คุณแม่ที่มีลูกน้อยวัยคลาน ช่างสำรวจต้องระวังให้ดี เพราะเหตุการณ์ ลูกเอานิ้วแหย่พัดลม จนได้แผล ร้องไห้จ้า เกิดขึ้นกับเด็กหลายบ้านเลยค่ะ ดังประสบการณ์ของคุณแม่ท่านหนึ่งชื่อเพสบุ๊ค นาบุญ มารีวิว ได้โพสต์เตือนแม่ๆ ในกลุ่มเมนูลูกรัก6เดือนขึ้นไป ใจความว่า
#อุทาหรณ์ลูกน้อยกับพัดลม
บ้านไหนที่มีลูกในวัยหัดคลาน หัดเดิน อย่าลืมหาตาข่ายคลุมพัดลมมาใช้นะคะ นาบุญเคยเอานิ้วแหย่พัดลมตอน 8เดือนกว่าค่ะ แม่หันหลังเก็บของเล่นแค่เสี้ยววิ มือลูกก็อยู่ในพัดลมแล้วค่ะ
ขนาดโดนแค่พัดลมพลาสติกตัวเล็กหนังยังเปิด ไม่อยากคิดถ้าเป็นพัดลมตัวใหญ่นิ้วอาจจะหัก หรือขาดได้เลยค่ะ หลังจากที่น้องโดนพัดลมปั่นนิ้ว แม่ก็ได้สั่งตาข่ายตัวนี้มาใช้ ครอบพัดลมทุกตัว ทุกบ้าน บ้านตัวเอง บ้านย่า บ้านป้า
ตัวตาข่ายแม่ลองนิวแหย่แล้วแหย่ไม่ลงค่ะ ผ้าคลุมตาข่ายพัดลมอาจจะไม่แรงเหมือนเดิมนะคะ แต่ก็ถือว่ายังโอเคอยู่ค่ะ ปลอดภัยไว้ก่อน แนะนำแต่ละบ้านที่มีลูกน้อยต้องมีติดบ้านเลยค่ะ ตอนนี้2ขวบกว่าไม่กล้าใกล้พัดลมอีกเลย

จากเหตุการณ์นี้ ก็มีคุณพ่อคุณแม่หลายบ้านเข้ามาแชร์ประสบการณ์ว่า ลูกน้อยที่บ้านก็เอานิ้วแหย่พัดลมจนได้รับบาดเจ็บเหมือนกัน ซึ่งนอกจากอุปกรณ์ป้องกันแล้ว เราจะมีวิธีสอนยังไงไม่ให้ ลูกเอานิ้วแหย่พัดลม หรือปลั๊กไฟ นักจิตวิทยาพัฒนาการเด็กแนะ 3 เทคนิค ป้องกัน-เตรียมสอน-ฝึกฝน เพื่อดูแลนักสำรวจตัวน้อยให้ปลอดภัยกันค่ะ
ทำไมรูเล็กๆ และใบพัดหมุนๆ ถึงดึงดูดใจเด็กวัยเตาะแตะ
เพื่อที่จะรับมือกับพฤติกรรมของลูกได้อย่างถูกจุด เราต้องเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจก่อนค่ะว่า ลูกเอานิ้วแหย่พัดลม “ทำไม” พฤติกรรมที่ดูอันตรายในสายตาเรา แท้จริงแล้วขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งพัฒนาการตามวัยของเขานั่นเอง
-
พลังแห่งความอยากรู้อยากเห็น
สมองของเด็กในช่วง 3 ปีแรกกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการสร้างจุดเชื่อมต่อของเซลล์ประสาทใหม่ๆ นับล้านจุดในทุกวินาที ทุกอย่างที่เขาเห็น ได้ยิน หรือสัมผัส คือข้อมูลชิ้นใหม่ที่น่าตื่นเต้น รูปลั๊กไฟที่ผนังไม่ใช่แค่รู ซี่กรงพัดลมไม่ได้เป็นแค่ที่กั้น ความอยากรู้อยากเห็นนี้คือแรงขับเคลื่อนตามธรรมชาติที่ทำให้เขาเรียนรู้และเติบโตค่ะ
