เมื่อพูดถึงความปลอดภัยของลูกน้อยวัยกำลังซน เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ทุกคนต่างพยายามดูแลอย่างดีที่สุดเพื่อให้บ้านเป็นสถานที่ที่ปลอดภัย แต่บางครั้งอุบัติเหตุที่คาดไม่ถึงก็อาจเกิดขึ้นได้จากสิ่งของใกล้ตัวที่ดูเหมือนจะไม่มีอันตราย วันนี้เรามีอุทาหรณ์จากต่างประเทศมาฝาก เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้ตระหนักถึงอันตรายจากการที่เด็ก กลืนสารเคมี เข้าไป พร้อมทั้งเรียนรู้วิธีการปฐมพยาบาลและการป้องกันอย่างถูกวิธีค่ะ
อุทาหรณ์เตือนใจ: เด็ก 2 ขวบวิกฤต หลัง “กลืนสารเคมี” ของพี่ชาย
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเด็กชายวัยเพียง 2 ขวบรายหนึ่ง ต้องถูกหามส่งโรงพยาบาลสูติ-นรีเวชกรรมและกุมารเวชกรรมดานัง ประเทศเวียดนาม โดยครอบครัวพบว่าเด็กมีอาการอาเจียนอย่างหนัก ขับถ่ายออกมาเป็นน้ำสีเขียวอ่อนและมีเลือดสีแดงสดปนออกมาด้วย
เมื่อแพทย์ทำการซักประวัติอย่างละเอียด จึงพบต้นตอของปัญหาว่า เด็กน้อยได้เผลอ กลืนสารเคมี เข้าไป ซึ่งสารเคมีดังกล่าวคือ “ผลึกสีฟ้า” ที่พี่ชายของเขานำกลับมาบ้านหลังจากการเรียนวิชาปฏิบัติการทดลองวิทยาศาสตร์ที่โรงเรียน ทางทีมแพทย์ระบุว่าสารเคมีที่เด็กกลืนเข้าไปคือ “คอปเปอร์ซัลเฟต” (Copper Sulfate หรือ CuSO₄) ซึ่งเป็นสารเคมีที่มักใช้ทั่วไปในการทดลองวิทยาศาสตร์
เมื่อแรกรับเข้าโรงพยาบาล อาการของเด็กน้อยอยู่ในขั้นวิกฤต มีอาการซึม ริมฝีปากเขียวคล้ำ ชีพจรเต้นอ่อน หายใจลำบาก และมีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำมาก แพทย์ต้องรีบให้สารน้ำ ให้ออกซิเจน และส่งตัวเข้าห้องไอซียูเด็ก เพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วนที่สุด
ทำไมการ กลืนสารเคมี “คอปเปอร์ซัลเฟต” ถึงอันตรายถึงชีวิต?
นายแพทย์ หวอ ตัน หงา (Vo Tan Nga) จากแผนกฉุกเฉิน ไอซียู และศูนย์พิษวิทยา ของโรงพยาบาล ได้อธิบายถึงความอันตรายของสารเคมีชนิดนี้ไว้อย่างน่าสนใจและเป็นความรู้ทางการแพทย์ที่สำคัญมาก สารคอปเปอร์ซัลเฟตเป็นสารประกอบทางเคมีที่มีส่วนผสมของทองแดง กำมะถัน และออกซิเจน ซึ่งมักจะอยู่ในรูปของผลึกสีฟ้าสดใสที่ดึงดูดความสนใจของเด็กๆ ได้ง่าย
เมื่อเด็ก กลืนสารเคมี ชนิดนี้เข้าไป สารพิษจะเข้าไปทำลายระบบต่างๆ ของร่างกายผ่านหลายกลไก กลไกที่อันตรายที่สุดคือการทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า “Methemoglobinemia” ซึ่งเป็นภาวะที่เม็ดเลือดแดงไม่สามารถนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ตามปกติ ส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ตกอยู่ในภาวะขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ พิษของคอปเปอร์ซัลเฟตยังทำลายเยื่อบุทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการอาเจียนอย่างรุนแรง เม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลัน ตับถูกทำลาย ไตวายเฉียบพลัน และเกิดความผิดปกติของระบบเผาผลาญในร่างกายอย่างหนัก ในกรณีที่รุนแรงเช่นนี้ นำไปสู่ “ภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ”
