คุณแม่อาจจะได้ยินข่าวสารเกี่ยวกับการระบาดของโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า ไวรัสฮันตา หรือ Hantavirus ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากทั่วโลก หลังจากที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รายงานการพบผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากการระบาดบนเรือสำราญ MV Hondius แม้ว่าในประเทศไทยอาจจะยังไม่ได้มีการระบาด แต่กระทรวงสาธารณสุขก็ได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังขั้นสูงสุด เราจะพาคุณแม่มาทำความรู้จักกับ ฮันตาไวรัส แบบเข้าใจง่าย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและปกป้องลูกรักและคนในครอบครัวให้ปลอดภัยกันค่ะ
ไวรัสฮันตา (Hantavirus) คืออะไร?
ไวรัสฮันตา เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัสกลุ่ม RNA ในตระกูล Hantaviridae โดยมี "หนู" หรือสัตว์ฟันแทะเป็นแหล่งรังโรคที่สำคัญที่สุด เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถแพร่จากสัตว์มาสู่คนและก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยที่รุนแรงที่รุนแรงมาก เช่น ภาวะปอดอักเสบ มีของเหลวคั่งในปอด (น้ำท่วมปอด) ภาวะช็อก ไตวายเฉียบพลัน ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้
ไวรัสชนิดนี้มีการพบเจอในหลายประเทศทั่วโลก โดยจะแบ่งออกเป็นสายพันธุ์ย่อยตามพื้นที่ที่พบ เช่น
- Andes virus: พบการระบาดมากในแถบอเมริกาใต้
- Seoul virus: พบได้ในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในภูมิภาคเอเชียของเราด้วย
- Hantaan virus: มักพบในแถบเอเชียตะวันออก
สิ่งที่ควรทราบคือ ปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาเฉพาะเจาะจงสำหรับไวรัสฮันตา การรักษาจึงเป็นไปในรูปแบบของการประคับประคองอาการและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิดค่ะ
ไวรัสฮันตา ติดต่อสู่คนและเด็กๆ ได้อย่างไร?
คุณแม่อาจจะสงสัยว่า ถ้าบ้านเรามีหนู ลูกๆ จะเสี่ยงติดเชื้อได้อย่างไรบ้าง? การติดเชื้อส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่คนเราไปสัมผัสกับสารคัดหลั่งของหนูที่มีเชื้ออยู่ ดังนี้
- การสูดดมฝุ่นละออง: เป็นสาเหตุหลักเลยค่ะ หากเราไปทำความสะอาดบริเวณที่มีปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายหนูที่แห้งแล้ว เชื้อไวรัสจะฟุ้งกระจายในอากาศ เมื่อเราหรือลูกสูดดมเข้าไปก็ทำให้ติดเชื้อได้
- การสัมผัสโดยตรง: หากมือไปสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู แล้วเผลอนำมาจับตา จมูก หรือปาก
- การรับประทานอาหาร: อาหารหรือน้ำดื่มที่เปิดทิ้งไว้แล้วมีหนูมาสัมผัส ปล่อยเชื้อปนเปื้อนลงไป
- ถูกหนูกัด: แม้จะพบได้น้อย แต่ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน
นอกจากนี้ สำหรับไวรัสบางสายพันธุ์อย่าง Andes virus ยังมีรายงานว่า สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ในบางกรณี แม้จะพบได้น้อยก็ตาม สถานที่ที่มีความเสี่ยงมักจะเป็นบริเวณที่อับชื้น ไม่ค่อยได้ทำความสะอาด เช่น โกดังเก็บของ บ้านร้าง ฟาร์ม หรือจุดซ่อนเร้นในบ้านที่มีหนูอาศัยอยู่ค่ะ

อาการของ ไวรัสฮันตา ที่ต้องคอยสังเกต
หากได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1–8 สัปดาห์ ก่อนที่ลูกน้อยหรือคนในครอบครัวจะเริ่มแสดงอาการ อาการของโรคจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ซึ่งคุณแม่ต้องเฝ้าระวังให้ดี
1. อาการระยะแรก (มักคล้ายไข้หวัดใหญ่ ทำให้คุณแม่สับสนได้ง่าย)
- มีไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น
- ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลียมาก
- อาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลว
2. อาการระยะรุนแรง (อันตรายถึงชีวิต)
หากปล่อยไว้จนเชื้อลุกลาม ผู้ป่วยจะมีอาการที่รุนแรงและทรุดลงอย่างรวดเร็ว ได้แก่
- ไอ หายใจลำบาก หายใจเหนื่อยหอบ
- มีภาวะปอดอักเสบ หรือมีของเหลวคั่งในปอด (น้ำท่วมปอด)
- ความดันโลหิตต่ำ และอาจเกิดภาวะช็อก
- มีอาการเลือดออกจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
- เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว
- ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะหากเข้ารับการรักษาช้า
อัปเดตกฎหมายปี 2569: ไวรัสฮันตา ถูกประกาศให้เป็น "โรคติดต่ออันตราย"
เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั่วโลกและเพื่อความปลอดภัยของประชาชน กระทรวงสาธารณสุขของไทย ได้ออกประกาศให้ โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus Disease) เป็น "โรคติดต่ออันตราย" ลำดับที่ 14 ภายใต้พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 โดยประกาศนี้ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

