ทารกเป็นหวัดมีเสมหะ เสมหะติดคอลูก ควรทำอย่างไร ? ให้ลูกหายใจโล่ง

อากาศเปลี่ยน ถ้าทารกผิดปกติ มีอาการคล้ายไข้หวัด ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะอาการลูกอาจรุนแรงจนกลายเป็นเสมหะลงปอด ปอดอักเสบหรือปอดบวมได้

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ระวังให้ดี เสมหะลงปอด ทารก ทารกเป็นหวัดมีเสมหะ เสมหะติดคอลูก เห็นลูกไออย่าคิดแค่ว่า อากาศเปลี่ยน ลูกแค่เป็นหวัด สังเกตดี ๆ ลูกอาจมีความเสี่ยง ปอดอักเสบ ปอดบวม โดยเฉพาะช่วงอากาศหนาวเย็น มีฝน ยิ่งต้องสังเกตอาการลูก

 

แม่แชร์อุทาหรณ์ลูกมีเสมหะลงปอด เสมหะติดคอลูก

จากประสบการณ์ของคุณแม่ท่านหนึ่ง ได้โพสต์ว่า น้องอายุเพียง 2 เดือน ขี้มูกแห้ง ไอนิดหน่อย คิดว่าอากาศเปลี่ยนแปลง จนน้องทานนมแล้วอ้วก จึงรีบพามาหาหมอ พบว่า ลูกมีเสมหะลงปอด ปอดอักเสบ และมีปอดบวมข้างซ้ายนิดเดียว ลูกจึงต้องนอนโรงพยาบาล และต้องถูกดูดเสมหะที่ปอดวันละ 3 ครั้ง

 

เสมหะติดคอลูก

ทำไมร่างกายจึงมีเสมหะ

เสมหะ คือ เมือกที่ร่างกายผลิตขึ้นเป็นกลไกการป้องกันตัวเองตามธรรมชาติ เกิดขึ้นเพื่อความชื้นและดักจับสิ่งแปลกปลอมที่ผ่านเข้ามาในทางเดินหายใจ และขับเสมหะหรือสิ่งแปลกปลอมออกโดยการไอ สำหรับผู้ใหญ่แล้ว สามารถสั่งน้ำมูกออกจากช่องจมูกและไอเอาเสมหะออกจากปอดได้ แต่ทารกหรือเด็กเล็ก ๆ นี่สิ ไม่สามารถสั่งน้ำมูกและไอได้เอง ทำให้บางครั้งมีความจำเป็นต้องดูดเสมหะหรือดูดน้ำมูกออกจากช่องจมูกและเป็นการกระตุ้นให้ไอเพื่อขับเสมหะออกจากปอด

การที่ไม่มีน้ำมูกในช่องจมูก และไม่มีเสมหะคั่งค้างในหลอดลมหรือทางเดินหายใจส่วนล่าง จะทำให้เด็กหายใจสะดวกสามารถดูดนมได้ดี นอนหลับสบาย ทั้งยังไม่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค จึงไม่เกิดการติดเชื้อตามมา

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

บทความที่น่าสนใจ : วิธีเคาะปอดที่ถูกต้อง ระบายเสมหะ ทำได้ตอนกี่เดือน

 

ทารกเป็นหวัดมีเสมหะ ดูดเสมหะทารกตอนไหนดี

เมื่อลูกมีเสมหะหรือน้ำมูก ควรดูดเสมหะหรือน้ำมูกก่อนให้นมหรืออาหาร ซึ่งทารกหรือเด็กเล็ก ไม่อาจบอกได้ว่า หนูกำลังมีเสมหะนะ พ่อแม่จึงต้องหมั่นสังเกตอาการ เสมหะอุดกั้นทางเดินหายใจของทารก ดังนี้

  • มีน้ำมูกในจมูกหรือมีเสมหะในคอ
  • หายใจครืดคราด หรือเมื่อวางมือแนบอกหรือหลัง จะรู้สึกว่าครืดคราด
  • กระสับกระส่าย
  • หายใจลำบาก จมูกบานหรืออาจจะหายใจเร็วกว่าปกติ
  • ดูดนมไม่ดี
  • รอบปากซีดหรือเขียวคล้ำ

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

เสมหะติดคอลูก

วิธีดูดเสมหะทารก

วิธีดูดเสมหะทางจมูกและปาก ทำอย่างไร  (ควรทำภายใต้บุคลากรทางการแพทย์หรือได้รับการฝึกมาก่อน)