ในกระบวนการรักษาเด็กวัย 2 ขวบรายนี้ แพทย์ต้องใช้มาตรการกู้ชีพขั้นสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการใส่ท่อช่วยหายใจร่วมกับเครื่องช่วยหายใจ การใช้ยากระตุ้นความดันโลหิต การให้สารน้ำ การให้ยาเพื่อเร่งการขับทองแดงออกจากร่างกายทางปัสสาวะ รวมถึงการปรับสมดุลเกลือแร่และกรด-ด่างในเลือด และเนื่องจากอาการทรุดหนัก แพทย์จึงต้องใช้วิธี “ฟอกเลือดอย่างต่อเนื่อง” เพื่อช่วยพยุงการทำงานของอวัยวะต่างๆ และควบคุมความผิดปกติของร่างกาย ซึ่งนับเป็นความโชคดีอย่างยิ่งที่เด็กได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที จนในที่สุดก็พ้นขีดอันตรายและอาการค่อยๆ ดีขึ้นหลังจากการรักษาในห้องไอซียูนานกว่า 2 สัปดาห์
ขอบคุณภาพจาก baodanang.vn
ธรรมชาติของเด็กวัยซนกับความเสี่ยงในการ กลืนสารเคมี
คุณหมอได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า ธรรมชาติของเด็กเล็กมักจะเรียนรู้และสำรวจโลกกว้างด้วยการใช้มือหยิบจับสิ่งของต่างๆ และนำสิ่งของเข้าปาก พฤติกรรมตามวัยเช่นนี้ทำให้สิ่งของที่ดูเหมือนจะไม่มีพิษมีภัยในชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่อุปกรณ์การเรียนของพี่ๆ สามารถกลายเป็น “ภัยเงียบ” ที่อันตรายถึงชีวิตได้หากขาดการดูแลและควบคุมอย่างใกล้ชิด
วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อ ลูกกลืนสารเคมี
เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และคุณพ่อคุณแม่สงสัยหรือพบว่าลูกกลืนสารเคมีเข้าไป สิ่งสำคัญที่สุดคือ “สติ” และการปฐมพยาบาลอย่างถูกวิธี ซึ่งอ้างอิงจากคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามเด็ดขาดดังนี้
1. ห้ามล้วงคอให้อาเจียนเด็ดขาด
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าหากลูกกินสารพิษเข้าไปต้องรีบล้วงคอให้อ้วกออกมา แต่ความจริงแล้ว การกระทำเช่นนี้อันตรายมาก เพราะสารเคมีบางชนิดมีฤทธิ์กัดกร่อน การทำให้อาเจียนจะทำให้สารเคมีย้อนกลับขึ้นมาทำลายหลอดอาหารและลำคอซ้ำอีกครั้ง
2. ห้ามให้ดื่มน้ำหรือสารละลายใดๆ เพื่อเจือจาง
ห้ามให้เด็กดื่มน้ำ นม หรือสารละลายที่เชื่อว่าจะช่วยล้างพิษด้วยตัวเองโดยเด็ดขาด หากยังไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
3. รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
ยิ่งถึงมือแพทย์เร็วเท่าไหร่ โอกาสรอดชีวิตและลดความรุนแรงของอาการก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
4. นำบรรจุภัณฑ์หรือตัวอย่างสารเคมีไปด้วย
นี่คือขั้นตอนที่สำคัญมาก คุณพ่อคุณแม่ต้องหยิบขวด กล่อง ซอง หรือชิ้นส่วนของสารเคมีที่ลูกกลืนเข้าไปติดมือไปโรงพยาบาลด้วยเสมอ การทำเช่นนี้จะช่วยให้ทีมแพทย์สามารถประเมินและระบุชนิดของสารพิษได้อย่างรวดเร็ว นำไปสู่การวางแผนการรักษาและการให้ยาต้านพิษได้อย่างถูกต้องและทันท่วงที
