ลูกอาละวาด ปัญหาที่พ่อแม่เกือบทุกคนเจอเมื่อพูดถึงวัย 2 ขวบ เพราะนี่คือช่วงที่เรียกว่า Terrible Two หรือ “วัยทอง 2 ขวบ” ที่เด็กเริ่มมีความคิดของตัวเอง อยากทำอะไรเองทุกอย่าง แต่ยังสื่อสารได้ไม่ชัดเจน ทำให้ลูกมีภาษากายแบบกรีดร้อง นอนดิ้น หรือขว้างปาข้าวของ
Tantrum คืออะไร?
Tantrum คือ “การอาละวาด” ของเด็กเล็ก เช่น กรีดร้อง นอนดิ้น ขว้างของ หรือร้องไห้เสียงดัง เวลาที่เขารู้สึกโกรธ ผิดหวัง หรือสื่อสารสิ่งที่ต้องการไม่ได้
ส่วนใหญ่เกิดกับเด็กวัย 1–3 ขวบ เพราะสมองส่วนควบคุมอารมณ์ยังไม่พัฒนาเต็มที่ เด็กจึงยังไม่รู้วิธี “พูด” เพื่อบอกความรู้สึก เขาเลยใช้ “การแสดงออกทางร่างกาย” แทน
การที่ ลูกอาละวาด ไม่ได้แปลว่าลูกนิสัยเสียนะคะ ลูกไม่ได้ดื้อ แต่คือสัญญาณว่าลูกกำลังโต กำลังเรียนรู้การแสดงออกทางอารมณ์และต้องการความเข้าใจจากพ่อแม่มากกว่าการดุหรือลงโทษค่ะ
เข้าใจที่มาของ Tantrum ก่อนจัดการ
ก่อนจะหาวิธี รับมือลูกอาละวาด เราต้องเข้าใจว่า Tantrum เกิดจากอะไร การเข้าใจสาเหตุ ลูกอาละวาด จะช่วยให้พ่อแม่เปลี่ยนจากโกรธที่ลูกงอแง มาเป็นเข้าใจว่าลูกต้องการอะไรแทนค่ะ
- สมองเด็กวัย 2 ขวบยังพัฒนาไม่เต็มที่ – ส่วน Prefrontal Cortex ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์และตัดสินใจยังไม่แข็งแรงพอ เด็กจึงควบคุมความโกรธหรือความหงุดหงิดไม่ได้
- ใช้ Tantrum เป็นภาษาบอกความต้องการ – บางครั้งลูกไม่ได้อยากงอแง แต่เขาหิว ง่วง หรืออึดอัด เช่น ต้องการถอดเสื้อแต่พูดไม่ได้
- งานวิจัยจาก American Academy of Pediatrics ระบุว่า เด็กเกือบ 70% มีพฤติกรรมอาละวาด อย่างน้อยวันละ 1 ครั้งในวัย 1–3 ขวบ แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะมีปัญหาพฤติกรรมในอนาคต
พ่อแม่ต้องตั้งสติก่อนเสมอ
เวลาลูกกรีดร้องในห้าง ดิ้นจนคนมอง พ่อแม่หลายคน “อายจนอยากหายไป” หรือ “โมโหจนอยากดุแรง ๆ” แต่ต้องไม่ลืมว่า ความสงบของพ่อแม่คือตัวอย่างที่ดีที่สุดให้ลูกค่ะ
- ทฤษฎี Co-regulation บอกว่า เด็กจะเรียนรู้การควบคุมอารมณ์จากผู้ใหญ่รอบตัว ถ้าเราตะโกน เด็กก็จะเรียนรู้การตะโกน แต่ถ้าเรานิ่ง เด็กก็จะเรียนรู้การสงบ
- เทคนิคตั้งสติพ่อแม่ ให้หายใจเข้าลึก ๆ 3–5 ครั้ง นับ 1–10 ในใจ ถ้ารู้สึกเกินรับไหว ให้เว้นระยะสั้น ๆ แล้วกลับมาหาลูก
- สิ่งที่ไม่ควรทำ ดุแรง ตะโกนใส่ หรือใช้กำลัง เพราะจะทำให้ ลูกอาละวาด ยาวนานขึ้น ยิ่งพูดลูกยิ่งดื้อ และลูกอาจกลัวมากกว่าเรียนรู้

เทคนิคจัดการอารมณ์ลูกระหว่าง Tantrum
