เช็กลิสต์ สารอาหารเด็ก 1 ขวบขึ้นไปที่สำคัญเสริมโภชนาการที่พอดีเพื่อพัฒนาการที่สมวัย

เจาะลึกโภชนาการที่พอดีไม่มากเกินไป สำหรับเด็ก 1 ขวบขึ้นไป เพื่อเสริมสร้างร่างกาย สมอง และภูมิคุ้มกันให้ลูกรักพร้อมลุยโลกกว้างอย่างมั่นใจ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

คุณพ่อคุณแม่เคยสังเกตไหมคะว่า พอเจ้าตัวเล็กก้าวผ่านปีแรกของชีวิตไป ก็เต็มเปี่ยมด้วยพลังงานอันล้นเหลือและมีความเป็น  ‘นักสำรวจตัวน้อย’ อย่างเต็มตัว จากที่เคยนอนสบตาหรือคว่ำ ๆ หงาย ๆ คืบคลาน ตอนนี้เริ่มหัดเดินเตาะแตะปีนป่าย และส่งเสียงเจื้อยแจ้วชวนคุยตลอดทั้งวัน วัย 1 ปีขึ้นไปจึงเป็นช่วงเวลาแห่งการก้าวกระโดดที่น่าตื่นเต้นที่สุด ช่วงหนึ่งของชีวิตเลยก็ว่าได้ค่ะ

แต่ในขณะที่ลูกกำลังเพลิดเพลินกับการสำรวจโลกกว้าง สิ่งที่ตามมาและทำให้คุณแม่หลายคนแอบกังวลก็คือ เรื่องของ ‘โภชนาการ’ เพราะเมื่อลูกขยับร่างกายเยอะขึ้น ใช้สมองในการเรียนรู้จดจำสิ่งรอบตัวมากขึ้น พลังงานและสารอาหารที่เคยได้รับในตอนแรกเกิดอาจไม่เพียงพออีกต่อไป อาหารสำหรับเด็กวัย 1-3 ปี จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความอิ่มท้อง หรือกินเพื่อให้มีแรงวิ่งเล่นเท่านั้นนะคะ แต่หัวใจสำคัญคือการได้รับสารอาหารที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ส่งเสริมการทำงานการเติบโตของร่างกาย การทำงานของสมองในการเรียนรู้ และที่สำคัญคือต้องช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงจากภายใน เพื่อให้ลูกมีเกราะป้องกันที่พร้อมออกไปลุยได้ในทุก ๆ วัน theAsianparent เลยอยากชวนคุณพ่อคุณแม่มาเปิดเช็กลิสต์ สารอาหารเด็ก 1 ขวบ ขึ้นไปที่จำเป็นต้องได้รับอย่างเพียงพอ เพื่อพัฒนาการที่สมวัยมาฝากกันค่ะ มีสารอาหารอะไรบ้าง เราไปเช็กพร้อมกันเลยค่ะ

เพราะก้าวแรกที่มั่นคงต้องเริ่มจากภายใน… ติดอาวุธให้ลูกวัย 1 ปี+ ลุยโลกกว้างด้วย สารอาหารเด็ก 1 ขวบ ขึ้นไปที่สำคัญ

การที่เจ้าตัวเล็กจะออกไปเรียนรู้นอกบ้านได้อย่างสนุกสนาน สิ่งสำคัญที่สุดต้องเริ่มด้วยโภชนาการและสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อระบบภายในร่างกายของลูกที่ต้องพร้อมทำงานอย่างเต็มที่

คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมคะว่า สารอาหารที่ลูกได้รับในแต่ละวัน มีผลโดยตรงต่อการสร้างรากฐานสำคัญในการพัฒนาสมอง ร่างกาย และสร้างภูมิต้านทาน โดยเฉพาะวัย 1 ปีขึ้นไปที่ระบบทางเดินอาหารและสมองกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว หากเราเลือกเติมสารอาหารที่ตรงจุดและมีคุณประโยชน์ในปริมาณที่พอดีเหมาะสม ก็เปรียบเสมือนการสร้างต้นทุนความพร้อมให้ลูกพร้อมเผชิญโลกกว้างได้อย่างมั่นใจ และนี่คือกลุ่มสารอาหารสำคัญที่มีประโยชน์ดีต่อลูกวัยขวบค่ะ