การดูแลบ้านให้ปลอดภัย ป้องกันลูกน้อยกลืนสารเคมี
การป้องกันย่อมดีกว่าการรักษาเสมอ การลดความเสี่ยงไม่ให้เด็กกลืนสารเคมี สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ที่บ้านของเราเองตามคำแนะนำของแพทย์ ดังนี้
-
ตรวจสอบสัมภาระของลูกคนโต
คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยเรียน ควรหมั่นตรวจสอบกระเป๋านักเรียนหรืออุปกรณ์การเรียนที่ลูกคนโตนำกลับมาจากโรงเรียน หากมีการทดลองวิทยาศาสตร์หรือมีสารเคมีติดมาด้วย ต้องรีบจัดการทันที
-
เก็บสารเคมีให้พ้นมือและสายตาเด็ก
สารเคมีทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาล้างห้องน้ำ ผงซักฟอก สารกำจัดแมลง หรือแม้แต่อุปกรณ์การเรียนที่มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบ ต้องเก็บรักษากุญแจล็อคหรือเก็บไว้ในตู้ที่สูงเกินกว่าเด็กจะปีนถึง
-
ติดฉลากให้ชัดเจนและห้ามแบ่งใส่ขวดเครื่องดื่ม
สารเคมีที่จำเป็นต้องใช้ควรมีฉลากเตือนภัยที่ชัดเจน และกฎเหล็กคือ “ห้าม” ถ่ายเทสารเคมีลงในขวดน้ำดื่ม ขวดน้ำอัดลม หรือภาชนะใส่อาหารเด็ดขาด เพราะเด็กอาจเข้าใจผิดว่าเป็นน้ำหวานและหยิบดื่มได้
-
สอนและอธิบายให้ลูกเข้าใจ
สำหรับลูกคนโต ควรใช้โอกาสนี้อธิบายให้เขารู้จักวิธีแยกแยะสิ่งที่เป็นอันตราย และสอนให้ลูกหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือเล่นกับสารเคมีอันตราย พร้อมทั้งย้ำเตือนไม่ให้วางของสุ่มสี่สุ่มห้าทิ้งไว้ให้น้องเล็กหยิบจับได้
-
เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
หัวใจสำคัญที่สุดในการป้องกันอุบัติเหตุในเด็กเล็กคือ “การดูแลและเฝ้าระวังของครอบครัว” การคอยสังเกตและอยู่ในสายตาเสมอจะช่วยลดโอกาสเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ดีที่สุด
อุบัติเหตุเด็กกลืนสารเคมี เป็นเรื่องใกล้ตัวที่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงเสี้ยววินาทีที่เราละสายตา กรณีของเด็กวัย 2 ขวบที่เผลอกลืนผลึกสีฟ้าคอปเปอร์ซัลเฟตจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดนี้ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่กระตุกต่อมความระมัดระวังของคนเป็นพ่อเป็นแม่ได้เป็นอย่างดี theAsianparent ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเป็นวิทยาทานเตือนใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ท่านอื่นๆ ด้วยนะคะ เพราะความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเมื่อเด็กกลืนสารเคมี ที่ถูกต้อง อาจช่วยชีวิตเด็กๆ อีกหลายคนได้ค่ะ
ที่มา: baodanang.vn
บความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
ระวัง! 10 ภัยใกล้ตัวเด็ก วิธีดูแลและป้องกันลูกให้รอด โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก
ทำอย่างไรเมื่อ ลูกกลืนสิ่งแปลกปลอม จะช่วยลูกได้อย่างไรบ้าง?
หมอฉุกเฉินทำคลิปเตือนภัย จะเกิดอะไรขึ้นถ้า “ลูกกลืนถ่านกระดุม”