ลูกบ่นมองไม่ชัด กว่าจะรู้ว่าลูกเป็น ตาขี้เกียจ ก็เกือบสายไป

คุณแม่โพสต์อุทาหรณ์เตือนใจ ถึงภัยเงียบที่ผู้ปกครองหลายๆคนมองข้าม ตาขี้เกียจ คืออะไร โรคตาขี้เกียจในเด็กอันตรายแค่ไหน และสังเกตยังไง

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

คุณแม่ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “น้องมีนนี่ พี่ต้นหนาว” ได้โพสต์อุทาหรณ์ลูกเป็น ตาขี้เกียจ ภัยเงียบที่ผู้ปกครองหลายๆคนมองข้าม

โดยคุณแม่เล่าว่าตอนลูกอยู่ ป.2-3 ลูกมักมาบอกว่ามองกระดานไม่ค่อยชัด ตาสองข้างมองเห็นไม่เท่ากัน ซึ่งตอนนั้นคุณแม่แก้ปัญหาด้วยการขอให้คุณครูให้ลูกนั่งแถวหน้าเพื่อจะได้เห็นชัดขึ้น โดยยังไม่ได้คิดถึงเรื่องปัญหาสายตาที่แท้จริง

จนกระทั่งวันหนึ่งลูกข้ามถนนและถูกรถมอเตอร์ไซค์ชนจนขาหัก ลูกเล่าว่ามองไม่เห็นรถที่วิ่งมา จะเห็นก็ต่อเมื่อรถเข้ามาใกล้มากแล้ว คุณแม่จึงพาลูกไปตรวจตาที่คลินิกใกล้บ้าน พบว่าน้องมีสายตาสั้นมากและมีความเสี่ยงต้อหิน แพทย์จึงออกใบส่งตัวไปตรวจเพิ่มเติมที่โรงพยาบาลศูนย์ซึ่งมีเครื่องมือตรวจตาที่ละเอียดกว่า

ผลตรวจที่โรงพยาบาลศูนย์พบว่าน้องไม่ได้เป็นต้อหินอย่างที่กังวล แต่เป็น ตาขี้เกียจ ร่วมกับสายตาสั้นและสายตาเอียงประมาณ 200 ทั้งสองข้าง แพทย์ให้ปิดตาข้างที่ทำงานปกติไว้วันละ 6 ชั่วโมง เพื่อบังคับให้ตาข้างที่ขี้เกียจต้องทำงานมากขึ้น และนัดติดตามผลทุก 3 เดือน

 

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตาขี้เกียจในเด็ก เป็นภัยเงียบที่ซ่อนอยู่ได้นานหลายปีโดยที่พ่อแม่ไม่รู้ตัว และกว่าจะรู้ก็อาจเกิดอุบัติเหตุหรือผลกระทบร้ายแรงไปแล้วก็ได้ค่ะ ทาง theAsianparent ขอขอบคุณคุณแม่เจ้าของเรื่อง ที่แบ่งปันประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อคุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่านมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ เรามาทำความรู้จัก โรคตาขี้เกียจในเด็ก วิธีสังเกตอาการ เพื่อดูแลลูกน้อยของเราตั้งแต่เนิ่นๆ กันค่ะ

ตาขี้เกียจ คืออะไร?

ตาขี้เกียจ (Amblyopia) คือภาวะที่สมองพัฒนาการมองเห็นข้างใดข้างหนึ่งได้ไม่เต็มที่ ทำให้ตาข้างนั้นมองเห็นไม่ชัดแม้ตรวจแล้วไม่พบโรคทางโครงสร้าง พบได้ประมาณ 2-4% ของเด็กทั่วโลก สาเหตุหลักคือตาเข ค่าสายตาสองข้างต่างกันมาก หรือมีสิ่งบดบังการมองเห็นตั้งแต่เล็ก จุดอันตรายคือเด็กมักไม่รู้ตัวว่าตาไม่ชัด เพราะยังมองเห็นด้วยตาข้างที่ดีได้ตามปกติ หากปล่อยไว้เกินช่วงวัย 7-9 ปีซึ่งเป็นช่วงทองของการรักษา อาจสูญเสียการมองเห็นถาวร ทางแก้คือพาลูกตรวจตาตามช่วงอายุที่แนะนำ และรักษาด้วยแว่น ปิดตา หรือหยอดยาตามคำแนะนำแพทย์ค่ะ