1. ดีเอชเอ (DHA) เพื่อการพัฒนาสมองและสายตา

สารอาหารที่คุณแม่คุ้นเค้นกันเป็นอย่างดี ดีเอชเอ (Docosahexaenoic Acid – DHA) ซึ่งเป็นสารอาหารในกลุ่มไขมันจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม เพราะในวัย 1 ปีขึ้นไปเป็นช่วงที่ลูกกำลังเปิดรับสิ่งใหม่ๆ รอบตัวอย่างรวดเร็ว การได้รับ  DHA อย่างสม่ำเสมอ จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาสมองและสายตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสำหรับการจดจำ เรียนรู้ภาษา และทักษะต่างๆ ในทุกก้าวของการเติบโตได้อย่างเต็มที่ค่ะ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  • แหล่งอาหารธรรมชาติที่พบ DHA1,2: คุณแม่สามารถเลือกสรรเมนูอาหารที่อุดมไปด้วย DHA ให้ลูกรักได้จากเนื้อปลาหลากหลายชนิดค่ะ ไม่ว่าจะเป็นปลาทะเลที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน รวมถึงปลาไทยที่หาทานได้ง่ายและมีประโยชน์สูง เช่น ปลาสวาย ปลาทู ปลาช่อน และปลาไส้ตัน นอกจากนี้การให้ลูกทานไข่ไก่ หรือไข่หมึกกล้วยในมื้ออาหาร ก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งโภชนาการชั้นดีที่ช่วยให้ร่างกายได้รับ DHA เช่นกันค่ะ

2. แร่ธาตุและวิตามินสำคัญ: ธาตุเหล็ก (Iron), แคลเซียม (Calcium) และวิตามินดี

ต่อด้วยกลุ่มแร่ธาตุและวิตามินหลักที่เป็นรากฐานสำคัญซึ่งร่างกายของเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไปขาดไม่ได้เด็ดขาด เพื่อการสร้างโครงสร้างร่างกายที่แข็งแรงสมวัยในทุกๆ วัน

  • ธาตุเหล็ก (Iron)3: มีส่วนช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงและฮีโมโกลบิน ทำหน้าที่สำคัญในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้ร่างกายของลูกรักเจริญเติบโตได้อย่างสดใส โดยเด็กวัยหัดเดินอายุ 1-3 ปี จะต้องการธาตุเหล็กในปริมาณ 7 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อป้องกันภาวะขาดธาตุเหล็กที่อาจส่งผลต่อการเรียนรู้และพฤติกรรมค่ะ สำหรับธาตุเหล็กพบมากในอาหาร เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู อาหารทะเล ถั่วลันเตา และเต้าหู้ เป็นต้น
  • แคลเซียม (Calcium)4: แร่ธาตุสำคัญที่เป็นสิ่งจำเป็นในกระบวนการสร้างและซ่อมแซมกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยรองรับกิจกรรมการเคลื่อนไหวและการวิ่งเล่นของลูก โดยเด็กวัย 1-3 ปี ควรได้รับแคลเซียมในปริมาณ 500 มิลลิกรัมต่อวัน แคลเซียมพบมากในนม ผลิตภัณฑ์จากนม โยเกิร์ต งาดำ ใบตำลึง รวมถึงเต้าหู้เหลือง เต้าหู้ขาวแข็ง และฟองเต้าหู้ เป็นต้น
  • วิตามินดี (Vitamin D)5: โดยเฉพาะ วิตามินดี 3 ที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ดี จะทำหน้าที่เสมือนคู่หูคอยช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งจำเป็นต่อความแข็งแรงของกระดูกและฟันของเด็กวัย 1-3 ปีอย่างมากค่ะ แหล่งอาหารตามธรรมชาติที่จะช่วยเติมวิตามินดีจะพบได้ในอาหาร เช่น ตับ ไข่แดง และปลาที่มีไขมันสูงอย่างปลาแซลมอนหรือปลาทูน่า รวมถึงนมและผลิตภัณฑ์จากนม ซึ่งในเด็กวัยนี้แนะนำให้ดื่มนมสูตรเสริมวิตามินดีประมาณครั้งละ 250 ซีซี วันละ 2 มื้อ นอกเหนือจากมื้ออาหารแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังสามารถสนับสนุนให้ลูกรักได้ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมสนุก ๆ กลางแจ้งในช่วงเช้าหรือเย็นอย่างน้อยวันละ 15 นาที เพื่อช่วยให้ผิวหนังได้รับแสงแดดอ่อน ๆ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งช่องทางธรรมชาติที่ช่วยเติมเต็มวิตามินดีให้กับร่างกายลูกได้อย่างเพียงพอและปลอดภัยค่ะ