เมื่อ ลูกอาละวาด สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “อยู่กับลูก” เพราะในเวลาที่เขากรีดร้อง เด็กต้องการให้รู้ว่าเขายังปลอดภัย
- อยู่ใกล้ลูกอย่างสงบ พูดง่าย ๆ เช่น “แม่อยู่ตรงนี้นะ” เพื่อให้ลูกมั่นใจว่าเขาไม่ได้ถูกทิ้ง
- เรียกชื่ออารมณ์ให้ลูกฟัง เช่น “หนูโกรธใช่ไหมที่ไม่ได้ขนม” วิธีการนี้ ช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่าอารมณ์ที่เขารู้สึกเรียกว่าอะไร และทำให้เขารู้ว่าแม่เข้าใจเขา
- ใช้เสียงนิ่ง อบอุ่น เด็กวัยนี้ไวต่ออารมณ์ของพ่อแม่ ถ้าเราใจเย็น เสียงเราจะช่วยทำให้เขาสงบง่ายขึ้นค่ะ
เทคนิคเบี่ยงเบนความสนใจ
หนึ่งในวิธีที่ นักพัฒนาการเด็กแนะนำ ให้ใช้เมื่อ ลูกอาละวาด คือ การเบี่ยงเบนความสนใจ
- เปลี่ยนโลเคชัน – พาลูกไปมุมอื่น เช่น “ไปดูปลาในตู้กันไหม”
- ใช้ของเล่นเล็ก ๆ ติดตัว – ของเล่นโปรด หรือตุ๊กตาตัวเล็กที่ลูกชอบ สามารถช่วย redirect ได้ดี
- ใช้อารมณ์ขัน หรือท่าทางขำ ๆ – งานวิจัยบางชิ้นบอกว่าเสียงหัวเราะช่วยให้สมองหลั่งสาร “โดพามีน” ซึ่งลดความเครียดของเด็กได้
ตัวอย่างสถานการณ์จริง: ลูกงอแงกลางห้าง อยากได้ของเล่น แทนที่จะบอกว่า “ห้ามงอแงนะ” “หยุดร้องนะ!” ให้คุณแม่เบี่ยงเบนโดยชวนลูกไปทำอย่างอื่น “เราไปเลือกสติกเกอร์น่ารัก ๆ สักอันดีไหมคะ?”
วาง “ขอบเขต” ที่ชัดเจน แต่ไม่ใช่การลงโทษ
การปล่อยให้ลูกทำอะไรก็ได้ จะทำให้เขาเข้าใจผิดว่าพฤติกรรมอาละวาดทำให้ได้ทุกอย่าง แต่การ “เข้มเกินไป” ก็ทำให้ลูกกลัวและปิดใจ
- วางกติกาชัดเจน เช่น “ก่อนกินขนม ต้องกินข้าวก่อน”
- ใช้คำพูดเชิงบวก เช่น “เราจะซื้อขนมหลังทานข้าวนะ” แทนที่จะพูดว่า “ห้ามกิน!”
- เทคนิค ‘ให้เลือกในสิ่งที่ควบคุมได้’ เช่น “จะใส่เสื้อสีฟ้าหรือสีเหลืองดีคะ?” เด็กจะรู้สึกว่ามีอิสระและไม่ต้องอาละวาดเพื่อควบคุมสถานการณ์
คุยกับลูกหลังสงบ
หลังลูกหยุดร้องแล้ว คือเวลาที่พ่อแม่จะสอนการจัดการอารมณ์ ซึ่งทำได้โดย
- พูดคุยด้วยน้ำเสียงนุ่ม เช่น “เมื่อกี้หนูโกรธมากเลยใช่ไหม เพราะอยากเล่นต่อ”
- สอนคำพูดแทนการกรีดร้อง เช่น “ครั้งหน้า หนูบอกว่า ‘หนูอยากได้อีก 5 นาที’ ได้นะ”
- ชมลูกเมื่อพยายามพูดหรือแสดงออกดีขึ้น เป็นการเสริมแรงทางบวก ช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่าการใช้คำพูดได้ผลดีกว่าการกรีดร้อง
ป้องกัน ลูกอาละวาด ก่อนจะเกิด
“การป้องกัน” ช่วยลดโอกาสที่ลูกจะอาละวาด
- หากปล่อยให้ลูกหิว เขาก็จะงอแง ดังนั้น ควรเตรียมของว่างที่ดีต่อสุขภาพไว้
- หากปล่อยให้ลูกง่วง ลูกอาละวาดแน่ ดังนั้น ควรรักษาตารางนอนให้สม่ำเสมอ
