ใครที่เป็นแม่ คงเข้าใจความรู้สึกนี้ดี เมื่อวันก่อนยังอุ้มลูกตัวจิ๋วอยู่ในอ้อมแขนอยู่เลย แต่วันนี้เขากลับลุกขึ้นเดิน เรียก “แม่!” ได้เสียงใส หรือเริ่มอยากทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ความรู้สึก ลูกโตเร็วจนแม่ใจหาย มักมาโดยไม่ทันตั้งตัว บางทีก็แอบยิ้มภูมิใจ แต่บางครั้งก็มีน้ำตาคลอ เพราะใจยังไม่พร้อมปล่อยให้เจ้าตัวเล็กก้าวไปอีกขั้น ความรู้สึกนี้เป็นเรื่องปกติของพ่อแม่ทุกคนค่ะ เพราะการที่ลูกโตขึ้น หมายถึงว่าเวลาที่เคยใช้ดูแลทุกเรื่อง จะค่อย ๆ น้อยลง เหมือนบทบาทของแม่เปลี่ยนจาก “คนทำให้ทุกอย่าง” เป็น “คนที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ” ซึ่งหลายคนอาจสับสนว่า จะรับมือยังไงดี ทั้งในมุมของการดูแลลูก ให้เหมาะสมกับวัยที่เปลี่ยนไป และการดูแลหัวใจของตัวเอง ให้พร้อมเติบโตไปพร้อมกับเขา
เข้าใจคำว่า ‘พัฒนาการก้าวกระโดด’ ของลูกคืออะไร?
ช่วงวัยเด็ก เป็นช่วงที่เต็มไปด้วย “จังหวะก้าวกระโดด” ของพัฒนาการ ไม่ได้ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละนิด แต่บางครั้งมาแบบรวดเดียว จนแม่ตั้งตัวไม่ทัน เช่น วันก่อนยังพูดแค่คำเดี่ยว ๆ อยู่ดี ๆ กลับพูดประโยคยาวได้ หรือวันหนึ่งลูกเริ่มใส่รองเท้าเองได้ โดยไม่ต้องให้แม่ช่วย
พัฒนาการก้าวกระโดด (Developmental Leap) คือ ช่วงเวลาที่สมอง และร่างกายของเด็ก มีการเชื่อมโยงกันอย่างรวดเร็ว ทำให้ทักษะใหม่ ๆ ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเกิดในหลายด้าน เช่น
- ด้านร่างกาย (Physical Development) – เช่น อยู่ ๆ ปีนขึ้นเก้าอี้ได้ เดินคล่อง หรือขี่จักรยานได้
- ด้านภาษา (Language Development) – คำพูดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก “แม่” “ไป” “กิน” กลายเป็นประโยคเต็ม “แม่ หนูไปกินข้าวนะ”
- ด้านอารมณ์และสังคม (Emotional & Social Development) – เริ่มเข้าใจความรู้สึกตัวเอง บอกได้ว่า “หนูโกรธนะ” หรือเริ่มอยากเล่นกับเพื่อนมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้ คือ สัญญาณที่ดีมาก แต่ก็มักมากับความท้าทาย เช่น ลูกอาจงอแงง่ายขึ้น ในช่วงปรับตัว หรืออยากทำอะไรเองหมด จนแม่รู้สึกเหนื่อยกว่าเดิม

ทำไมแม่ถึงรู้สึก ‘ลูกโตเร็วจนใจหาย’?