เติมเต็มโภชนาการให้สมบูรณ์ เพื่อลูกวัย 1 ขวบขึ้นไปเติบโตอย่างแข็งแรง

นอกเหนือจากอาหารมื้อหลัก 3 มื้อที่คุณแม่คัดสรรเมนูที่มีประโยชน์และให้สารอาหารหลากหลายแก่ลูกรักในแต่ละวันแล้ว สำหรับเด็กในวัย 1 ปีขึ้นไปที่เริ่มเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รอบตัว การดื่มนมเสริมสารอาหารควบคู่ไปกับมื้อหลัก ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญที่จะช่วยดูแลโภชนาการของเจ้าตัวเล็กให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและสมดุลยิ่งขึ้นค่ะ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่การดื่มนมไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างกระดูกและสมองเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยเสริมเกราะปกป้องร่างกายจากภายในผ่านสารอาหารสำคัญเหล่านี้ที่คุณแม่ควรรู้จักค่ะ

  • “แลคตาเดริน” (Lactadherin)

คุณแม่อาจจะไม่ค่อยคุ้นกันซักเท่าไหร่ แต่ความจริงแล้ว “แลคตาเดริน” เป็นไกลโคโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ในน้ำนมแม่ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้พิทักษ์ระบบทางเดินอาหารของลูกน้อยค่ะ ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสโรตาที่มักทำให้เด็กๆ ท้องเสียรุนแรง พร้อมทั้งช่วยลดและฟื้นฟูรักษาการอักเสบของลำไส้ เมื่อลำไส้ทำงานได้ดี ไม่มีอาการท้องเสียมาขัดจังหวะ ร่างกายก็พร้อมที่จะดูดซึมสารอาหารอื่นๆ ไปใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพค่ะ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  • นิวคลีโอไทด์ (Nucleotide)

นิวคลีโอไทด์เป็นอีกหนึ่งสารอาหารเฉพาะทางที่มีส่วนช่วยสนับสนุนกระบวนการเจริญเติบโตของร่างกายและสมอง และที่น่าสนใจคือมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย Bifido (บิฟิโด) ในลำไส้ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์สุขภาพที่มีประโยชน์ จึงช่วยดูแลให้ระบบทางเดินอาหารและลำไส้ของลูกรักแข็งแรงสมบูรณ์ ทำงานได้อย่างราบรื่นค่ะ

  • ฟรุคโตโอลิโกแซกคาไรด์ (Fructo-Oligosaccharides (FOS))

ปิดท้ายด้วย ฟรุคโตโอลิโกแซกคาไรด์ (FOS) ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มของใยอาหารชนิดดี คุณสมบัติของ FOS จะช่วยเพิ่มจำนวนแบคทีเรียดีอย่าง Bifidobacterium ในลำไส้ ซึ่งการมีจุลินทร์ดีที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการต่อต้านโรคและแบคทีเรียตัวร้ายต่างๆ ไม่ให้มาทำร้ายร่างกายของเจ้าตัวเล็ก เป็นการสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอกค่ะ

 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

รู้ไหมคุณแม่? สารอาหารที่ “มากเกินไป” อาจส่งผลเสียต่อลูกน้อย

เมื่อคุณแม่รู้แล้วว่าสารอาหารแต่ละตัวมีประโยชน์อย่างไร สิ่งสำคัญอีกหนึ่งเรื่องที่คุณแม่ต้องระวังคือ “ความพอดี” ค่ะ เพราะมีคุณแม่หลายท่านเข้าใจผิดคิดว่า ยิ่งให้สารอาหารเข้าไปเยอะๆ ยิ่งดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว การได้รับสารอาหารอย่างเหมาะสมและพอดีกับช่วงวัยของลูก จะเกิดประโยชน์มากกว่าค่ะ