จุดที่อันตรายที่สุดคือ เด็กที่เป็นตาขี้เกียจส่วนใหญ่ “ไม่มีอาการที่สังเกตเห็นชัดเจน” เพราะสมองยังใช้ภาพจากตาข้างที่ดีได้ตามปกติ เด็กจึงไม่รู้สึกว่าตัวเองมองเห็นผิดปกติ และไม่บ่นให้พ่อแม่ฟังจนกว่าจะโตพอที่จะสังเกตความแตกต่างได้เอง เหมือนกรณีของลูกคุณแม่ในเรื่องข้างต้นที่กว่าจะรู้ตัวว่าเห็นไม่ชัดจริงจังก็ตอนที่เกิดอุบัติเหตุไปแล้ว

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

สาเหตุของตาขี้เกียจในเด็กมีอะไรบ้าง

ข้อมูลจาก Mayo Clinic และ Cleveland Clinic แบ่งสาเหตุของตาขี้เกียจออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังตาราง

ประเภท

สาเหตุ

ลักษณะที่พบ

ตาขี้เกียจจากตาเข (Strabismic) กล้ามเนื้อตาไม่สมดุล ทำให้ตาเขเข้าหรือเขออก พบบ่อยที่สุด สมองเลือกใช้ภาพจากตาข้างที่ตรงเพียงข้างเดียว
ตาขี้เกียจจากค่าสายตาต่างกัน (Refractive) สายตาสั้น ยาว หรือเอียงของสองข้างต่างกันมาก หรือสูงทั้งสองข้าง ตาข้างที่มัวกว่าจะถูกสมองมองข้าม อาจเกิดได้ทั้งข้างเดียวหรือสองข้างพร้อมกัน
ตาขี้เกียจจากสิ่งบดบังการมองเห็น (Deprivation) ต้อกระจกแต่กำเนิด หนังตาตก หรือสิ่งอื่นที่บังแสงเข้าตา รุนแรงที่สุดและรักษายากที่สุด เพราะตาไม่เคยได้รับภาพที่ชัดเจนเลยตั้งแต่ต้น

โรงพยาบาลเด็กในเครือ Children’s Health อธิบายเพิ่มเติมว่าเด็กบางคนอาจมีตาขี้เกียจทั้งสองข้างพร้อมกันได้ หากค่าสายตาสูงมากทั้งสองข้าง ซึ่งตรงกับกรณีของลูกคุณแม่ในโพสต์ที่มีสายตาสั้นและเอียงประมาณ 200 ทั้งสองข้างค่ะ

สัญญาณเตือนตาขี้เกียจในเด็ก พ่อแม่สังเกตอะไรได้บ้าง

แม้เด็กส่วนใหญ่จะไม่มีอาการชัดเจน แต่ก็มีสัญญาณบางอย่างที่พ่อแม่พอสังเกตได้ที่บ้าน ตามข้อมูลจาก NEI และ Raising Children Network ดังนี้ค่ะ

  • หรี่ตา ขยี้ตาบ่อย หรือหลับตาข้างหนึ่งเวลาอยู่กลางแดดหรือเพ่งมอง
  • เอียงคอหรือหันหน้าผิดปกติเวลาดูของ
  • ตาสองข้างดูไม่ตรงกัน หรือมีอาการตาเขให้เห็นเป็นบางครั้ง
  • เดินชนของบ่อย ๆ หรือมีปัญหาเรื่องมิติความลึก (กะระยะไม่ถูก)
  • บ่นว่ามองกระดานหรือมองไกลไม่ชัด ต้องนั่งใกล้จอทีวีมากผิดปกติ
  • ไม่ชอบอ่านหนังสือ หรืออ่านได้ต่ำกว่าเกณฑ์วัย
  • หนังตาตกข้างใดข้างหนึ่งอย่างเห็นได้ชัด

หากลูกมีอาการเหล่านี้ข้อใดข้อหนึ่ง ควรพาไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด แต่ถ้าไม่มีอาการเลยก็ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย เพราะอย่างที่บอกไปว่าเด็กจำนวนมากไม่แสดงอาการใดๆ เลยค่ะ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ควรพาลูกไปตรวจตาตอนไหน อายุเท่าไหร่ถึงจะทันเวลา

ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทยแนะนำให้พาเด็กไปตรวจคัดกรองสายตาตามช่วงวัยที่เหมาะสม เริ่มตั้งแต่แรกเกิดที่กุมารแพทย์จะตรวจคัดกรองการสะท้อนแสงของตา การกระพริบตา และม่านตาก่อน หากพบความผิดปกติจะส่งต่อจักษุแพทย์ทันที ส่วนช่วงก่อนเข้าเรียนจะมีการตรวจคัดกรองค่าสายตาสั้น ยาว เอียง และตาเขตาเหล่อีกครั้ง

