ลูกไม่กลับหัว อันตรายไหม? พร้อมวิธีเตรียมตัวให้คลอดปลอดภัย

ลูกไม่กลับหัว คุณแม่ควรทำอย่างไร? เจาะลึกความเสี่ยงท่าก้น สาเหตุ และวิธีเตรียมตัวคลอดอย่างปลอดภัยที่แม่ท้องมือใหม่ต้องรู้

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

ช่วงเวลาที่ใกล้ถึงกำหนดคลอด คุณแม่ทุกคนต่างเฝ้ารอวินาทีที่จะได้เห็นหน้าลูกน้อยอย่างใจจดใจจ่อ แต่ความกังวลใจมักจะเริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อผลการตรวจครรภ์ระบุว่า “ลูกไม่กลับหัว” หรือทารกยังคงอยู่ใน “ท่าก้น”  จนนำมาสู่คำถามที่ทำให้คุณแม่หลายคนนอนไม่หลับว่า ภาวะนี้จะอันตรายต่อการคลอดมากน้อยแค่ไหน? และสุดท้ายแล้วจะต้องจบลงด้วยการผ่าคลอดเพียงอย่างเดียวจริงหรือไม่?

วันนี้ theAsianparent จะชวนคุณแม่ท้องมาไขข้อข้องใจให้หายสงสัย พร้อมทำความเข้าใจกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และแนะนำแนวทางการเตรียมตัวอย่างถูกวิธี เพื่อให้การเดินทางครั้งสำคัญนี้สิ้นสุดลงด้วยความปลอดภัย และมีสุขภาพที่แข็งแรงทั้งคุณแม่และลูกน้อยค่ะ

 

ลูกไม่กลับหัว คืออะไร? ทำไมคุณแม่ถึงต้องให้ความสำคัญ

โดยปกติแล้ว เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ (ประมาณสัปดาห์ที่ 32-36) ทารกในครรภ์จะเริ่มเรียนรู้ที่จะกลับตัว โดยหันศีรษะลงมาทางปากมดลูก เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ท่าที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับการคลอดธรรมชาติค่ะ แต่ในบางกรณีที่ “ลูกไม่กลับหัว” ทารกอาจจะอยู่ในลักษณะที่ศีรษะไม่เป็นส่วนนำ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง

  • ท่าก้นลง (Frank Breech) ทารกในครรภ์อยู่ในท่าเอาเท้าหรือก้นลงมาอยู่ที่ปากมดลูกแทนส่วนนำ (ศีรษะ)
  • ท่านอนขวาง (Transverse) ทารกในครรภ์นอนอยู่ในท่าลักษณะขวางมดลูก ไม่ยอมเอาศีรษะลง 

 

ไขข้อข้องใจ… อะไรคือสาเหตุที่ลูกไม่กลับหัว และอยู่ในท่าก้น?

คุณแม่ท้องหลายท่านอาจจะกังวลและพยายามย้อนคิดว่าเราทำอะไรผิดไปไหม? จริงๆ แล้วทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้ในทุกเคสค่ะว่าทำไมลูกน้อยในครรภ์ถึงเลือกที่จะอยู่ใน “ท่าก้น” แต่ส่วนใหญ่มักเกิดจากปัจจัยทางสรีระและธรรมชาติ ดังนี้ค่ะ

  • คุณแม่กำลังตั้งครรภ์แฝด: เมื่อมีเจ้าตัวเล็กอยู่ด้วยกันสองคนหรือมากกว่านั้น พื้นที่ในบ้านหลังน้อย (มดลูก) ก็จะเล็กลง ทำให้เด็กๆ หมุนตัวกลับหัวได้ยากขึ้นค่ะ
  • เคยตั้งครรภ์มาก่อน: มดลูกที่เคยผ่านการมีน้องมาแล้วอาจจะมีความยืดหยุ่นมากเกินไป จนลูกหมุนตัวไปมาได้ง่ายและไม่ยอมล็อคตำแหน่งกลับหัวค่ะ
  • ปริมาณน้ำคร่ำไม่สมดุล: หากมีน้ำคร่ำมากเกินไป ลูกจะลอยตัวเคว้งคว้างจนกลับหัวลำบาก หรือหากน้ำคร่ำน้อยเกินไป พื้นที่ในการหมุนตัวก็น้อยลงตามไปด้วยค่ะ
  • รูปทรงของมดลูก: คุณแม่บางท่านอาจมีมดลูกที่รูปทรงไม่ปกติ หรือมีเนื้องอกในมดลูก (Fibroids) ที่ไปขวางทางไม่ให้ลูกหมุนตัวกลับหัวได้สะดวก
  • ภาวะรกเกาะต่ำ (Placenta Previa): หากรกมาเกาะปิดขวางทางบริเวณปากมดลูก ก็เปรียบเหมือนมีเครื่องกีดขวางไม่ให้ศีรษะของลูกลงไปอยู่ในตำแหน่งที่ควรจะเป็นค่ะ
  • คลอดก่อนกำหนด: บางครั้งลูกน้อยก็แค่ “ยังไม่ถึงเวลา” ค่ะ เพราะปกติลูกจะเริ่มกลับตัวในช่วงไตรมาสที่ 3 หากมีภาวะแทรกซ้อนที่อาจทำให้คุณแม่ต้องคลอดก่อนกำหนด ลูกอาจจะยังไม่ได้หมุนตัวมาอยู่ในท่าเตรียมคลอดนั่นเอง

