เลือดกำเดาไหลในเด็ก อันตรายไหม? ลูกเลือดกำเดาไหล ห้ามทำอะไรบ้าง

undefined

เลือดกำเดาไหลในเด็ก อันตรายไหม? เช็กสาเหตุ วิธีห้ามเลือดที่ถูกต้อง และสัญญาณเตือนโรคร้ายแรงที่พ่อแม่ควรรู้ เพื่อดูแลความปลอดภัยของลูกน้อย

Advertisement

เลือดกำเดาไหลในเด็ก (Epistaxis หรือ Nosebleeds) เป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็กเล็กช่วงอายุ 2–3 ขวบ ไปจนถึงวัยประถมต้น ส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรง เลือดสามารถหยุดไหลได้เองภายใน 5–10 นาที และมักมีอาการดีขึ้นหรือหายไปเองเมื่อเด็กโตขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองควรทราบสาเหตุ วิธีปฐมพยาบาลอย่างถูกต้อง และสัญญาณเตือนที่ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์

 

สาเหตุที่ทำให้ ลูกเลือดกำเดาไหลบ่อย

เส้นเลือดฝอยบริเวณเยื่อบุจมูกของเด็กมีความเปราะบางและแตกได้ง่าย สาเหตุหลักที่ทำให้เลือดกำเดาไหล ได้แก่:

  • พฤติกรรมและการรบกวนจมูก: การแคะ แกะ หรือเกาบริเวณจมูกอย่างแรง
  • สภาพอากาศ: อากาศแห้งหรือเย็น โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว
  • อุบัติเหตุ: การได้รับกระแทกบริเวณใบหน้า หรือศีรษะ
  • โรคประจำตัว: โรคภูมิแพ้จมูก หรือภาวะโครงสร้างจมูกผิดปกติแต่กำเนิด

 

เลือดกำเดาไหลในเด็ก

 

สัญญาณเตือน! อาการเลือดกำเดาไหลในเด็ก แบบไหนต้องรีบพบแพทย์

แม้ส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตราย แต่หากมีอาการร่วมดังต่อไปนี้ อาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงที่ต้องได้รับการรักษาทันที:

  • เลือดยังไม่หยุดไหล: เมื่อกดปีกจมูกปฐมพยาบาลแล้วเลือดยังไหลนานเกิน 30 นาที
  • พบรอยเลือดออกตามผิวหนัง: มีพรายย้ำ จ้ำเขียว หรือจุดแดง จุดเลือดออกตามตัว
  • มีเลือดออกจากส่วนอื่น: เลือดออกตามไรฟัน ลิ้น หรือมีปัสสาวะสีน้ำล้างเนื้อ/อุจจาระสีดำคล้ายยางมะตอย
  • มีไข้สูงร่วมด้วย
  • มีอาการซึมลง: เด็กมีอาการเวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย ไม่กระฉับกระเฉง หรือซึม

 

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อลูกน้อยเลือดกำเดาไหล

เมื่อเด็กมีเลือดกำเดาไหล ผู้ปกครองควรตั้งสติและปฏิบัติตามขั้นตอนดังนี้:

  • จัดท่านั่งให้ถูกต้อง: ให้เด็กร่างกายก้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ห้ามแหงนหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลลงคอซึ่งอาจทำให้เด็กสำลักหรืออาเจียนเป็นเลือด
  • กดบีบปีกจมูก: ใช้นิ้วมือบีบบริเวณปีกจมูกเบา ๆ ในข้างที่มีเลือดไหล (หรือทั้งสองข้าง) ค้างไว้ต่อเนื่องอย่างน้อย 10 นาที
  • สังเกตอาการ: หากผ่านไป 10–15 นาทีแล้วเลือดยังไม่หยุด ให้ทำซ้ำอีกครั้ง หากเกิน 30 นาทีแล้วเลือดยังคงไหล ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