สำหรับเด็กเล็ก โดยเฉพาะวัยหัดคลานและหัดเดิน การเรียนรู้โลกส่วนใหญ่เกิดขึ้นผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า และการสัมผัส คือเครื่องมือชิ้นสำคัญ การได้ลองเอานิ้วจิ้มลงไปในรู คือการเก็บข้อมูลว่ามันมีลักษณะอย่างไร ลึกแค่ไหน การยื่นมือไปใกล้พัดลมคือการทดลองกับความรู้สึกของแรงลมที่ปะทะผิวกาย การ “จิ้ม” “แหย่” “จับ” และ “อม” จึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญยิ่งของเด็กวัยนี้
ทุกครั้งที่ลูกทำอะไรบางอย่าง เขากำลังตั้งสมมติฐานและรอคอยผลลัพธ์อยู่ในใจ “ถ้าฉันกดปุ่มนี้…จะมีเสียงดังขึ้นมา” “ถ้าฉันปล่อยของเล่นชิ้นนี้…มันจะตกลงพื้น” เช่นเดียวกันกับปลั๊กไฟและพัดลม เขากำลังทดลองว่า “ถ้าฉันเอานิ้วใส่เข้าไปในนี้ จะเกิดอะไรขึ้น?” หรือ “ถ้าฉันเอาของเล่นแหย่เข้าไปในใบพัด เสียงจะเปลี่ยนไปไหม?” นี่คือการทดลองเพื่อเรียนรู้กฎเกณฑ์ของโลกรอบตัวในแบบของเขาเอง
-
พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็ก
การที่ลูกพยายามใช้นิ้วเล็กๆ จิ้มเข้าไปในช่องแคบๆ ไม่ว่าจะเป็นซี่พัดลมหรือรูปลั๊กไฟ มันคือการฝึกฝนทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก (Fine Motor Skills) ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการของเขา ทักษะนี้จำเป็นต่อการหยิบจับสิ่งของเล็กๆ การขีดเขียน หรือแม้แต่การติดกระดุมเสื้อในอนาคต ดังนั้น พฤติกรรมนี้จึงมีส่วนช่วยในการพัฒนากล้ามเนื้อนิ้วมือและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาของเขาด้วย
ตามหลักพัฒนาการจากสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (American Academy of Pediatrics) และ CDC ระบุว่า พฤติกรรมการสำรวจเหล่านี้เป็นหมุดหมายสำคัญของการเติบโต เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าลูกไม่ได้ตั้งใจจะ “ซน” แต่กำลัง “เรียนรู้” เราจะสามารถเปลี่ยนจากการ “ห้าม” มาเป็นการ “หาทางเลือกที่ปลอดภัย” ให้เขาได้ฝึกฝนทักษะเหล่านี้แทนค่ะ

3P เทคนิค “ป้องกัน-เตรียมสอน-ฝึกฝน”
เมื่อเข้าใจธรรมชาติของลูกแล้ว ก็มาถึงภาคปฏิบัติกันค่ะ หัวใจสำคัญคือ “การจัดการสิ่งแวดล้อม” และ “การสอนอย่างเข้าใจ” ซึ่งสรุปเป็นเทคนิค “3P” เปลี่ยนเรื่องอันตรายให้เป็นเรื่องปลอดภัย ที่จำง่ายและนำไปใช้ได้จริง ดังนี้
P1: Prevent ป้องกัน
การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยไว้ก่อน (Childproofing) คือด่านแรกที่สำคัญที่สุดและไม่สามารถต่อรองได้ค่ะ เพราะในวัยนี้ ความปลอดภัยของลูกต้องมาก่อนการสอนเสมอ ไม่มีคำสอนใดจะรวดเร็วไปกว่าอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ในชั่วพริบตา องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าการบาดเจ็บในบ้านเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและความพิการในเด็กเล็ก ดังนั้น การจัดบ้านให้ปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องลงมือทำทันที