ข้อมูลจาก NEI และ Mayo Clinic แนะนำตรงกันว่าเด็กทุกคนควรได้รับการตรวจสายตาอย่างละเอียดอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงอายุ 3-5 ปี ก่อนเข้าโรงเรียน ส่วน Johns Hopkins Medicine ระบุว่าการตรวจตาครั้งแรกควรเกิดขึ้นตั้งแต่อายุ 6-12 เดือน เพื่อคัดกรองปัญหาตาตั้งแต่เนิ่นๆ

ช่วงวัย

สิ่งที่ควรตรวจ

หน่วยงาน/แหล่งอ้างอิง

แรกเกิด – 12 เดือน คัดกรองการสะท้อนแสง ม่านตา การกระพริบตา ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ฯ, Johns Hopkins
3-5 ปี (ก่อนเข้าเรียน) ตรวจค่าสายตา สั้น ยาว เอียง ตาเข ตาเหล่ NEI, Mayo Clinic, Raising Children Network
ป.1 (ราว 6-7 ปี) ครูประจำชั้นคัดกรองเบื้องต้น ยืนยันโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข โครงการเด็กไทยสายตาดี (กรมอนามัย ร่วมกับ ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ฯ และ สปสช.)
หลังจากนั้น ตรวจซ้ำเป็นระยะตามคำแนะนำแพทย์ โดยเฉพาะหากมีอาการผิดปกติ จักษุแพทย์ผู้ดูแล

ในประเทศไทย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ยังมีสิทธิตรวจคัดกรองสายตาและแจกแว่นสายตาฟรีสำหรับเด็กอายุ 3-12 ปีที่ตรวจพบสายตาผิดปกติ ผ่านโครงการ “เด็กไทยสายตาดี” ซึ่งดำเนินการร่วมกับกรมอนามัย กรมการแพทย์ และราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย คุณแม่สามารถสอบถามสิทธินี้ได้ที่โรงพยาบาลรัฐใกล้บ้านค่ะ

 

ตาขี้เกียจ ทำไมต้องรีบรักษา ปล่อยไว้อันตรายแค่ไหน

ช่วงเวลาทองของการพัฒนาระบบการมองเห็นในเด็กอยู่ที่ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงประมาณ 8-10 ปี หลังจากนั้นเส้นทางประสาทการมองเห็นจะเริ่มคงที่และปรับเปลี่ยนได้ยากขึ้นมาก หากไม่ได้รับการรักษาภายในช่วงวัยนี้ ตาข้างที่ขี้เกียจอาจไม่มีทางพัฒนาการมองเห็นที่ดีได้อีกเลย แม้ภายหลังจะแก้ไขสาเหตุต้นตอ เช่น ผ่าตัดต้อกระจกหรือแก้ไขตาเขแล้วก็ตาม

ผลกระทบระยะยาวของตาขี้เกียจที่ไม่ได้รักษา

  • สูญเสียการมองเห็นถาวรในตาข้างที่เป็น แม้ตรวจแล้วไม่พบโรคทางตา
  • มองเห็นภาพเป็นสามมิติและกะระยะได้แย่ลง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุอย่างที่เกิดกับลูกในเรื่องข้างต้น
  • ตามข้อมูลจาก Prevent Blindness ระบุว่าผู้ที่มีตาขี้เกียจมีความเสี่ยงสูญเสียการมองเห็นในตาข้างที่ปกติในอนาคตมากกว่าคนทั่วไปเกือบ 3 เท่า หากตาข้างนั้นเกิดอุบัติเหตุหรือโรคภายหลัง เนื่องจากไม่มีตาสำรองที่มองเห็นดีพอมาช่วยชดเชย

นี่คือเหตุผลที่แพทย์เน้นย้ำเสมอว่า “ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งรักษาได้ผลดี” และการตรวจคัดกรองตามวัยจึงสำคัญกว่าการรอดูอาการค่ะ

วิธีรักษาตาขี้เกียจในเด็กมีอะไรบ้าง

แนวทางการรักษาตาขี้เกียจจะปรับตามสาเหตุและความรุนแรงของแต่ละคน โดยหลักการสำคัญคือบังคับให้สมองต้องใช้ตาข้างที่อ่อนแอมากขึ้น ข้อมูลจาก HealthyChildren.org (AAP), Cleveland Clinic และ Cochrane สรุปวิธีหลักได้ดังนี้

