สรุปให้เข้าใจง่าย! "ไวรัสฮันตา" คืออะไร ทำไมถึงถูกประกาศให้เป็น โรคติดต่ออันตราย?

ไวรัสฮันตา โรคติดต่ออันตรายจากหนูที่กำลังถูกจับตาในปี 2569 แม้ตอนนี้จะยังไม่การระบาดในไทย แต่ควรเตรียมพร้อมรับมือและปกป้องคนที่เรารักให้ปลอดภัยกันค่ะ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

คุณแม่อาจจะได้ยินข่าวสารเกี่ยวกับการระบาดของโรคติดเชื้อชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า ไวรัสฮันตา หรือ Hantavirus ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากทั่วโลก หลังจากที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รายงานการพบผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจากการระบาดบนเรือสำราญ MV Hondius แม้ว่าในประเทศไทยอาจจะยังไม่ได้มีการระบาด แต่กระทรวงสาธารณสุขก็ได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังขั้นสูงสุด เราจะพาคุณแม่มาทำความรู้จักกับ ฮันตาไวรัส แบบเข้าใจง่าย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและปกป้องลูกรักและคนในครอบครัวให้ปลอดภัยกันค่ะ

 

ไวรัสฮันตา (Hantavirus) คืออะไร?

ไวรัสฮันตา เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากไวรัสกลุ่ม RNA ในตระกูล Hantaviridae โดยมี “หนู” หรือสัตว์ฟันแทะเป็นแหล่งรังโรคที่สำคัญที่สุด เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถแพร่จากสัตว์มาสู่คนและก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยที่รุนแรงที่รุนแรงมาก เช่น ภาวะปอดอักเสบ มีของเหลวคั่งในปอด (น้ำท่วมปอด) ภาวะช็อก ไตวายเฉียบพลัน ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว และอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

ไวรัสชนิดนี้มีการพบเจอในหลายประเทศทั่วโลก โดยจะแบ่งออกเป็นสายพันธุ์ย่อยตามพื้นที่ที่พบ เช่น

  • Andes virus: พบการระบาดมากในแถบอเมริกาใต้
  • Seoul virus: พบได้ในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงในภูมิภาคเอเชียของเราด้วย
  • Hantaan virus: มักพบในแถบเอเชียตะวันออก

สิ่งที่ควรทราบคือ ปัจจุบันทางการแพทย์ยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือยารักษาเฉพาะเจาะจงสำหรับไวรัสฮันตา การรักษาจึงเป็นไปในรูปแบบของการประคับประคองอาการและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิดค่ะ

 

ไวรัสฮันตา ติดต่อสู่คนและเด็กๆ ได้อย่างไร?

คุณแม่อาจจะสงสัยว่า ถ้าบ้านเรามีหนู ลูกๆ จะเสี่ยงติดเชื้อได้อย่างไรบ้าง? การติดเชื้อส่วนใหญ่มักเกิดจากการที่คนเราไปสัมผัสกับสารคัดหลั่งของหนูที่มีเชื้ออยู่ ดังนี้

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  1. การสูดดมฝุ่นละออง: เป็นสาเหตุหลักเลยค่ะ หากเราไปทำความสะอาดบริเวณที่มีปัสสาวะ อุจจาระ หรือน้ำลายหนูที่แห้งแล้ว เชื้อไวรัสจะฟุ้งกระจายในอากาศ เมื่อเราหรือลูกสูดดมเข้าไปก็ทำให้ติดเชื้อได้
  2. การสัมผัสโดยตรง: หากมือไปสัมผัสสารคัดหลั่งของหนู แล้วเผลอนำมาจับตา จมูก หรือปาก
  3. การรับประทานอาหาร: อาหารหรือน้ำดื่มที่เปิดทิ้งไว้แล้วมีหนูมาสัมผัส ปล่อยเชื้อปนเปื้อนลงไป
  4. ถูกหนูกัด: แม้จะพบได้น้อย แต่ก็เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน

นอกจากนี้ สำหรับไวรัสบางสายพันธุ์อย่าง Andes virus ยังมีรายงานว่า สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ในบางกรณี แม้จะพบได้น้อยก็ตาม สถานที่ที่มีความเสี่ยงมักจะเป็นบริเวณที่อับชื้น ไม่ค่อยได้ทำความสะอาด เช่น โกดังเก็บของ บ้านร้าง ฟาร์ม หรือจุดซ่อนเร้นในบ้านที่มีหนูอาศัยอยู่ค่ะ

 

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

อาการของ ไวรัสฮันตา ที่ต้องคอยสังเกต

หากได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย จะมีระยะฟักตัวประมาณ 1–8 สัปดาห์ ก่อนที่ลูกน้อยหรือคนในครอบครัวจะเริ่มแสดงอาการ อาการของโรคจะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ซึ่งคุณแม่ต้องเฝ้าระวังให้ดี

1. อาการระยะแรก (มักคล้ายไข้หวัดใหญ่ ทำให้คุณแม่สับสนได้ง่าย)

  • มีไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น
  • ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลียมาก
  • อาจมีอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือถ่ายเหลว

2. อาการระยะรุนแรง (อันตรายถึงชีวิต)

หากปล่อยไว้จนเชื้อลุกลาม ผู้ป่วยจะมีอาการที่รุนแรงและทรุดลงอย่างรวดเร็ว ได้แก่

  • ไอ หายใจลำบาก หายใจเหนื่อยหอบ
  • มีภาวะปอดอักเสบ หรือมีของเหลวคั่งในปอด (น้ำท่วมปอด)
  • ความดันโลหิตต่ำ และอาจเกิดภาวะช็อก
  • มีอาการเลือดออกจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว
  • ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก อาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะหากเข้ารับการรักษาช้า

 

อัปเดตกฎหมายปี 2569: ไวรัสฮันตา ถูกประกาศให้เป็น “โรคติดต่ออันตราย”

เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั่วโลกและเพื่อความปลอดภัยของประชาชน กระทรวงสาธารณสุขของไทย ได้ออกประกาศให้ โรคติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus Disease) เป็น “โรคติดต่ออันตราย” ลำดับที่ 14 ภายใต้พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 โดยประกาศนี้ตีพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 และ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ผลจากกฎหมายนี้มีความหมายกับครอบครัวเราอย่างไร?