|
Checklist วิธีป้องกัน ลูกเอานิ้วแหย่พัดลม
|
| ภารกิจพิชิตพัดลม |
- ตาข่ายคลุมพัดลม (Fan Safety Net): เป็นไอเท็มที่ต้องมี! เลือกซื้อตาข่ายที่มีช่องถี่มากๆ จนนิ้วเด็กไม่สามารถรอดผ่านเข้าไปได้ และตรวจเช็กเสมอว่าผูกไว้แน่นหนาดีแล้ว
- อัปเกรดเป็นพัดลมไร้ใบพัด: หากมีงบประมาณ การลงทุนกับพัดลมไร้ใบพัดถือว่าคุ้มค่ามากสำหรับบ้านที่มีเด็กเล็ก เพื่อความสบายใจในระยะยาว
- จัดตำแหน่งให้พ้นมือ: วางพัดลมในจุดที่ลูกเอื้อมไม่ถึง หรือใช้ที่กั้นเด็กกั้นบริเวณที่วางพัดลมไว้
|
| ภารกิจอุดรูปลั๊กไฟ |
- ที่อุดปลั๊กนิรภัย (Safety Plug Covers): ติดตั้งที่อุดปลั๊กทุกจุดในบ้าน โดยเฉพาะจุดที่อยู่ต่ำในระดับสายตาของลูกเลือกรุ่นที่ถอดออกได้ยากสำหรับเด็ก แต่ใช้ง่ายสำหรับผู้ใหญ่
- เฟอร์นิเจอร์ช่วยได้: ใช้เฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ เช่น โซฟา ตู้หนังสือ บังปลั๊กไฟที่ไม่ได้ใช้งาน
|
| ภารกิจจัดระเบียบสายไฟ |
- เก็บให้เกลี้ยง: อย่าปล่อยสายไฟระโยงระยางบนพื้น เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการที่ลูกจะดึงเล่นแล้ว ยังอาจสะดุดล้มได้
- ใช้อุปกรณ์ช่วย: ใช้รางเก็บสายไฟ ที่รัดสายไฟ หรือกล่องเก็บปลั๊กพ่วง เพื่อจัดระเบียบสายไฟให้พ้นจากมือน้อยๆ ของลูก
|
| ภารกิจอื่นๆ รอบบ้าน |
- ของร้อน/ของมีคม/สารเคมี: ล็อกตู้และลิ้นชักที่เก็บของมีคม ยา และสารเคมีทำความสะอาดต่างๆ ใช้ที่กั้นเตาเพื่อป้องกันลูกเอื้อมไปจับหม้อร้อนๆ
- มุมโต๊ะ/ขอบเฟอร์นิเจอร์: ติดตั้งยางกันกระแทกตามมุมแหลมคมต่างๆ
|
ขอบคุณภาพจาก นาบุญ มารีวิว
P2: Prepare เตรียมสอน
เมื่อเราสร้างปราการความปลอดภัยทางกายภาพแล้ว ก็ถึงเวลาสร้างความเข้าใจให้ลูกน้อยค่ะ การสื่อสารกับเด็กวัยนี้ต้องใช้ความหนักแน่น เรียบง่าย และเต็มไปด้วยความรัก
-
ใช้คำสั้นๆ หนักแน่น และจริงจัง
เมื่อเห็นลูกกำลังจะเข้าใกล้สิ่งอันตราย ให้รีบเข้าไปหาลูก ย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับเขา แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นแต่ไม่ตะคอกว่า “หยุด!” หรือ “อันตรายนะลูก” สมองของเด็กวัยนี้จะประมวลผลคำสั่งสั้นๆ ได้ดีกว่าประโยคยาวๆ ที่ซับซ้อน
-
อธิบายด้วยภาษาง่ายๆ และท่าทางประกอบ
