แม่ท้องต้องรู้!! GA และ DHA อาหารที่ทำให้ลูกฉลาดตั้งแต่ในครรภ์

คุณหมออดิศร อักษรภูษิตพงศ์ สูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ จากโรงพญาบาลพญาไท3 จะมาช่วยคุณแม่ไขข้อข้องใจ ทำไม GA และ DHA ถึงเป็นสารอาหารสำคัญสำหรับคนท้อง? และอาหารอะไรบ้างที่มี GA และ DHA เพียงพอสำหรับลูกน้อยในครรภ์

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

การสร้างและการพัฒนาสมองและระบบประสาทของทารกในครรภ์เป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน ทารกมีความต้องการสารอาหารที่จำเป็นหลายชนิดเพื่อใช้ในกระบวนการสร้างสมองและระบบประสาทตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ และใช้ในการเติบโตและพัฒนาการตลอดการตั้งครรภ์ที่ยังอยู่ในท้องคุณแม่ จนถึงหลังการคลอดทารกก็ยังคงมีการพัฒนาสมองและระบบประสาทอย่างต่อเนื่องจนถึงอายุ 5-10 ปี โดยเฉพาะในส่วนของเส้นใยประสาทที่เชื่อมต่อการทำงานของเซลล์สมองและระบบประสาททั่วร่างกาย ดังนั้นคุณแม่ที่รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และได้สารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ ต่อเนื่องไปถึงตลอดระหว่างการตั้งครรภ์ และหลังการคลอดลูก จะส่งผลให้ลูกมีการสร้างและการพัฒนาสมองและระบบประสาทอย่างต่อเนื่องและดีที่สุด

GA และ DHA พบว่าเป็นสารอาหารที่ส่งเสริมการเติบโตและการทำงานของสมองและระบบประสาท สารอาหารทั้งสองชนิดสามารถพบเป็นส่วนประกอบในอวัยวะหลายส่วนทั่วร่างกาย แต่ที่พบมากที่สุดและเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ คือ สมองและเส้นใยประสาท

GA หรือ Gangliosides คือ ไขมันชนิด Sialic acid glycosphingolipids เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์และมีผลต่อโครงสร้างและการทำงานของอวัยวะทั่วร่างกาย โดยเฉพาะที่สมอง ซึ่งลูกในครรภ์จะใช้ GA ในการเติบโตของสมองและระบบประสาทในปริมาณที่มากในช่วง 3 เดือนก่อนคลอดและหลังคลอดในช่วงวัยเด็ก โดยประโยชน์ของ GA ได้แก่

  1. ส่งเสริมการสร้างและการเติบโตของเส้นใยประสาท
  2. ส่งเสริมการเชื่อมต่อและการทำงานระหว่างเซลล์ประสาท
  3. ทำหน้าที่หุ้มเส้นใยประสาท เพื่อประสิทธิภาพในการส่งข้อมูล
  4. ทำหน้าที่คงสภาพการเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท เพื่อการเก็บข้อมูลหรือความจำ

DHA หรือ Docosahexaenoic acid คือ กรดไขมันชนิดโอเมก้า-3 เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอวัยวะหลายอย่าง โดยเฉพาะที่สมองและจอประสาทตา เช่นเดียวกัน ลูกในครรภ์จะใช้ DHA ในการเติบโตของสมองและระบบประสาทในระหว่างที่อยู่ในครรภ์คุณแม่และหลังคลอดในช่วงวัยเด็ก ISSFAL (the International Society for the Study of Fatty Acids and Lipids) ได้แนะนำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์และคุณแม่ที่ให้นมบุตร รับประทานอาหารที่เหมาะสมให้ได้ปริมาณ DHA อย่างน้อย 300 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อประโยชน์กับลูกในครรภ์และลูกที่ได้รับนมแม่ โดยประโยชน์ของ DHA ได้แก่

  1. ส่งเสริมการสร้างและการเติบโตของสมองและพัฒนาการทั้งทางสติปัญญาและการเคลื่อนไหว
  2. ส่งเสริมพัฒนาการของการมองเห็น
  3. ทารกแรกเกิดพบกว่ามีน้ำหนักตัวทารกที่สูงขึ้น
  4. ทารกหลังคลอดพบภาวะภูมิแพ้ที่ลดลง

GA , DHA สามารถพบได้ในอาหารหลายชนิด และสามารถพบได้ในน้ำนมแม่หลังคลอด โดยเฉพาะในส่วนน้ำนมเหลือง (Colostrum) โดยที่ GA จะพบได้ใน เนื้อสัตว์ นม และไข่เท่านั้น ไม่สามารถพบ GA จากผักหรือผลไม้ได้ ในขณะที่ DHA สามารถพบได้ทั้งในเนื้อสัตว์และพืช เช่น สาหร่ายและถั่ว แต่จะพบมากในอาหารทะเลโดยเฉพาะปลาทะเล

GA , DHA ที่คุณแม่ตั้งครรภ์รับประทานเข้าไป สามารถถูกดูดซึมผ่านรกไปยังลูกในครรภ์ได้เพื่อการสร้างและการพัฒนาสมองและระบบประสาทของลูกในครรภ์ หรือในคุณแม่หลังคลอดที่ให้นมลูก GA และ DHA ก็สามารถผ่านทางน้ำนมแม่ไปสู่ลูกได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงแนะนำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และคุณแม่ที่ให้นมลูก รับประทานอาหารที่มี GA , DHA เพื่อประโยชน์กับลูกของคุณแม่ ให้เติบโตแข็งแรงและมีพัฒนาการทั้งทางร่างกายและสติปัญญาอย่างดีที่สุด

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

 

นพ.อดิศร อักษรภูษิตพงศ์

สูตินรีแพทย์ เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

โรงพยาบาลพญาไท3

สรุปได้ว่า เจ้าตัวเล็กในท้องของคุณแม่นั้นต้องการ GA , DHA  ผ่านอาหารที่มีประโยชน์และนมที่มีสารอาหารเต็มเปี่ยมที่คุณแม่ทานเข้าไปทุกมื้อนั่นเองค่ะ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

GA คือ ส่วนประกอบสำคัญที่เชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง ส่วน DHA ทำหน้าที่ส่งเสริมพัฒนาการและการทำงานของสมอง ซึ่งทั้ง 2 สารอาหารนี้มีผลโดยตรงกับการพัฒนาสติปัญญาของลูก  รู้อย่างนี้แล้ว คุณแม่ห้ามหยุดเติม GA และ DHA  ทุกวันนะคะ

ส่วน DHA กับ GA  นั้นทำงานกับสมองของลูกน้อยอย่างไร  ไปชมวีดีโอพร้อมๆ กันเลยค่ะ

บทความโดย

theAsianparent Editorial Team