  •  แคลเซียมที่มากเกินไป4: หากได้รับสูงเกินความต้องการแคลเซียมส่วนเกินจะเข้าไปรบกวนประสิทธิภาพการดูดซึมแร่ธาตุสำคัญตัวอื่นๆ อย่างธาตุเหล็ก และสังกะสี ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเหล็กและสังกะสีลดลง และอาจส่งผลต่อปัญหาสุขภาพจากการขาดแร่ธาตุเหล่านี้ได้
  • ธาตุเหล็กที่มากเกินไป6,7: สำหรับธาตุเหล็กควรได้รับอย่างเหมาะสมตามช่วงวัยของลูก เพราะได้รับในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นของร่างกาย มีการศึกษาพบว่าอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบทางเดินอาหารค่ะ สิ่งนี้เกิดขึ้นเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของธาตุเหล็กในลำไส้ใหญ่ จะส่งผลเสียต่อสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ โดยจะทำให้จุลินทรีย์ชนิดดีที่มีประโยชน์ซึ่งทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันร่างกาย (เช่น Bifidobacteria และ Lactobacilli) มีจำนวนลดลง ในทางกลับกัน สภาวะนี้จะไปกระตุ้นการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียกลุ่มที่ก่อให้เกิดโรคในทางเดินอาหาร (เช่น Enterobacteria รวมถึง Escherichia coli) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสมดุลจุลินทรีย์ในลักษณะนี้ มีความเชื่อมโยงกับการเกิดการอักเสบในลำไส้ที่เพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้ลูกรักเสี่ยงต่อการเกิดอาการท้องเสียตามมาได้นั่นเองค่ะ
  • วิตามินดีที่มากเกินไป: หากร่างกายได้รับวิตามินดีเกินขนาดมากกว่า 2,000 IU ต่อวันอาจทำให้เกิดภาวะวิตามินดีเกินในเด็กได้5 คุณแม่สามารถสังเกตลูกได้จากมีอาการปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำมากผิดปกติ ปวดท้อง อาเจียน ท้องผูก หรือปวดตา คันตามผิวหนัง เป็นต้น

ดังนั้น เด็กทุกคนควรได้รับสารอาหารในปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสมโภชนาการที่ดีสำหรับเด็กวัย 1 ปีขึ้นไป ไม่ใช่การอัดสารอาหารให้ได้ปริมาณเยอะที่สุด แต่คือการได้รับสารอาหารที่หลากหลายในสัดส่วนที่ “ถูกต้อง แม่นยำ และพอดีสมดุล”เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์สูงสุดโดยไม่เหลือตกค้างจนเป็นภาระให้ร่างกายต้องขับออกนั่นเองค่ะ ทั้งนี้หากคุณพ่อคุณแม่ยังไม่มั่นใจว่าลูกรักควรได้รับสารอาหารตามช่วงวัยในปริมาณเท่าไหร่หรือมีความกังวลใจเรื่องโภชนาการเฉพาะบุคคล ก็สามารถขอคำปรึกษาและคำแนะนำเพิ่มเติมจากกุมารแพทย์ประจำตัวของลูกน้อยได้เช่นกันนะคะ

 

 

 

 

เครดิต

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา
  1.   กินปลาสมองดี, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  2.   12 Health Benefits of DHA (Docosahexaenoic Acid), healthline
  3.   Iron, KidsHealth
  4.   แคลเซียมกินอย่างไรให้ดีต่อร่างกาย, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยามหิดล
  5.   วิตามินดี สำหรับเด็ก, โรงพยาบาลสมิติเวช
  6.   Effects of iron fortification and supplementation on the gut microbiome and diarrhea in infants and children: a review, ResearchGate
  7.   Effects of iron supplements and iron-containing micronutrient powders on the gut microbiome in Bangladeshi infants: a randomized controlled trial, NIH

บทความโดย

theAsianparent Editorial Team