๋มขณะหายใจ ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันทีค่ะ
  • หากลูกเป็นเด็กวัยเรียน (อายุ 5 ปีขึ้นไป): หากพบว่ามีอาการไอแห้งเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ร่วมกับมีไข้ และทานยาแก้หวัดทั่วไปแล้วไม่ดีขึ้น ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะทานเอง แนะนำให้ปรึกษากุมารแพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจเด็กเพื่อรับการตรวจและรักษาที่ถูกต้องนะคะ

 

ได้รับการตรวจสอบข้อมูลโดย พญ.สุธิดา ชินธเนศ

กุมารแพทย์โรคระบบการหายใจในเด็ก รพ.วิมุต

 

แหล่งอ้างอิง

บทความอัปเดตล่าสุด สิงหาคม 2569

 

The Asianparent Thailand เว็บไซต์ข้อมูลคุณภาพและสังคมคุณแม่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศและเอเชีย เรามีผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารแพทย์ แหล่งความรู้แม่และเด็ก รวมถึงแอพพลิเคชั่น The Asianparent ที่ติดตามการตั้งครรภ์ให้คุณแม่ได้ลงทะเบียนใช้งานฟรี เพื่อติดตามพัฒนาการทารกตั้งแต่ตั้งครรภ์ จนถึงติดตามหลังคลอดที่ครอบคลุมที่สุดและผู้ใช้งานสูงสุดในประเทศไทย นอกจากความรู้ยังมีไลฟ์สไตล์และสื่อมัลติมีเดียหลากหลาย ไม่ว่าสุขภาพแม่และเด็ก โภชนาการแม่และเด็ก กิจกรรมสำหรับครอบครัว 

การวางแผนครอบครัวไปจนถึง การดูแลลูก การศึกษา และจิตวิทยาเด็ก The Asianparent เราพร้อมสนับสนุนพ่อแม่ทุกท่าน ให้มีความรู้และมีสุขภาพกายใจเข้มแข็ง เพื่อเสริมสร้างครอบครัวอย่างแข็งแรง

เพราะเราเชื่อว่า “พ่อแม่เข้มแข็ง ครอบครัวแข็งแรง”

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

10 แหล่งเชื้อโรคที่คุณคาดไม่ถึง..ใกล้ตัวลูก

4 ขั้นตอนล้างมือให้สะอาด บ๊ายบายเชื้อโรค

ผลแล็บเผยเชื้อโรคเต็มรถ อ่านจบแล้วคุณจะอยากล้างรถ