ในยุคที่เด็กถูกเปรียบเทียบตั้งแต่เกิด ทั้งคะแนนสอบ รูปร่าง หน้าตา ไปจนถึงความสามารถพิเศษ หลายครอบครัวเผลอคิดว่า “ลูกต้องเก่งที่สุด” ถึงจะไปได้ไกล จนบางครั้งลืมไปว่า สิ่งสำคัญไม่ใช่การที่ลูกต้องทำทุกอย่างได้ดี แต่คือการ สอนลูกให้รู้จักศักยภาพตัวเอง เพื่อให้เขารู้ว่าตัวเองถนัดอะไร สนใจอะไร และมีคุณค่าในแบบของตัวเอง เพราะความจริงแล้ว เด็กที่รู้จักศักยภาพตัวเองตั้งแต่เล็ก จะเติบโตด้วยความมั่นใจ ไม่ต้องแบกความกดดันว่า “ต้องชนะทุกคน” และที่สำคัญ เขาจะกล้าลองสิ่งใหม่ ๆ โดยไม่กลัวผิดพลาด

ศักยภาพคืออะไร? เข้าใจง่าย ๆ
คำว่า “ศักยภาพ” อาจฟังดูใหญ่โต แต่จริง ๆ แล้วหมายถึง ความสามารถที่ซ่อนอยู่ในตัวลูก ซึ่งอาจยังไม่ถูกค้นพบ หรือยังไม่พัฒนาเต็มที่ ไม่ใช่แค่พรสวรรค์ที่เห็นได้ชัด เช่น เล่นดนตรีเก่ง วาดรูปเก่งเท่านั้น แต่รวมถึงนิสัย จุดเด่น และวิธีคิดเฉพาะตัว เช่น เป็นคนมีน้ำใจ ใจเย็น หรือแก้ปัญหาเก่ง
ศักยภาพ ต่างกับความถนัด และความสนใจอย่างไร ?
- ศักยภาพ = สิ่งที่ลูกทำได้ดี และสามารถพัฒนาไปได้ไกล
- ความถนัด = สิ่งที่ลูกทำได้ง่ายกว่าคนอื่น เช่น จับพู่กัน แล้ววาดได้ดี
- ความสนใจ = สิ่งที่ลูกชอบ เช่น ชอบดูเครื่องบิน แต่ไม่ได้แปลว่าจะถนัดด้านการบินเสมอไป
เมื่อพ่อแม่เข้าใจความแตกต่างนี้ จะช่วยให้เรามองลูกกว้างขึ้น และไม่รีบสรุปว่า “ลูกไม่มีพรสวรรค์” เพียงเพราะเขายังไม่แสดงออกมา
ทำไมเด็กควรเรียนรู้ศักยภาพตัวเองตั้งแต่เล็ก
มีงานวิจัยด้านจิตวิทยาเด็กหลายชิ้น พบว่า เด็กที่รู้ว่าตัวเองทำอะไรได้ดี และรู้ว่าตัวเองไม่ถนัดอะไร จะมีความมั่นใจ และสุขภาพจิตที่ดีกว่า เพราะเขาไม่ต้องเปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดเวลา เด็กที่รู้จักศักยภาพตัวเอง จะกล้าลองสิ่งใหม่ และรู้ว่าแม้จะล้มก็ลุกได้ รวมไปถึง เขาจะมี self-esteem (ความภาคภูมิใจในตัวเอง) ที่สูงขึ้น และที่สำคัญ พ่อแม่จะเห็นว่าลูก “แฮปปี้” มากกว่าเด็กที่ถูกบังคับ ให้ทำสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง

วิธีค้นหาศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของลูก
ก่อนจะ สอนลูกให้รู้จักศักยภาพตัวเอง พ่อแม่ต้อง “ค้นหา” ให้เจอก่อนว่า ลูกมีศักยภาพอะไร ที่ซ่อนอยู่บ้าง ซึ่งบางครั้งมันอาจซ่อนอยู่ในกิจกรรมเล็ก ๆ ที่เราไม่ทันสังเกต
1. สังเกตพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
เด็กแต่ละคน มีวิธีเล่น และใช้เวลาต่างกัน ลองดูว่าเวลาเล่นคนเดียว ลูกทำอะไรนานที่สุด มีสมาธิที่สุด เช่น นั่งต่อเลโก้ได้เป็นชั่วโมง หรือชอบแต่งเรื่องให้ตุ๊กตา
2. ลองให้ทำหลายกิจกรรม
เปิดโอกาสให้ลองทั้งกีฬา ศิลปะ ดนตรี งานคราฟต์ หรือแม้แต่ทำอาหารเล็ก ๆ น้อย ๆ แล้วดูว่า อะไรที่ลูกอินที่สุด
3. ฟังคำพูดลูก
บางครั้งลูกพูดชัดเลยว่า “หนูชอบวาดรูป” หรือ “หนูอยากเต้น” แต่พ่อแม่มักจะมองข้าม เพราะคิดว่าเป็นความสนใจชั่วคราว
4. คุยกับครู หรือคนรอบตัว
ครู หรือผู้ดูแลเด็ก อาจเห็นมุมที่พ่อแม่ไม่เห็น เช่น ลูกใจเย็น เวลาแก้ปัญหา หรือมีทักษะการช่วยเหลือเพื่อน
5. อย่ารีบด่วนสรุป
เด็กบางคน ต้องใช้เวลานาน กว่าศักยภาพจะชัดเจน อย่าตัดสินจากกิจกรรมครั้งเดียว แล้วสรุปว่า “ลูกไม่ถนัดแน่นอน”

8 วิธี สอนลูกให้รู้จักศักยภาพตัวเอง
1. ชื่นชมสิ่งเล็ก ๆ ที่ลูกทำได้ดี
- อย่ารอให้ลูกชนะรางวัลก่อนถึงจะชม
- คำชม ควรโฟกัสที่ “ความพยายาม” มากกว่าผลลัพธ์ เช่น “แม่เห็นนะ ว่าหนูตั้งใจระบายสีให้เสร็จ”
- วิธีนี้ช่วยสร้าง Growth Mindset ให้ลูกเรียนรู้ว่า ความพยายามสำคัญกว่าความสมบูรณ์แบบ
2. เปิดโอกาสให้ลูกลองทำหลายอย่าง
- เด็กยังไม่รู้ว่า ตัวเองถนัดอะไร ถ้าไม่เคยได้ลอง
- ให้ลูกลอง ทั้งสิ่งที่คิดว่า “เหมาะ” และสิ่งที่ดู “ไม่ใช่” เช่น เด็กผู้ชายเรียนบัลเลต์ เด็กผู้หญิงลองเตะบอล
- บางทีสิ่งที่ลูกชอบจริง ๆ อาจอยู่นอกกรอบที่พ่อแม่วางไว้
3. ฟังลูกมากขึ้น พูดน้อยลง
- พ่อแม่หลายคนชอบสั่ง แต่ไม่ค่อยฟัง
- การฟังลูก ทำให้เราเห็นว่า เขารู้สึกอย่างไร ชอบ หรือไม่ชอบอะไร
- ใช้คำถามปลายเปิด เช่น “วันนี้หนูสนุกกับอะไรที่สุด?” แทนที่จะถามแค่ “ทำการบ้านเสร็จหรือยัง?”