แม่หลายคนบอกเหมือนกันว่า ความรู้สึกนี้มัน “บอกไม่ถูก” ทั้งสุขและเศร้าในเวลาเดียวกัน แต่ถ้าแยกให้ชัด จะเห็นได้ว่าเกิดจากหลายสาเหตุ
1. ความผูกพันที่ทำให้ยากจะปล่อยมือ
ตั้งแต่วันที่ลูกลืมตาดูโลก แม่คือทุกอย่างให้เขา พอวันหนึ่งเขาเริ่มทำได้เอง มันเหมือนสัญญาณบอกว่า “เขาไม่ต้องการเรามากเท่าเดิมแล้ว” ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่าเขาไม่ต้องการแม่ แต่แค่เปลี่ยนรูปแบบเท่านั้น
2. ความทรงจำที่ผ่านไปไวเกินไป
ตอนที่ลูกยังตัวเล็ก เรามักบ่นว่าเหนื่อย อยากให้เขาโตไว ๆ แต่พอเขาโตจริง ๆ ใจก็เผลอคิดว่า “มันเร็วไปหรือเปล่า” เพราะภาพลูกตัวจิ๋วยังอยู่ในหัวเสมอ
3. แรงกดดันจากสังคมและความคาดหวัง
บางครั้งเรามองว่า “คนอื่นเลี้ยงลูกยังไง ลูกเขาทำอะไรได้แล้ว” จนเผลอเร่งลูก หรือรู้สึกว่าลูกโตเกินไป ไม่เหมือนภาพในใจ
สรุปคือ ความรู้สึก “ลูกโตเร็วจนแม่ใจหาย” เป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งสำคัญ คือ การเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันอย่างเข้าใจ ไม่ใช่กดทับความรู้สึกนั้นไว้
วิธีรับมือกับพัฒนาการก้าวกระโดดของลูก
ถ้าลูกโตเร็วมาก จนแม่ตั้งตัวไม่ทัน ลองใช้วิธีเหล่านี้ เพื่อสนับสนุนเขาในทางที่ดี
1. สังเกตพฤติกรรม และให้กำลังใจ
เด็กที่เริ่มทำอะไรใหม่ ๆ ได้ อาจภูมิใจ แต่บางครั้งก็สับสน เช่น อยากใส่เสื้อเอง แต่ใส่ไม่สำเร็จจนร้องไห้ แม่ควรสังเกต และพูดให้กำลังใจ เช่น
“หนูทำเก่งแล้ว ลองใหม่อีกครั้งนะ แม่ช่วยดูอยู่” สิ่งนี้ทำให้ลูกมั่นใจว่าเขา “ลองผิดลองถูกได้”
2. จัดบ้านและกิจกรรม ให้เหมาะกับวัยที่เปลี่ยนไป
ถ้าลูกเริ่มชอบเล่นบทบาทสมมติ อาจเพิ่มของเล่นอย่าง ชุดหมอ ชุดเชฟ หนังสือภาพ หรือถ้าลูกเริ่มปีนป่ายเก่ง ก็ควรปรับมุมบ้านให้ปลอดภัย ทำความสะอาดบ้านให้ปลอดฝุ่น สาเหตุของผดผื่น และภูมิแพ้ที่อาจสกัดกั้นพัฒนาการของลูก
3. สนับสนุนการเรียนรู้โดยไม่เร่งรัด
อย่าบังคับให้ลูกข้ามขั้น เช่น พูดไม่ชัด ก็ต้องเรียนพิเศษพูด ให้เขามีจังหวะเรียนรู้เอง เช่น เล่นเกมเล่านิทาน, ฟังเพลง, อ่านหนังสือกับแม่
4. ตั้งกติกาใหม่อย่างเข้าใจ
เมื่อเด็กทำอะไรเองได้มากขึ้น เขาต้องรู้กฎพื้นฐาน เช่น ก่อนออกไปเล่น ต้องเก็บของเล่นก่อน ซึ่งช่วยให้เขามีระเบียบ และเข้าใจขอบเขต
5. พูดคุยกับคุณครู/ผู้ดูแล
ถ้าลูกไปโรงเรียนแล้ว การสื่อสารกับครูสำคัญมาก เพราะครูจะเห็นพัฒนาการในมุมที่แม่ไม่เห็น ทำให้แม่เข้าใจ และสนับสนุนลูกได้ถูกทาง

วิธีรับมือความรู้สึกของตัวแม่เอง
ความรู้สึกว่างเปล่า เหงา หรือใจหาย เมื่อเห็นลูกโตขึ้น เป็นเรื่องที่ธรรมดามาก แต่หลายคนไม่เคยเตรียมใจมาก่อน พอเจอจริง ๆ จึงรู้สึกเหมือน “บทบาทของแม่ค่อย ๆ เปลี่ยนไป” และแอบถามตัวเองในใจว่า “แล้วฉันล่ะ…ยังสำคัญอยู่ไหม?” จริง ๆ แล้วความรู้สึกนี้ ไม่ใช่ความอ่อนแอของแม่ แต่เป็นสัญญาณว่าแม่กำลัง “ปรับตัว” ต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การดูแลหัวใจตัวเองในช่วงนี้สำคัญพอ ๆ กับการดูแลลูกเลยค่ะ
