ลูกทำอะไรช้าไปหมด เป็นคำบ่นที่ได้ยินบ่อย จากพ่อแม่ที่ต้องเร่งรีบในทุกเช้า กินข้าวก็ช้า ใส่รองเท้าก็ช้า แต่งตัวก็ช้า บางทีพอเรียกให้รีบก็ยังเฉย แถมพอพูดบ่อยเข้า พ่อแม่ก็เริ่มหงุดหงิด และเผลอพูดคำแรง ๆ เช่น “ทำไมช้าจัง” หรือ “รีบหน่อยสิ” โดยไม่รู้ตัว
แต่เคยคิดไหมว่า ลูกช้าจริง ๆ หรือพ่อแม่เร่งเกินไป? บทความนี้จะชวนพ่อแม่มาปรับมุมมองใหม่ว่า “ความช้า” ของลูกคือปัญหา หรือเป็นเพียง “จังหวะการเติบโตของเด็ก” ที่แตกต่างกัน พร้อมทั้งแชร์วิธีช่วยลูกจัดการตัวเอง อย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ต้องกดดัน

“ความช้า” ในมุมของเด็ก คืออะไร?
สิ่งที่พ่อแม่มองว่า “ช้า” อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่เด็กกำลังทำ เด็กเล็กหลายคนไม่ได้ “ช้า” เพราะขี้เกียจ แต่เพราะเขา ยังอยู่ในช่วงเรียนรู้ และ “กำลังใช้เวลาทำความเข้าใจโลก”
- เด็กบางคนช้าตอนกินข้าว เพราะเขา เพลินกับการสำรวจอาหาร ใช้มือหยิบ ใช้ช้อนตัก ลองชิมทีละนิด
- เด็กบางคนช้าตอนแต่งตัว เพราะกำลัง “ลองเอง” เพื่อเรียนรู้วิธีใส่เสื้อ กางเกง รองเท้า
- เด็กบางคนช้าตอนทำกิจกรรม เพราะ โฟกัสกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ
พัฒนาการเด็ก ไม่ได้เป็นเส้นตรงเหมือนกันทุกคน เด็กแต่ละคนมี จังหวะการเรียนรู้ (learning pace) ของตัวเอง การทำอะไร “ช้า” บางครั้ง คือ สัญญาณว่าเขากำลัง “เรียนรู้อย่างลึกซึ้ง”

ลูกทำอะไรช้าไปหมด เกิดจากอะไร?
ความช้าของเด็กเล็ก อาจเกิดได้จากหลายปัจจัย และหลายครั้งเป็นเรื่องปกติ ที่ไม่ต้องกังวลจนเกินไป
1. บุคลิกภาพและนิสัยส่วนตัว
เด็กบางคนเป็น “เด็กใจเย็น” หรือมีบุคลิกแบบ Observer คือชอบสังเกต เรียนรู้ก่อนลงมือทำจริง ทำให้ดู “ช้า” กว่าเด็กที่กระตือรือร้น
2. พัฒนาการสมองและร่างกาย
เด็กบางคนยังพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก และกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ได้ไม่เต็มที่ การทำกิจกรรมบางอย่าง เช่น การใส่เสื้อ ติดกระดุม ผูกเชือกรองเท้า จึงใช้เวลามากขึ้น
3. การเรียนรู้ และโฟกัสกับรายละเอียด
บางครั้งเด็กทำช้า เพราะเขากำลัง “เก็บข้อมูล” เช่น เวลาวาดรูป เขาใช้เวลานาน เพราะใส่สีทีละเส้น ลงรายละเอียด มากกว่าที่พ่อแม่คิด
4. สิ่งแวดล้อม และบรรยากาศในบ้าน
ถ้าบ้านเร่งรีบ เด็กมักจะรู้สึกกดดัน และทำช้า เพราะเครียด หรือกลัวผิด แต่ถ้าที่บ้านให้เวลา เด็กจะกล้าลองเองมากขึ้น
5. ปัญหาพัฒนาการบางด้าน
ในบางกรณี ความช้าอาจบ่งบอกถึง พัฒนาการล่าช้า เช่น ไม่พูดเลย ไม่สบตา ไม่ตอบสนองสิ่งรอบตัว หากพบลักษณะเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์