หลังจากห้ามแล้ว ให้อธิบายเหตุผลสั้นๆ ง่ายๆ เช่น ชี้ไปที่พัดลมแล้วพูดว่า “พัดลมหมุนเร็วมากเลย แหย่เข้าไปนิ้วเจ็บนะ” พร้อมทำท่าเจ็บๆ และส่ายหัว หรือชี้ที่ปลั๊กไฟแล้วบอกว่า “ไฟ ช็อต เจ็บๆ” การใช้ท่าทางประกอบจะช่วยให้ลูกเข้าใจความหมายได้ดียิ่งขึ้น
-
เบี่ยงเบนความสนใจ – สุดยอดเทคนิคพิชิตวัยเตาะแตะ
เพราะเด็กวัยนี้มีช่วงความสนใจที่สั้นมาก การห้ามเพียงอย่างเดียวมักไม่ได้ผล แต่การเสนอสิ่งที่น่าสนใจกว่าให้ทำแทนจะได้ผลดีเยี่ยม เมื่อคุณแม่พูดว่า “พัดลมเล่นไม่ได้นะลูก” ให้พูดต่อทันทีว่า “…แต่เรามาต่อบล็อกอันนี้กันดีกว่า! มาดูกันว่าใครจะต่อสูงกว่ากัน” พร้อมกับยื่นของเล่นที่ปลอดภัยและน่าสนใจให้เขา ของเล่นที่ช่วยตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นเรื่องการจิ้ม การแหย่ ได้แก่ แป้งโดว์, บล็อกไม้, กล่องกิจกรรมที่มีปุ่มให้กด มีช่องให้หยอด (Busy Box)
-
เป็นแบบอย่างที่ดี (Modeling)
เด็กเรียนรู้จากการเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ พ่อแม่จึงต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยเสมอ เช่น ไม่ใช้มือเปียกเสียบปลั๊ก ไม่ดึงสายไฟแรงๆ และแสดงให้ลูกเห็นว่าเราใช้สิ่งของเหล่านี้ด้วยความระมัดระวัง
P3: Practice ฝึกฝน
การสอนเรื่องความปลอดภัยไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จได้ในครั้งเดียว แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและความอดทนของคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างสูง
สมองของเด็กเล็กต้องการการทำซ้ำเพื่อสร้างการจดจำที่ถาวรค่ะ อย่าเพิ่งท้อใจถ้าวันนี้ห้ามแล้วพรุ่งนี้ลูกพยายามจะทำอีก ให้มองว่าเป็นโอกาสในการทบทวนบทเรียน ทำซ้ำขั้นตอนใน P2 ต่อไปเรื่อยๆ ด้วยความสม่ำเสมอ
การให้แรงเสริมทางบวกได้ผลดีกว่าการลงโทษเสมอ เมื่อลูกเปลี่ยนใจจากปลั๊กไฟแล้วหันมาเล่นของเล่นที่คุณแม่ยื่นให้ ให้ชมเชยเขาทันทีด้วยความกระตือรือร้น “เก่งมากลูก! หนูเลือกเล่นรถไฟแทน ปลอดภัยแล้วก็สนุกด้วย แม่ดีใจที่สุดเลย” คำชมจะทำให้ลูกรู้สึกดีกับตัวเองและอยากทำพฤติกรรมนั้นซ้ำอีก
หาหนังสือนิทานที่มีเนื้อหาสอนเรื่องความปลอดภัยในบ้านมาอ่านให้ลูกฟัง หรือใช้ตุ๊กตาตัวโปรดของลูกมาแสดงบทบาทสมมติ สอนว่า “น้องหมีไม่เล่นปลั๊กไฟนะ เพราะอันตราย” การเรียนรู้ผ่านการเล่นจะทำให้เรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องสนุกและน่าจดจำสำหรับเขา
Q&A คำถามที่คุณแม่กังวล
Q: ดุแรงๆ หรือตีเบาๆ เพื่อให้ลูกหลาบจำ จะได้ผลดีกว่าไหมคะ?