  1. ล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังดูดเสมหะ
  2. ควรงดน้ำและอาหารของทารกก่อนอย่างน้อย 2 ชม เพื่อป้องการการสำลักเศษอาหาร
  3. ในกรณีเด็กที่ไม่ให้ความร่วมมือ ให้ใช้ผ้าห่อตัวเพื่อเก็บแขนทั้ง 2 ข้างป้องกันไม่ให้เด็กเอามือมาปัดและดันขณะดูด ทำให้ดูดเสมหะได้สะดวกและนุ่มนวล
  4. ก่อนดูดเสมหะให้ตรวจเครื่องดูดเสมหะว่าทำงานดีหรือไม่ ตรวจสอบความแรงที่เหมาะสม
  5. ใช้สายดูดเสมหะขนาดพอดีไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป และใช้แรงดูดในขนาดพอที่จะดูดเสมหะได้ดี
  6. ขณะดูดเสมหะให้จับหน้าเด็กหันเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กสะบัดหน้าไปมาขณะดูด และป้องกันไม่ให้เด็กสำลักเสมหะหรือเศษอาหารลงปอดเมื่อเด็กมีอาเจียนขณะดูด ค่อย ๆ สอดสายดูดเสมหะเข้าทางปากหรือ ช่องจมูกให้ถึงบริเวณคอหอยหลังโพรงจมูก (ประมาณความลึกของสายโดยวัดระยะจากปลายจมูกถึงติ่งหูความลึกของสายเท่ากันไม่ว่าจะสอดสายดูดเสมหะเข้าทางปากหรือช่องจมูก) ซึ่งเด็กมักจะเกิดอาการไอเมื่อใช้สายดูดเสมหะกระตุ้นบริเวณนี้ เมื่อเด็กไอเสมหะจะหลุดจากหลอดลมขึ้นมาในคอ ทำการดูดเสมหะในคอและปากออกให้หมดโดยขณะดูดให้ค่อย ๆ ขยับสายขึ้นลงอย่างช้า ๆ และนุ่มนวล
  7. ทำการดูดเสมหะจนกระทั่งไม่มีเสมหะในหลอดลมหรือทางเดินหายใจส่วนล่าง
  8. สังเกตลักษณะ จำนวน และสีของเสมหะ

 

วิธีดูดเสมหะทางจมูกและปากเบื้องต้นที่บ้านทำอย่างไร 

เด็กเล็กยังสั่งน้ำมูกและขากเสมหะเองไม่ได้ อุปกรณ์ที่นิยมและปลอดภัยสำหรับใช้ที่บ้าน มีดังนี้

1. ลูกยางแดง (Bulb Syringe)

  1. หยดน้ำเกลือ: หยดน้ำเกลือหยดจมูก (Nasal Drops) ข้างละ 1–2 หยด เพื่อให้น้ำมูกที่ข้นเหนียวละลายตัว
  2. บีบลมออกก่อน: บีบจุกลูกยางแดงให้ลมออกจนลีบ ก่อน สอดเข้าจมูกหรือปากเด็ก
  3. สอดและปล่อย: ค่อยๆ สอดปลายลูกยางเข้าไปในรูจมูกเบาๆ (สอดเข้าไปแค่ส่วนปลาย ไม่ต้องลึก) หรือปาก จากนั้นค่อยๆ ปล่อยมือที่บีบ เพื่อให้ลูกยางดูดน้ำมูกออกมา
  4. เช็ดและทำความสะอาด: บีบน้ำมูกในลูกยางทิ้งลงบนกระดาษทิชชู ทำซ้ำอีกข้างจนเด็กหายใจสะดวก

2. อุปกรณ์ดูดน้ำมูกแบบใช้ปากผู้ใหญ่ช่วยดูด (Nasal Aspirator)

นำปลายฝั่งหนึ่งใส่รูจมูกเด็ก อีกฝั่งให้ผู้ใหญ่ใช้ปากดูดเบาๆ (จะมีกล่องกักเก็บน้ำมูก ไม่เข้าปากผู้ใหญ่) วิธีนี้ปรับแรงดูดตามปากเราได้ดี และนุ่มนวลกว่าลูกยางแดง

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

บทความที่น่าสนใจ : ลูกแพ้ขนสัตว์ควรจัดการอย่างไร? เมื่อมีสัตว์เลี้ยงในบ้าน

 

ทารกเป็นหวัดมีเสมหะ ปอดอักเสบ ปอดบวม สังเกตยังไง

โรคปอดบวมหรือปอดอักเสบในเด็ก เป็นการอักเสบติดเชื้อเฉียบพลันของเนื้อปอด รวมทั้งหลอดลมส่วนปลายและถุงลม ทำให้ความสามารถในการทำงานของทางเดินหายใจลดลง เป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยรุนแรง บางครั้งอาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นเด็กที่เกิดมีน้ำหนักตัวน้อยอายุต่ำกว่า 1 ปี มีโรคขาดอาหาร โรคเรื้อรัง หรือความพิการแต่กำเนิด

โรคปอดอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากติดเชื้อ ทั้งจากการติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย มักจะมีอาการเริ่มต้นโดยเป็นหวัดก่อน 2-3 วัน ส่วนน้อยเกิดจากเชื้อรา พยาธิ หรืออาจเกิดจากการแพ้ การระคายเคืองต่อสารที่สูดดมเข้าไป ซึ่งเชื้อโรคที่ก่อนให้เกิดโรคปอดอักเสบเข้าสู่ร่างกายได้หลายวิธี เช่น

  • การสูดหายใจเอาเชื้อโรคที่มีอยู่ในอากาศเข้าไปโดยตรง
  • การสำลัก การกระจายของเชื้อตามกระแสเลือดไปสู่ปอด

 

เสมหะติดคอลูก ทารกเป็นหวัดมีเสมหะ

 

อาการปอดอักเสบ

เด็กส่วนใหญ่ติดเชื้อโดยการสูดสำลักเอาเชื้อก่อโรคที่อยู่บริเวณคอเข้าไปในหลอดลมส่วนปลายหรือถุงลม เชื้อเกิดการแบ่งตัวและก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบตามมา โดยที่ผู้ป่วยปอดอักเสบมักมีอาการไข้หวัดนำมาก่อนสัก 2-3 วัน ได้แก่ มีไข้ น้ำมูก ไอมีเสมหะ ตามมาด้วยอาการหายใจลำบาก หายใจเร็ว จมูกบาน

การสังเกตอาการเบื้องต้น ของโรคปอดบวมอยู่ในภาวะป่วยหนักหรือรุนแรง จะมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ

  • ไม่ยอมกินนมหรือน้ำ
  • ซึมมาก
  • ปลุกตื่นยาก
  • หายใจมีเสียงดัง
  • หายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม
  • มีอาการขาดน้ำ
  • ค่าความเข้มข้นออกซิเจนในเลือดต่ำ
  • ถือว่าเป็นภาวะป่วยหนัก ควรรับการรักษาในโรงพยาบาล

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

วิธีป้องกันปอดอักเสบ ปอดบวม

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสโรค โดยไม่ควรให้เด็กใกล้ชิดหรือคลุกคลีกับผู้ป่วยทุกประเภท หลีกเลี่ยงการนำเด็กไปอยู่ในที่แออัด เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีควรดูแลที่บ้าน ไม่ควรส่งไปเลี้ยงตามสถานเลี้ยงเด็ก และถ้าเด็กมีอาการไอ จาม มีน้ำมูก ควรพิจารณาใช้ผ้าปิดปากและจมูก ควรทำความสะอาดของเล่นเด็กบ่อยๆ
  2. มีอนามัยส่วนบุคคล โดยฝึกหัดให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ไม่ขยี้ตาหรือจมูก และควรดูแลความสะอาดของบ้านเรือนให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก นอกจากนี้สิ่งแวดล้อมที่ทำให้เป็นหวัดและปอดบวมได้ง่ายคือ การอยู่ในบ้านที่มีคนสูบบุรี่ บ้านที่ใช้ฟืนหุงต้มอาหารและมีควันในบ้าน เช่น ควันไฟ ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์
  3. เพิ่มความต้านทานโรค ควรให้เด็กได้รับนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน และให้อาหารครบ 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ ที่สำคัญเด็กทุกคนควรต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามมาตรฐานกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนั้นยังมีวัคซีนเสริมบางชนิดที่ช่วยลดการเกิดโรคปอดบวมในเด็ก ได้แก่ วัคซีนไอพีดี ซึ่งจะป้องกันโรคปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ป้องกันโรคปอดบวมจากไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดตามฤดูกาลในปีนั้น ๆ
  4. ผู้เลี้ยงดูเด็กควรรู้จักอาการแรกเริ่มของโรคปอดบวม และควรนำมาพบแพทย์

 

ได้รับการตรวจสอบข้อมูลโดย พญ.สุธิดา ชินธเนศ

กุมารแพทย์โรคระบบการหายใจในเด็ก รพ.วิมุต

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ :

โรคที่ทารกชอบเป็น ป่วยต้องดูอาการให้ดี บางอาการอาจจะอันตรายกว่าที่คิด

ทารกนอนบิดตัว เกิดจากอะไร ส่งผลเสียต่อสุขภาพลูกน้อยหรือไม่?

ทารกนอนแอร์กี่องศา ทารกนอนพัดลมได้ไหม กลัวลูกปอดติดเชื้อ ปอดบวม แม่ต้องทำอย่างไร

ที่มา : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี , โรงพยาบาลวิมุต

บทความอัปเดตล่าสุด กรกฎาคม 2569

บทความโดย

Tulya