- เตือนล่วงหน้า เช่น “อีก 5 นาทีเราจะเก็บของเล่นนะ” การเตือนช่วยลดการเปลี่ยนกิจกรรมแบบกะทันหัน เมื่อเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ ลูกก็จะไม่งอแง
งานวิจัยจาก Child Development Journal พบว่า เด็กที่มี Routine ชัดเจน จะอาละวาดน้อยกว่าเด็กที่ไม่มีกิจวัตรที่ชัดเจน

เมื่อไหร่ควรพาลูกไปพบแพทย์หรือนักพัฒนาการเด็ก
Tantrum ส่วนใหญ่เป็นเรื่องปกติ แต่บางกรณีต้องขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
- ลูกอาละวาดรุนแรงทุกวัน หลายครั้งต่อวัน
- ทำร้ายตัวเองหรือคนอื่น
- ร้องกลั้นบ่อย ๆ
- ไม่สามารถสื่อสารหรือตอบสนองตามวัย 2–3 ขวบ
การประเมินพัฒนาการช่วยให้พ่อแม่มั่นใจว่าลูกไม่ได้มีปัญหาซ่อนอยู่ เช่น ภาวะสเปกตรัมออทิสติก หรือความล่าช้าทางภาษาที่ต้องช่วยเหลือ
คำพูดที่ควรใช้ VS คำพูดที่ไม่ควรใช้ ตอนลูกอาละวาด
|
คำพูดที่ควรใช้
(พูดแล้วลูกสงบ)
|
คำพูดที่ไม่ควรใช้
(ยิ่งทำให้ลูกอาละวาด)
|
“แม่เห็นแล้วว่าหนูโกรธนะ”
บอกความรู้สึกลูกให้เขารู้ว่าแม่เข้าใจ |
“เงียบเดี๋ยวนี้!”
การออกคำสั่งแข็ง ย่ิงทำให้ลูกกดดันและร้องหนักขึ้น |
“หนูอยากกินขนมใช่ไหม แต่ตอนนี้เรากินข้าวก่อนนะ”
บอกเหตุผล พร้อมวางกติกาชัดเจน |
“ไม่เอา! ห้ามกิน!”
ปฏิเสธเสียงแข็ง ทำให้ลูกยิ่งดื้อ |
“แม่เข้าใจว่าหนูเหนื่อย งั้นเราไปพักกันดีไหม”
แสดงความเข้าใจและชวนไปทำสิ่งที่ช่วยให้สงบ |
“พอแล้ว หยุดร้อง!”
คำพูดตัดบท ไม่ช่วยให้ลูกสงบ |
“หนูอยากใส่เสื้อสีแดง หรือสีเหลืองดีคะ?”
ให้ตัวเลือก ลูกจะรู้สึกว่าควบคุมได้ |
“ต้องใส่ตัวนี้เท่านั้น!”
ใช้คำพูดบังคับ ลูกมักตอบโต้ด้วยการอาละวาด |
“แม่อยู่ตรงนี้นะ หนูจะปลอดภัย”
ให้ความมั่นใจว่าลูกไม่ถูกทิ้ง |
“จะร้องอะไรนักหนา!”
ประชดหรือบ่น ทำให้ลูกยิ่งไม่ถูกเข้าใจ |
ลูกอาละวาด ไม่ใช่เพราะเขานิสัยไม่ดี แต่เพราะเขายังไม่รู้วิธีบอกสิ่งที่ต้องการ พ่อแม่คือครูคนแรกที่จะสอนให้เขารู้จักพูด แทนการกรีดร้อง หรืออาละวาด ลองทำตามเทคนิคที่แนะนำข้างต้น สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้ลูกหยุดอาละวาด แต่ยังทำให้เขาเรียนรู้การจัดการอารมณ์ไปตลอดชีวิตอีกด้วยค่ะ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
ลูกดื้อมาก ไม่เชื่อฟัง ทำไงดี? เทคนิคปรับพฤติกรรมเด็กดื้อ อย่างเหมาะสม
10 วิธีเด็ดรับมือ วัยต่อต้าน ปราบลูกดื้อด้วยความเข้าใจ
20 กิจกรรมพัฒนาสมองลูกน้อย ปลดล็อคพลังสมองลูกวัยเตาะแตะ
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!