เลือดกำเดาไหลในเด็ก

วิธีป้องกันไม่ให้ลูกเลือดกำเดาไหลง่าย

  • เพิ่มความชื้นให้เยื่อบุจมูก: หยดน้ำเกลือชะล้างจมูก หรือทาวาสลีนบาง ๆ เคลือบในรูจมูกก่อนนอน เพื่อลดความแห้งและลดอาการคันจมูก
  • ปรับสภาพแวดล้อม: ใช้เครื่องทำความชื้น (Humidifier) ในห้องนอนไม่ให้อากาศแห้งเกินไป
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์: เน้นผัก ผลไม้ หรือวิตามินซี เพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอย
  • รักษาโรคประจำตัว: ควบคุมอาการโรคภูมิแพ้จมูกอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์

 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: เลือดกำเดาไหลในเด็ก ห้ามทำอะไรบ้าง?

A: ห้ามแหงนหน้าขึ้นเด็ดขาด เพราะจะทำให้เลือดไหลลงคอจนเด็กสำลัก หรือกลืนเลือดลงท้องจนเกิดการระคายเคืองและอาเจียนได้ นอกจากนี้ไม่ควรใช้กระดาษทิชชูอุดรูจมูกลึกเกินไป เพราะอาจทำให้เยื่อบุจมูกถลอกมากขึ้น

Q: ลูกเลือดกำเดาไหลบ่อย อันตรายไหม ?

A: ส่วนใหญ่เกิดจากเยื่อบุจมูกแห้ง หรือการแคะจมูก ซึ่งไม่อันตรายและจะหายไปเองเมื่อโตขึ้น แต่หากไหลบ่อยร่วมกับมีจ้ำเลือดตามตัว ซึม หรือเลือดยังไม่หยุดไหลเกิน 30 นาที ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติม

Q: เด็กอายุเท่าไรที่มักพบปัญหาเลือดกำเดาไหล ?

A: มักพบได้บ่อยในเด็กเล็กอายุ 2–3 ขวบ ไปจนถึงเด็กวัยประถมต้น เนื่องจากเส้นเลือดฝอยในจมูกยังมีความบางและเปราะบางกว่าผู้ใหญ่

 

ภาวะ เลือดกำเดาไหลในเด็ก ส่วนใหญ่มักไม่รุนแรงและหยุดได้เองภายใน 5–10 นาที ด้วยการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องโดยการก้มหน้าและบีบปีกจมูก อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองควรมั่นสังเกตอาการร่วม เช่น มีจ้ำเลือด ซึม หรือเลือดยังไม่หยุดไหลนานเกิน 30 นาที ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องรีบนำเด็กไปพบแพทย์ทันที เพื่อความปลอดภัยและการรักษาอย่างทันท่วงที

 

บทความโดย นพ. อรรถพล เอี่ยมอุดมกาล

กุมารแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม โรงพยาบาลรามคำแหง

นพ. อรรถพล เอี่ยมอุดมกาล

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ลูกกรน หายใจลำบาก? หมอแนะ 4 เทคนิคดูแลลูกน้อยจากฝุ่นพิษ PM2.5

โรคลมชัก VS ชักจากไข้ ต่างกันยังไง? แยกอาการให้ออก รับมือให้ถูกวิธี

ลูกดื้อ งอแง รับมืออย่างไร? 4 เทคนิคจัดการอารมณ์ลูกจากกุมารแพทย์

 

แหล่งอ้างอิง

  • ธันยธร ธีรนรเศรษฐ. (ม.ป.ป). เลือดกำเดาไหล. สืบค้นเมื่อ 13 พฤษภาคม 2568
  • Joseph Haddad Jr and Sonam N. Dodhia. Epistaxis. Nelson’s Textbook of Pediatrics, 20thEdition,ELSEVIER, Inc., New York

 

บทความอัปเดตล่าสุด ตุลาคม 2569

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!