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกกำลังอยู่ในท่าก้น? สำหรับคุณแม่ที่มีประสบการณ์มาก่อน หรือหมั่นสังเกตอาการบ่อยๆ อาจพอเดาได้จากตำแหน่งการขยับตัวของลูกค่ะ เช่น แทนที่จะรู้สึกถึงลูกเตะอยู่ใต้ชายโครง คุณแม่อาจจะรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ จากแรงเตะที่บริเวณอุ้งเชิงกรานแทน หรือถ้าลองลูบท้องดูแล้วเจอ “ก้อนแข็งๆ กลมๆ” (ซึ่งคือศีรษะของลูก) อยู่ตรงช่วงบนใกล้ๆ ชายโครง ก็เป็นสัญญาณบอกใบ้ได้ว่าหนูยังไม่ยอมเอาหัวลงนั่นเองค่ะ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 3 คุณหมอจะช่วยทำการตรวจเช็กอย่างละเอียดอีกครั้ง โดยจะมีการกดและคลำบริเวณหน้าท้องเพื่อดูตำแหน่งที่แน่นอนของทารก ซึ่งหากพบว่าลูกยังไม่กลับหัวในช่วงก่อนสัปดาห์ที่ 36 คุณแม่ก็อย่าเพิ่งตกใจไปนะคะ เพราะคุณหมอมักจะให้เวลาลูกน้อยในครรภ์ได้ลองขยับปรับเปลี่ยนท่าทางด้วยตัวเองอีกสักพัก ก่อนจะประเมินหาทางเลือกในการคลอดที่ปลอดภัยที่สุดให้คุณแม่ในลำดับต่อไปค่ะ

ทำไมภาวะนี้ถึงเป็นเรื่องที่คุณแม่ต้องใส่ใจ?

คำถามที่แม่ๆ กังวลที่สุดคือ “ลูกไม่กลับหัว อันตรายไหม?” คำตอบคือภาวะนี้ส่งผลโดยตรงต่อการเลือกวิธีคลอดค่ะ หากทารกไม่กลับหัว จะทำให้การคลอดธรรมชาติทำได้ยากขึ้น หรือแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ด้วยเหตุผลสำคัญดังนี้ค่ะ

  • เสี่ยงต่อภาวะคลอดยาก: เมื่อส่วนนำไม่ใช่ศีรษะ อาจทำให้การคลอดใช้เวลานานขึ้นมาก ส่งผลให้คุณแม่เหนื่อยล้าและมีโอกาสบาดเจ็บได้ค่ะ
  • อันตรายต่อตัวทารก: หากทารกติดอยู่ในช่องคลอดนานเกินไป หรือเกิดภาวะสายสะดือถูกกดทับ จะทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บ หรือขาดออกซิเจนอย่างกะทันหัน ซึ่งหากช่วยไม่ทันท่วงที ทารกอาจตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตได้
  • ความจำเป็นในการผ่าคลอด: เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของคุณแม่และลูกน้อย เมื่อถึงกำหนดคลอด (โดยปกติจะอยู่ที่ 1-2 สัปดาห์ก่อนครบกำหนด หรือประมาณสัปดาห์ที่ 38-39) คุณหมอที่ดูแลครรภ์คุณแม่อาจจะพิจารณาให้ใช้ “การผ่าคลอด” เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทั้งหมดค่ะ 

แม้ว่าข้อมูลข้างต้นอาจจะฟังดูน่ากังวลไปบ้าง แต่คุณแม่ไม่ต้องตกใจไปนะคะ เพราะในปัจจุบันคุณหมอมีการตรวจเช็กที่แม่นยำและมีคำแนะนำที่ปลอดภัยเตรียมไว้ให้เสมอค่ะ เมื่อเราเข้าใจแล้วว่า “ลูกไม่กลับหัว” เกิดจากสาเหตุใดได้บ้างแล้วนั้น การเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการคลอดเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาค่ะ 

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

วิธีเตรียมตัวให้คลอดปลอดภัย เมื่อลูกน้อยในครรภ์ไม่ยอมกลับหัว

เมื่อทราบแน่ชัดแล้วว่าลูกน้อยยังคงอยู่ในท่าก้น การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยลดความกังวลและทำให้วันคลอดเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุดค่ะ ไม่ว่าคุณแม่จะต้องคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติหรือผ่าคลอด นี่คือสิ่งที่อยากแนะนำให้คุณแม่เตรียมพร้อมไว้ค่ะ