4. เลี่ยงการเปรียบเทียบลูกกับคนอื่น
- คำพูดอย่าง “ดูสิ เพื่อนเขาอ่านหนังสือได้แล้ว” อาจทำให้ลูกปิดใจ
- เปลี่ยนเป็นคำพูดเชิงบวก เช่น “หนูกำลังอ่านได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ”
- เด็กที่ไม่ถูกเปรียบเทียบ จะกล้าแสดงตัวตนมากขึ้น
5. ช่วยลูกตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ที่ทำได้จริง
- เป้าหมายใหญ่เกินไป ทำให้เด็กท้อ เช่น “ต้องว่ายน้ำเป็นภายในสัปดาห์นี้”
- ควรตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ เช่น “วันนี้ลองหัดลอยตัวในน้ำ 10 วินาที”
- ทุกครั้งที่ทำได้ จะเกิดความภูมิใจ และรู้ว่าความพยายาม นำไปสู่ความสำเร็จ
6. เล่าเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจ
- เล่านิทาน หรือเรื่องราวคนที่เริ่มจากศูนย์ เช่น นักดนตรีที่เคยเล่นผิดนับครั้งไม่ถ้วน
- ทำให้ลูกเห็นว่า “ความพยายาม และการรู้จักตัวเอง” คือกุญแจ ไม่ใช่การเกิดมาแล้วเก่งเลย
7. สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ให้ลูกล้มแล้วลุกใหม่ได้
- บ้านควรเป็นที่ที่ลูกทำผิดพลาดได้ โดยไม่โดนดุ
- เพราะถ้ากลัวโดนตำหนิ เด็กจะไม่กล้าลองสิ่งใหม่
- พ่อแม่ควรบอกว่า “ไม่เป็นไร ลองใหม่ได้” เพื่อให้ลูกเรียนรู้ว่า ความล้มเหลวไม่ใช่จุดจบ
8. ใช้คำพูดเชิงบวกทุกครั้งที่ลูกพยายาม
- แทนที่จะพูดว่า “เก่งจัง ทำเสร็จแล้ว” ให้พูดว่า “แม่ภูมิใจที่หนูพยายามจนเสร็จ”
- เด็กจะซึมซับว่า การลงมือทำ สำคัญกว่าผลลัพธ์ ที่ต้องออกมาสมบูรณ์แบบ

คำพูดที่พ่อแม่ “ควรใช้” และ “ไม่ควรใช้”
คำพูดที่ควรใช้
- “แม่เห็นนะว่าหนูตั้งใจทำ”
- “ลูกพยายามดีมากเลย”
- “หนูทำได้ดีขึ้นกว่าเมื่อวานอีกนะ”
คำพูดที่ไม่ควรใช้
- “ทำไมไม่เหมือนเพื่อนล่ะ”
- “แค่นี้ก็ทำไม่ได้เหรอ”
- “ลูกต้องทำให้ดีกว่านี้อีกสิ”
ทำไมคำพูดสำคัญ? เพราะเด็กเล็ก ยังเชื่อคำพูดของพ่อแม่แบบ 100% สิ่งที่พ่อแม่พูดซ้ำ ๆ จะกลายเป็น “เสียงในหัว” ของเขาไปตลอดชีวิต
เมื่อพ่อแม่เจอปัญหา และวิธีแก้
แม้พ่อแม่อยากทำดีที่สุด แต่บางครั้งเราก็อาจกดดันลูกโดยไม่รู้ตัว เช่น เผลอผลักดันให้ลูกทำสิ่งที่ “เราชอบ” มากกว่าสิ่งที่ลูกสนใจ หรือคาดหวังสูงเกินไปจนลูกเครียด
วิธีแก้:
- ลอง “ถอยหนึ่งก้าว” เพื่อมองลูกในมุมใหม่
- ยอมรับว่า ลูกอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด แต่เขาก็ยังมีคุณค่าในแบบของเขา
- ปรึกษาครู หรือผู้เชี่ยวชาญ ถ้าสับสนว่าจะสนับสนุนลูกอย่างไรต่อไปดี
การ สอนลูกให้รู้จักศักยภาพตัวเอง ไม่ใช่เรื่องของการเร่งให้ลูกต้องเป็น “อัจฉริยะ” แต่คือการสร้างสภาพแวดล้อมให้ลูกได้ลองผิด ลองถูก ได้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองถนัด และรู้ว่าตัวเองมีคุณค่า ลูกไม่จำเป็นต้องเป็นที่หนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเก่งที่สุดในห้อง แต่ถ้าลูกได้โตมาอย่างมั่นใจ รู้ว่า “ตัวเองถนัดอะไร” และ “ตัวเองมีค่าในแบบไหน” นั่นแหละ คือของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พ่อแม่ให้ได้
บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
พ่อแม่ 10 แบบที่ทำให้ ลูกไม่มีความสุข คุณเป็นแบบนั้นอยู่หรือเปล่า?
พัฒนา ศักยภาพของลูก ได้ง่ายๆ เพียงเข้าใจการจัดเตรียมสิ่งแวดล้อม
มั่นใจเกินร้อย จะถอยยังไง? 5 เคล็ดลับ สอนลูกให้กล้ายอมรับความผิดพลาด
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!