ผลจากกฎหมายนี้มีความหมายกับครอบครัวเราอย่างไร?
หากพบผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยว่าติดเชื้อ กฎหมายกำหนดให้แพทย์ เจ้าบ้าน หรือผู้รับผิดชอบสถานพยาบาล ต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อภายใน 3 ชั่วโมง นับแต่พบผู้ต้องสงสัยว่าป่วย นอกจากนี้ เจ้าพนักงานยังมีอำนาจในการสั่งแยกกัก กักกัน หรือคุมไว้สังเกตอาการผู้ที่มีความเสี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายไปยังเด็กๆ และคนในชุมชน
ไวรัสฮันตา จะระบาดหนักเหมือนโควิด-19 ไหม?
ด้วยอาการที่รุนแรงและการยกระดับเป็นโรคติดต่ออันตราย อาจทำให้คุณแม่หลายคนกังวลใจ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมายืนยันว่า แม้การระบาดบนเรือสำราญล่าสุดจะมีอัตราการเสียชีวิตสูง แต่ ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ และปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าโรคนี้จะสามารถแพร่ระบาดในวงกว้างได้อย่างรวดเร็วแบบเชื้อไวรัส COVID-19 ค่ะ ดังนั้นคุณแม่ไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไป แต่ให้เน้นที่การป้องกันความสะอาดภายในบ้านเป็นหลักค่ะ
วิธีป้องกัน ฮันตาไวรัส
แม้จะยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่คุณแม่สามารถป้องกันได้ง่ายๆ ด้วยการจัดการสภาพแวดล้อมในบ้าน ดังนี้
- กำจัดแหล่งอาหารของหนู: เก็บอาหารและวัตถุดิบต่างๆ ใส่ในภาชนะที่ปิดมิดชิด ทำความสะอาดเศษอาหารและทิ้งขยะทุกวันเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งล่อหนูเข้ามาในบ้าน
- ทำความสะอาดบ้านและพื้นที่เสี่ยง: ดูแลบ้าน โรงรถ โกดัง หรือห้องเก็บของให้สะอาด เป็นระเบียบ โปร่งแสง กำจัดแหล่งซ่อนตัวและแหล่งอาศัยของหนูอย่างสม่ำเสมอ
- วิธีทำความสะอาดร่องรอยของหนูอย่างปลอดภัย: หากคุณแม่พบเห็นมูลหนู ปัสสาวะ หรือรังหนู ข้อควรระวังขั้นสุดคือ ห้ามใช้ไม้กวาดหรือเครื่องดูดฝุ่นกวาดมูลหนูที่แห้งเด็ดขาด เพราะจะทำให้เชื้อไวรัสฟุ้งกระจายสู่อากาศ วิธีที่ถูกต้องคือ ให้สวมหน้ากากอนามัยและถุงมือยางทุกครั้ง จากนั้นฉีดพ่นบริเวณนั้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาซักผ้าขาวผสมน้ำ ทิ้งไว้สักครู่ให้ชุ่มแล้วค่อยๆ เช็ดทำความสะอาดค่ะ
- ป้องกันสัตว์พาหะ: ปิดช่องโหว่ รอยแตกร้าว หรือท่อระบายน้ำที่หนูสามารถมุดเข้ามาในบ้านได้ หากพบปัญหาหนูเยอะ ควรใช้บริการระบบควบคุมสัตว์พาหะเข้ามากำจัดอย่างถูกวิธี

เมื่อไหร่ควรรีบไปพบแพทย์?
หากลูกน้อยหรือคนในบ้าน มีประวัติเคยสัมผัสกับหนู หรือเพิ่งเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง (เช่น ห้องเก็บของที่อับชื้นและมีมูลหนู) แล้วหลังจากนั้นเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันทีนะคะ
- มีไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีอาการหายใจเหนื่อย หอบ หรือเจ็บแน่นหน้าอก
- ปวดเมื่อยตามตัวรุนแรงผิดปกติ อ่อนเพลียมาก
- ปัสสาวะออกน้อยลง
การรู้ตัวเร็วและเข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความรุนแรงของโรค และเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้มากขึ้น แต่ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีการระบาดในประเทศไทย คุณแม่อย่าเพิ่งกังวลเกินไปนะคะ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
พ่อแม่เตรียมระวังได้เลย 6 โรคติดเชื้อต้อนรับเปิดเทอม เช็คลูกให้ดีหลังเลิกเรียน
วิธีล้างจมูก ระบายขี้มูก ช่วยให้จมูกโล่ง ไม่กลืนลงคอ
ระวัง! ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา เด็กเล็กป่วยหลายราย อาการคล้ายไข้หวัด
ที่มา
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!