1. เตรียมใจให้พร้อมและปล่อยวางความกังวล

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ใจ” ของคุณแม่ค่ะ การที่ลูกไม่กลับหัวไม่ใช่ความผิดของใคร และไม่ได้หมายความว่าคุณแม่ทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ ขอให้มั่นใจในทีมคุณหมอและมองว่าการผ่าคลอดเป็นเพียง “อีกหนึ่งวิธี” ที่จะพาเจ้าตัวเล็กออกมาสู่อ้อมกอดเราได้อย่างปลอดภัยที่สุดค่ะ

2. สื่อสารกับคุณหมอให้ชัดเจน

หากคุณแม่มีความกังวลใจเรื่องแผนการคลอด ให้รีบปรึกษาคุณหมอทันทีค่ะ สอบถามถึงขั้นตอนการเตรียมตัว การนัดหมายวันผ่าคลอดที่เหมาะสม หรือกรณีฉุกเฉินหากเกิดอาการปวดท้องก่อนวันนัด เพื่อให้คุณแม่มีแผนสำรองไว้เสมอ

Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

3. เตรียมของใช้จำเป็น (Hospital Bag)

สำหรับคุณแม่ที่ต้องผ่าคลอด อาจต้องใช้เวลาพักฟื้นที่โรงพยาบาลนานกว่าการคลอดปกติเล็กน้อย (ประมาณ 3-4 วัน) ดังนั้นควรเตรียมเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ไม่รัดแผล และของใช้ส่วนตัวให้พร้อมก่อนกำหนดประมาณ 1 เดือนค่ะ

4. สังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด

แม้จะมีการนัดวันคลอดไว้แล้ว แต่คุณแม่ยังต้องคอยสังเกตสัญญาณเตือนเสมอ เช่น ลูกดิ้นน้อยลง หรือดิ้นผิดปกติ มีน้ำใสๆ ไหลออกจากช่องคลอด (น้ำเดิน) มีมูกเลือด หรืออาการเจ็บท้องเตือนที่ถี่ขึ้น หากมีอาการเหล่านี้ ให้รีบไปพบคุณหมอทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัดนะคะ

5. ดูแลสุขภาพกายและโภชนาการให้แข็งแรง

การทานอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนให้เพียงพอ คือการเตรียมต้นทุนที่ดีที่สุดค่ะ โดยเฉพาะคุณแม่ที่อาจต้องเตรียมตัวเพื่อการผ่าคลอด ร่างกายที่ได้รับสารอาหารครบถ้วนจะช่วยให้การพักฟื้นหลังคลอดเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

คุณแม่ควรเน้นสารอาหารที่จำเป็นอย่าง โฟเลต แคลเซียม ธาตุเหล็ก และวิตามินต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้ทั้งตัวเองและลูกน้อยในครรภ์ นอกจากนี้ การได้รับสารอาหารกลุ่มที่ช่วยบำรุงระบบประสาทและสมองของลูกรักอย่าง โคลีน (ที่พบมากในไข่ ปลาแซลมอน หรือกะหล่ำดอก) รวมถึง Omega 3, 6, 9 และ GA (Gangliosides) ก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ เพราะสารอาหารเหล่านี้เปรียบเหมือนการสร้างรากฐานที่ดีให้ลูกน้อยตั้งแต่ในครรภ์

สำหรับคุณแม่ที่ไม่สะดวกเตรียมอาหารให้ครบทุกมื้อ การเลือกเสริมด้วย “ผลิตภัณฑ์นมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร” ก็เป็นทางเลือกที่ช่วยให้มั่นใจได้ว่าร่างกายจะได้รับสารอาหารสำคัญเหล่านี้อย่างครบถ้วน และช่วยให้คุณแม่คลายกังวลเรื่องโภชนาการไปได้เยอะเลยค่ะ 

 

 

 

เครดิต

  1. ผ่าคลอดกี่ครั้งถึงไม่อันตราย?…รวมเรื่องน่ารู้ก่อนเตรียมตัวผ่าคลอด, โรงพยาบาลพญาไท 2
  2. ทารกไม่กลับหัว อันตรายแค่ไหน ต้องผ่าคลอดอย่างเดียวไหม?, โรงพยาบาลเมดพาร์ค
  3. 9 เดือน กับพัฒนาการของทารกในครรภ์, โรงพยาบาลเปาโล เกษตร
  4. Breech Baby, Cleveland Clinic
  5. What happens when my baby is in transverse lie?, BabyCenter 
  6. คลอดลูกธรรมชาติ (Vaginal Delivery), โรงพยาบาลเมดพาร์ค
  7. ตรียมตัวตั้งครรภ์อย่างไร? ให้คุณแม่คลอดปลอดภัยและลูกน้อยแข็งแรงสมบูรณ์, โรงพยาบาลกรุงไทย 
Loading...
You got lucky! We have no ad to show to you!
ติดต่อโฆษณา

บทความโดย

theAsianparent Editorial Team