1. ยอมรับความเปลี่ยนแปลง
หลายครั้งความเจ็บปวดของแม่ มาจากการ “ต่อต้านความจริง” เช่น ใจลึก ๆ อยากให้ลูกยังเล็ก อยากให้ยังเรียกหาแม่ทุกนาที แต่ในความจริงลูกกำลังโตขึ้น และจะทำอะไรเองได้มากขึ้น ลองพูดกับตัวเองว่า “ลูกจะไม่กลับไปเล็กอีกแล้ว และมันก็โอเค” หรือ “เขากำลังโต และฉันก็ต้องโตไปพร้อมกับเขา” เพราะถ้าแม่ยังเผลอยึดติดกับภาพ “ลูกตัวเล็กที่ต้องอุ้ม” จะทำให้รู้สึกโกรธ เสียใจ หรือหงุดหงิด เวลาที่ลูกไม่ต้องการให้ช่วยแล้ว แต่เมื่อเรายอมรับว่า “ทุกวัยมีเสน่ห์ของมัน” ความรู้สึกเหล่านั้นจะค่อย ๆ เบาลง
ตัวอย่างสถานการณ์:
วันหนึ่งลูกพูดว่า “แม่ไม่ต้องป้อนแล้ว หนูกินเองได้”
- ถ้าแม่ยังไม่ยอมรับ อาจจะพูดว่า “ไม่เอา แม่อยากป้อน” จนลูกทำหน้าเบื่อ และผลักช้อนทิ้ง
- แต่ถ้าแม่ยอมรับ แม่จะยิ้มแล้วบอกว่า “ได้เลย งั้นหนูลองดูนะ” ผลลัพธ์คือ ทั้งลูกได้เรียนรู้ และแม่เองก็ภูมิใจ ที่ได้เห็นความพยายามของลูก
2. เก็บความทรงจำไว้ในแบบที่ทำให้ยิ้มได้
หนึ่งในเหตุผลที่แม่ใจหายคือ “กลัวลืมความน่ารักของวันที่ผ่านมา” พอเจอเสื้อผ้าที่ลูกใส่ไม่ได้แล้ว หรือของเล่นที่ไม่สนใจแล้ว ใจก็จี๊ดขึ้นมา วิธีที่จะช่วยให้หัวใจแม่เบาขึ้น คือการสร้าง “มุมเก็บความทรงจำ” ที่ทำให้ยิ้มทุกครั้งที่เห็น
- ทำอัลบั้มภาพ – ไม่ต้องถ่ายทุกวัน แต่เลือกวันที่พิเศษ เช่น วันแรกที่ใส่รองเท้าเอง, วันแรกที่ไปโรงเรียน
- เขียนไดอารี่สั้น ๆ – จดแค่ 1–2 ประโยค เช่น “วันนี้ลูกพูดว่า ‘รักแม่นะ’ โดยไม่ต้องบอกให้พูด”
- ทำ Memory Box – เก็บของชิ้นพิเศษ เช่น ชุดแรกที่ใส่ไปโรงเรียน, ถ้วยแก้วใบแรกที่ลูกเลือกเอง
ผลลัพธ์: พอเปิดดูวันไหน ก็จะยิ้มได้วันนั้น เพราะแม่จะเห็นว่า “เรามาไกลแค่ไหนแล้ว” และแทนที่จะเศร้าว่า ลูกไม่เล็กแล้ว จะกลับภูมิใจว่า “เราผ่านทุกช่วงเวลาด้วยกันมาได้”
3. ดูแลใจตัวเองเมื่อรู้สึกว่างเปล่า
สิ่งที่แม่ ๆ ไม่พูดออกมา คือเวลาลูกทำอะไรเองได้มากขึ้น แม่จะมี “เวลาว่าง” ที่เคยไม่เคยมีมาก่อน และความว่างนี้ทำให้ใจรู้สึกแปลก เช่น
- เดิมทีตอนเช้าต้องป้อนข้าว ตอนนี้ลูกตักเอง → มีเวลา แต่กลับนั่งเฉยแล้วใจหวิว
- เดิมทีลูกเรียกให้แม่เล่นด้วยทุกวัน ตอนนี้เขามีเพื่อนเล่น → แม่แอบเหงา
สิ่งที่แม่ควรทำ: เปลี่ยนเวลาว่างนั้น ให้เป็นพลังบวก
- หางานอดิเรกที่เคยอยากทำ เช่น วาดรูป ทำขนม ปลูกต้นไม้
- ดูแลสุขภาพตัวเอง เช่น ออกกำลังกาย เล่นโยคะ วิ่งเบา ๆ
- เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เช่น คอร์สออนไลน์ ทำอาหารที่ไม่เคยลอง