หากพบผู้ป่วยหรือผู้ที่สงสัยว่าติดเชื้อ กฎหมายกำหนดให้แพทย์ เจ้าบ้าน หรือผู้รับผิดชอบสถานพยาบาล ต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อภายใน 3 ชั่วโมง นับแต่พบผู้ต้องสงสัยว่าป่วย นอกจากนี้ เจ้าพนักงานยังมีอำนาจในการสั่งแยกกัก กักกัน หรือคุมไว้สังเกตอาการผู้ที่มีความเสี่ยง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่กระจายไปยังเด็กๆ และคนในชุมชน

 

ไวรัสฮันตา จะระบาดหนักเหมือนโควิด-19 ไหม?

ด้วยอาการที่รุนแรงและการยกระดับเป็นโรคติดต่ออันตราย อาจทำให้คุณแม่หลายคนกังวลใจ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ออกมายืนยันว่า แม้การระบาดบนเรือสำราญล่าสุดจะมีอัตราการเสียชีวิตสูง แต่ ความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ และปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าโรคนี้จะสามารถแพร่ระบาดในวงกว้างได้อย่างรวดเร็วแบบเชื้อไวรัส COVID-19 ค่ะ ดังนั้นคุณแม่ไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไป แต่ให้เน้นที่การป้องกันความสะอาดภายในบ้านเป็นหลักค่ะ

 

วิธีป้องกัน ฮันตาไวรัส

แม้จะยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แต่คุณแม่สามารถป้องกันได้ง่ายๆ ด้วยการจัดการสภาพแวดล้อมในบ้าน ดังนี้

  1. กำจัดแหล่งอาหารของหนู: เก็บอาหารและวัตถุดิบต่างๆ ใส่ในภาชนะที่ปิดมิดชิด ทำความสะอาดเศษอาหารและทิ้งขยะทุกวันเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งล่อหนูเข้ามาในบ้าน
  2. ทำความสะอาดบ้านและพื้นที่เสี่ยง: ดูแลบ้าน โรงรถ โกดัง หรือห้องเก็บของให้สะอาด เป็นระเบียบ โปร่งแสง กำจัดแหล่งซ่อนตัวและแหล่งอาศัยของหนูอย่างสม่ำเสมอ
  3. วิธีทำความสะอาดร่องรอยของหนูอย่างปลอดภัย: หากคุณแม่พบเห็นมูลหนู ปัสสาวะ หรือรังหนู ข้อควรระวังขั้นสุดคือ ห้ามใช้ไม้กวาดหรือเครื่องดูดฝุ่นกวาดมูลหนูที่แห้งเด็ดขาด เพราะจะทำให้เชื้อไวรัสฟุ้งกระจายสู่อากาศ วิธีที่ถูกต้องคือ ให้สวมหน้ากากอนามัยและถุงมือยางทุกครั้ง จากนั้นฉีดพ่นบริเวณนั้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือน้ำยาซักผ้าขาวผสมน้ำ ทิ้งไว้สักครู่ให้ชุ่มแล้วค่อยๆ เช็ดทำความสะอาดค่ะ
  4. ป้องกันสัตว์พาหะ: ปิดช่องโหว่ รอยแตกร้าว หรือท่อระบายน้ำที่หนูสามารถมุดเข้ามาในบ้านได้ หากพบปัญหาหนูเยอะ ควรใช้บริการระบบควบคุมสัตว์พาหะเข้ามากำจัดอย่างถูกวิธี

 

 

เมื่อไหร่ควรรีบไปพบแพทย์?

หากลูกน้อยหรือคนในบ้าน มีประวัติเคยสัมผัสกับหนู หรือเพิ่งเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง (เช่น ห้องเก็บของที่อับชื้นและมีมูลหนู) แล้วหลังจากนั้นเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยทันทีนะคะ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  • มีไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีอาการหายใจเหนื่อย หอบ หรือเจ็บแน่นหน้าอก
  • ปวดเมื่อยตามตัวรุนแรงผิดปกติ อ่อนเพลียมาก
  • ปัสสาวะออกน้อยลง

การรู้ตัวเร็วและเข้ารับการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความรุนแรงของโรค และเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้มากขึ้น แต่ ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีการระบาดในประเทศไทย คุณแม่อย่าเพิ่งกังวลเกินไปนะคะ

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

พ่อแม่เตรียมระวังได้เลย 6 โรคติดเชื้อต้อนรับเปิดเทอม เช็คลูกให้ดีหลังเลิกเรียน

วิธีล้างจมูก ระบายขี้มูก ช่วยให้จมูกโล่ง ไม่กลืนลงคอ

ระวัง! ไวรัสพาราอินฟลูเอนซา เด็กเล็กป่วยหลายราย อาการคล้ายไข้หวัด

 

ที่มา