วิธีรักษา

รายละเอียด

เหมาะกับ

แว่นสายตา แก้ไขค่าสายตาสั้น ยาว เอียงให้สมดุลทั้งสองข้าง มักเป็นขั้นตอนแรก ตาขี้เกียจจากค่าสายตาต่างกัน
ปิดตา (Patching) ปิดตาข้างที่ปกติวันละ 2-6 ชั่วโมงตามที่แพทย์กำหนด บังคับให้ตาข้างขี้เกียจทำงาน ใช้ได้เกือบทุกสาเหตุ พบบ่อยที่สุด
หยอดยาขยายม่านตา (Atropine) หยอดตาข้างปกติให้ภาพเบลอชั่วคราว แทนการปิดตา เด็กที่ไม่ยอมใส่ผ้าปิดตา
การผ่าตัด แก้ไขต้อกระจก หนังตาตก หรือจัดกล้ามเนื้อตาที่เขให้ตรง ตาขี้เกียจจากสิ่งบดบังหรือตาเขรุนแรง

งานทบทวนวรรณกรรมของ Cochrane ระบุว่าการปิดตาและการหยอดยาให้ผลการรักษาที่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ จึงเลือกวิธีที่เหมาะกับพฤติกรรมของลูกแต่ละคนได้ ระยะเวลารักษาอาจกินเวลาตั้งแต่หลายสัปดาห์ไปจนถึง 1-2 ปี และแพทย์จะนัดติดตามผลเป็นระยะเพื่อปรับแผนการรักษา เหมือนในกรณีของคุณแม่ในโพสต์ที่คุณหมอนัดติดตามผลทุก 3 เดือนค่ะ

ข้อควรระวังที่ Mayo Clinic เตือนไว้คือ แม้รักษาหายแล้วตาขี้เกียจก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้สูงถึงราว 25% ของเด็กที่เคยรักษา จึงต้องพาลูกไปตรวจติดตามตามนัดอย่างสม่ำเสมอแม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

FAQ: คำถามที่แม่ๆ ถามบ่อยเรื่อง ตาขี้เกียจ

Q: ตาขี้เกียจในเด็กคืออะไร ต่างจากสายตาสั้นยังไง 

A: ตาขี้เกียจคือสมองไม่ยอมประมวลผลภาพจากตาข้างที่อ่อนแอ ส่วนสายตาสั้นคือปัญหาที่ตัวลูกตาเอง ซึ่งสายตาสั้นที่ไม่ได้แก้ไขก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดตาขี้เกียจตามมาได้ค่ะ

Q: ตาขี้เกียจรักษาหายไหม 

A: รักษาได้ผลดีที่สุดก่อนอายุ 7-9 ปี ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งฟื้นตัวดี แต่ในเด็กโตหรือวัยรุ่นบางรายก็ยังพอรักษาได้ เพียงใช้เวลานานขึ้นและได้ผลน้อยกว่า

Q: ปิดตาต้องปิดกี่ชั่วโมง ปิดตลอดไปไหม 

A: ส่วนใหญ่ปิดตาข้างที่ปกติวันละ 2-6 ชั่วโมงตามความรุนแรง และหมอจะนัดติดตามผลเป็นระยะ เมื่อสายตาดีขึ้นจะค่อยๆ ลดเวลาลง ไม่ใช่ปิดตลอดไป

Q: ตาขี้เกียจกับตาเขเป็นโรคเดียวกันไหม

A: ไม่ใช่โรคเดียวกัน แต่เกี่ยวข้องกัน ตาเข (ตาเหล่) เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของตาขี้เกียจ เพราะสมองจะเลือกใช้ภาพจากตาข้างที่ตรงและปิดกั้นภาพจากตาข้างที่เข

 

ตาขี้เกียจเป็นภัยเงียบที่พบได้บ่อยในเด็ก แต่ส่วนใหญ่ไม่มีอาการชัดเจน หากลูกอายุ 3-5 ปียังไม่เคยตรวจตาอย่างละเอียด ควรพาไปตรวจก่อนเข้าโรงเรียนตามคำแนะนำของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย หากลูกมีอาการหรี่ตา เอียงคอ เดินชนของบ่อย หรือบ่นมองไม่ชัดแม้เพียงเล็กน้อย ควรพบจักษุแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอ และหากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นตาขี้เกียจแล้ว ควรรักษาตามแผนของแพทย์อย่างต่อเนื่องและไปตามนัดติดตามผลทุกครั้ง เพราะยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่ลูกจะกลับมามองเห็นชัดเจนทั้งสองข้างก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้นค่ะ

หมายเหตุ: บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์ หากสงสัยว่าลูกมีปัญหาสายตา ควรพาไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับลูกแต่ละคนค่ะ

แหล่งอ้างอิง

 

ข้อมูลอัปเดตล่าสุด สิงหาคม 2569