แม่ที่ดูแลใจตัวเอง จะเป็น “แม่ที่มีพลังบวก” และเมื่อแม่มีความสุข ลูกก็จะซึมซับพลังนั้นไปด้วย
4. พูดคุยกับเพื่อนแม่หรือครอบครัว
หลายครั้งสิ่งที่ทำให้หนักใจ คือการเก็บทุกอย่างไว้คนเดียว แม่อาจจะไม่พูดออกมา แต่คิดในใจว่า “ทำไมฉันใจหายจัง ฉันคิดแบบนี้แปลกไหม?” ไม่แปลกเลยค่ะ และไม่ควรปล่อยให้ความรู้สึกนั้นไว้นาน ๆ
สิ่งที่ช่วยได้:
- คุยกับเพื่อน ที่ลูกวัยใกล้กัน → คุณจะได้ฟังว่า “เราไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกแบบนี้”
- เล่าให้คนในครอบครัวฟัง เช่น สามี คุณยาย พี่สาว → บางครั้งคำว่า “ฉันเข้าใจนะ” จากคนใกล้ตัว ช่วยให้ใจเบาลงมาก
5. ปล่อยให้ลูกมีพื้นที่ของเขา แม่ก็มีพื้นที่ของแม่
หลายคนกลัวคำว่า “ปล่อย” ค่ะ แต่จริง ๆ แล้วการปล่อยให้ลูกมีพื้นที่ของตัวเอง ไม่ใช่การห่างเหิน หรือทอดทิ้ง แต่คือการให้เขาเติบโตในแบบของเขา
ตัวอย่างการปล่อยอย่างอบอุ่น:
- ถ้าลูกอยากเล่นกับเพื่อน → ให้เวลาเขาไปเล่น แต่คอยอยู่ใกล้ ๆ เผื่อเขามองหาแม่
- ถ้าลูกอยากใส่เสื้อเอง → ให้ลองใส่ แม้จะใส่กลับด้านบ้าง แต่ก็ให้โอกาสเขาแก้ไขเอง
ในขณะเดียวกัน แม่ก็ควรมี “พื้นที่ของแม่” เช่น มุมอ่านหนังสือ มุมทำอาหาร มุมพักใจของตัวเอง เพราะแม่ที่มีชีวิตของตัวเอง จะไม่รู้สึกว่า “ชีวิตหมดไปกับการเลี้ยงลูก” และจะอยู่ข้างลูกได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่แค่ทำเพราะหน้าที่

5 บทเรียนที่แม่จะได้เรียนรู้จากการเห็นลูกโต
- ความอดทน – เพราะต้องดูแลลูก ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ที่บางทีก็เหนื่อย
- การปรับตัว – จากแม่ที่ทำทุกอย่าง ต้องเปลี่ยนมาเป็น “คนที่ดูอยู่ข้าง ๆ”
- การเห็นคุณค่าของปัจจุบัน – เรียนรู้ที่จะไม่พลาดช่วงเวลาสำคัญในแต่ละวัย
- การปล่อยวาง และเชื่อใจลูก – ให้เขาลองเอง ทำเอง แม้จะพลาดบ้างก็ไม่เป็นไร
- การดูแลใจตัวเอง – เพราะแม่ก็ต้องมีความสุข ไม่ใช่แค่ทุ่มทุกอย่างให้ลูก
ทุกครั้งที่แม่เห็น ลูกโตเร็วจนแม่ใจหาย นั่นคือสัญญาณว่า เรากำลังเข้าสู่ช่วงใหม่ของชีวิตไปด้วยกัน บางครั้งหัวใจอาจเต้นแรง เพราะคิดถึงวันเก่า ๆ แต่การเติบโตของลูก คือ เรื่องสวยงามที่เราควรชื่นชม จงอยู่ตรงนี้กับลูก รับมือพัฒนาการของเขาด้วยความเข้าใจ และดูแลหัวใจของตัวเอง ให้พร้อมเดินเคียงข้างเขาเสมอ เพราะในทุกช่วงวัย ลูกอาจเปลี่ยนไป แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยน คือ “คุณค่าของแม่ในหัวใจลูก” ค่ะ
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
5 วิธี เลี้ยงลูกให้มีความเห็นอกเห็นใจ งดงามจากภายใน อยู่ที่ไหนใครๆ ก็รัก
12 วิธี เลี้ยงลูกให้คิดเป็น ในยุคที่ AI ตอบทุกอย่างให้หมด
เลี้ยงลูกเอง VS ฝากปู่ย่าตายายเลี้ยง แบบไหนดีกว่ากัน?
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!