A: ไม่แนะนำอย่างยิ่งค่ะ การลงโทษทางร่างกายหรือการใช้เสียงดังตะคอก อาจหยุดพฤติกรรมได้ในระยะสั้นๆ แต่มันสร้างความกลัวและความสัมพันธ์ที่ไม่ดีระหว่างคุณกับลูก สิ่งที่ลูกเรียนรู้ไม่ใช่ “พัดลมอัตราย” แต่เป็น “แม่น่ากลัวเมื่อฉันเข้าใกล้พัดลม” ซึ่งอาจทำให้เขายิ่งอยากรู้อยากเห็นและแอบไปลองทำลับหลังได้ จุดยืนขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ UNICEF ล้วนต่อต้านการใช้ความรุนแรงกับเด็กทุกรูปแบบ การสอนด้วยเหตุผลง่ายๆ ความรัก และความสม่ำเสมอ จะสร้างวินัยจากข้างในและได้ผลดีกว่าในระยะยาวค่ะ
Q: ทำทุกวิธีแล้ว ทั้งป้องกัน ทั้งสอน แต่ลูกก็ยังพยายามจะไปเล่นอยู่ดี ควรทำอย่างไรดีคะ?
A: เป็นเรื่องปกติมากที่เด็กบางคนจะมีความมุ่งมั่นเป็นพิเศษ ให้คุณแม่หายใจลึกๆ แล้วลองกลับไปทบทวนที่ P1 (ป้องกัน) อีกครั้งค่ะ เราสามารถทำให้สภาพแวดล้อมปลอดภัยขึ้นได้อีกไหม? อาจจะต้องย้ายพัดลมไปไว้ในจุดที่ไกลขึ้น หรือใช้ที่กั้นเด็กที่แข็งแรงกว่าเดิม จากนั้นให้ทำ P2 (เตรียมสอน) และ P3 (ฝึกฝน) ต่อไปอย่างสม่ำเสมอไม่ย่อท้อ ลองเปลี่ยนของเล่นที่ใช้เบี่ยงเบนความสนใจให้ท้าทายและน่าดึงดูดใจมากขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือความใจเย็น อดทน และให้เวลาลูกได้เรียนรู้ค่ะ พัฒนาการด้านความเข้าใจเรื่องเหตุผลและความปลอดภัยต้องใช้เวลา และลูกของคุณกำลังเดินทางบนเส้นทางนั้นอยู่ค่ะ
การรับมือกับพฤติกรรม “ลูกเอานิ้วแหย่พัดลม” หรือสำรวจสิ่งอันตรายอื่นๆ ในบ้าน อาจทำให้คุณแม่ใจหายใจคว่ำได้ทุกวัน แต่เมื่อเรามองลึกลงไป เราจะพบว่านี่คือบทพิสูจน์ถึงสติปัญญาและความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ของเขา การที่เขาสงสัยใคร่รู้คือสัญญาณที่ดีของพัฒนาการสมอง หน้าที่ของเราคือการเป็นผู้ชี้นำที่ปลอดภัย เป็นรั้วที่แข็งแรง และเป็นกำลังใจที่อบอุ่นให้เขาได้เติบโตและเรียนรู้โลกกว้างใบนี้ได้อย่างมั่นใจ
ทีมแม่ TheAsianparent ขอขอบคุณเพจนาบุญ มารีวิวที่แบ่งปันประสบการณ์เพื่อเตือนคุณแม่ๆ ให้ระวัง ลูกเอานิ้วแหย่พัดลม มา ณ ที่นี้ค่ะ และขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกคนในการดูแลนักสำรวจตัวน้อยให้เติบโตอย่างปลอดภัยและมีความสุขนะคะ
แหล่งอ้างอิง:
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (n.d.). Infant and Toddler Development.
- HealthyChildren.org (from the American Academy of Pediatrics). (n.d.). Making Your Home Safe for Your Baby.
- World Health Organization (WHO). (2020). Child injury prevention.
- Cleveland Clinic. (2022). How to Childproof Your Home, Room by Room.
- Healthline. (2021). Positive Discipline: What It Is and How to Use It.
- BabyCenter. (n.d.). Positive Discipline Techniques.
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
ปล่อยลูกอยู่กับทีวีและมือถือ แม่แชร์อุทาหรณ์! 3 ขวบยังพูดไม่ได้ พัฒนาการช้าไป 2 ปี
เปลี่ยนคำขู่ เป็นคำพูดที่ไม่ทำร้ายใจลูก ให้ลูกเติบโตอย่างมั่นใจและปลอดภัย
ระวัง! 10 ภัยใกล้ตัวเด็ก วิธีดูแลและป้องกันลูกให้รอด โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!