“ความช้า” แบบไหนที่ควรสบายใจ และแบบไหนควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
1. ความช้าที่ถือเป็นเรื่องปกติ
- กินข้าวนาน เพราะเคี้ยวช้า
- ใส่รองเท้าช้า เพราะลองใส่เอง
- วาดรูป หรือต่อเลโก้นาน เพราะใส่ใจรายละเอียด
2. ความช้าที่ควรสังเกตอาการ
- ไม่พูดเลย เมื่อถึงวัยที่ควรเริ่มพูด
- ไม่สบตา หรือไม่ตอบสนองเสียงเรียก
- ไม่พยายามเดิน หรือไม่ลุกขึ้นยืน ในวัยที่ควรเริ่มเดิน
การสังเกตตรงนี้ช่วยให้พ่อแม่ “ไม่เหมารวม” ว่าความช้าทุกอย่าง คือ ปัญหา
ปัญหาของพ่อแม่ ทำไมเราทนความช้าของลูกไม่ได้?
บางครั้งความเครียดของพ่อแม่ เกิดจาก “ความคาดหวัง” และ “สภาพแวดล้อม” มากกว่าตัวเด็กเอง
- พ่อแม่อยากให้ลูกทำอะไรเร็ว ๆ เพื่อ “ทันเพื่อน”
- บ้านที่ต้องเร่งรีบทุกเช้า พ่อแม่ต้องไปทำงาน ลูกต้องไปโรงเรียน เลยเกิดการ “เร่งลูก”
- แรงกดดันจากสังคม เช่น คำถามว่า “ลูกยังทำไม่ได้อีกเหรอ?”
ผลคือ เด็กถูกเร่งจน เครียด ขาดความมั่นใจ และอาจกลายเป็นเด็กที่ “ไม่อยากลองทำเอง” เพราะกลัวโดนตำหนิ
ปรับมุมมองใหม่ – ความช้าไม่ใช่ปัญหา แต่เป็น “พื้นที่เรียนรู้”
เด็กที่ทำอะไรช้า ไม่ได้หมายความว่าเขา “ไม่เก่ง” หรือ “ด้อยกว่าเพื่อน” บางครั้งความช้าคือ พื้นที่เรียนรู้ ที่มีคุณค่า
- เด็กที่ทำสิ่งต่าง ๆ ช้า อาจกำลังทำความเข้าใจ ที่ลึกซึ้งกว่า: งานวิจัยด้าน “Deep Learning” ชี้ว่า เด็กที่ทำสิ่งต่าง ๆ ช้า อาจมีการประมวลผลเชิงลึก (deep processing) ทำให้เข้าใจสิ่งนั้นจริง ๆ ไม่ใช่แค่ทำให้ผ่าน ๆ ไป
- การเคารพจังหวะของลูก = การสร้าง self-esteem: เมื่อพ่อแม่ยอมให้ลูกใช้เวลา เด็กจะรู้สึกว่า “ตัวเองมีคุณค่า” และ “พยายามทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองได้ โดยไม่กลัวผิด”

วิธีช่วยให้ลูก “เร็วขึ้น” อย่างเข้าใจ ไม่กดดัน
1. สร้างกิจวัตรที่ชัดเจน
เด็กจะทำอะไรเร็วขึ้น เมื่อรู้ว่าต้องทำอะไรต่อ เช่น ทำตารางรูปภาพ “ตื่น–แปรงฟัน–แต่งตัว–กินข้าว”
2. แบ่งงานใหญ่ให้เล็กลง
อย่าพูดว่า “ไปแต่งตัว” แต่บอกทีละขั้น “ใส่เสื้อก่อน แล้วใส่กางเกง” เด็กจะจัดการง่ายขึ้น
3. ให้เวลา และพื้นที่
ให้ลูกลองเอง แม้จะช้า พ่อแม่แค่ดูห่าง ๆ คอยช่วยเมื่อจำเป็น
4. ใช้เกม หรือเพลง ช่วยกระตุ้น
เล่นเกมจับเวลา “ดูสิว่าใครแต่งตัวทันเพลงนี้” เด็กจะสนุก และทำสิ่งต่าง ๆ เร็วขึ้น โดยไม่รู้ตัว
5. ให้คำชม เมื่อทำสำเร็จ
Positive reinforcement คือสิ่งสำคัญ เช่น “หนูพยายามใส่รองเท้าเองได้แล้ว เก่งมาก”
วิธีเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างมั่นใจ แม้จะทำอะไรช้ากว่าเพื่อน
- เลิกเปรียบเทียบ กับเด็กคนอื่น เพราะการเปรียบเทียบ ทำลายความมั่นใจของลูก
- พูดเชิงบวกกับลูกเสมอ เช่น “หนูทำได้ดีแล้ว ลองอีกทีนะ”
- ใช้ความช้าเป็นโอกาสสอน เช่น สอนการแก้ปัญหา การอดทน การคิดวิเคราะห์
- พ่อแม่ควรฝึกความอดทน การยอมรอ จะช่วยสร้างบรรยากาศอบอุ่น เด็กจะมั่นใจ และพัฒนาเร็วขึ้นในที่สุด
“ลูกทำอะไรช้าไปหมด” อาจไม่ใช่เรื่องแย่ ถ้าเราปรับมุมมองได้ สุดท้ายแล้ว สิ่งที่พ่อแม่ต้องเข้าใจคือ การที่ลูกทำอะไรช้า ไม่ได้แปลว่าเขามีปัญหาเสมอไป แต่เป็นเพียง จังหวะของลูก ที่อาจต่างจากคนอื่น การเลี้ยงลูก ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครเร็วกว่า แต่คือการช่วยให้ลูกเติบโต “ในแบบของเขา” เมื่อพ่อแม่ หยุดเร่ง หยุดเปรียบเทียบ หยุดตำหนิ แล้วหันมา ให้เวลา สนับสนุน และเข้าใจ เด็กที่ทำอะไรช้าในวันนี้ อาจกลายเป็นเด็กที่ “คิดอย่างถี่ถ้วน ทำงานอย่างละเอียด และมั่นใจในตัวเอง” ได้ในวันหน้า
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
ปัจจัยในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย บ้าน VS คอนโด แบบไหนดีต่อพัฒนาการเด็ก
ปล่อยลูกอยู่กับทีวีและมือถือ แม่แชร์อุทาหรณ์! 3 ขวบยังพูดไม่ได้ พัฒนาการช้าไป 2 ปี
เลี้ยงลูกให้เห็นคุณค่าในแบบของตัวเอง ไม่ต้องเรียนเก่งก็ประสบความสำเร็จได้!
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!