การกอด อาจดูเหมือนการแสดงความรักทั่วไป แต่แท้จริงแล้ว มันมีพลังลึกซึ้งที่สามารถเปลี่ยนพัฒนาการของสมอง สภาวะทางอารมณ์ และความมั่นคงในจิตใจของลูกไปตลอดชีวิต
นักจิตวิทยาเด็กหลายคน รวมถึงงานวิจัยด้านประสาทวิทยา ชี้ให้เห็นว่า “พลังแห่งการกอด” ไม่ได้เป็นแค่เรื่องความรู้สึกดี แต่มีผลจริงจังในระดับสมอง ฮอร์โมน และพฤติกรรม โดยเฉพาะในวัยเด็กที่กำลังสร้างรากฐานชีวิต
พลังแห่งการกอด: 5 เหตุผลที่แม่ควรกอดลูกให้บ่อยกว่าเดิม
1. การกอดคือ “ภาษารัก” ที่ลูกรับรู้ได้ตั้งแต่วันแรก
ดร. แกรี แชปแมน (Dr. Gary Chapman) ผู้เสนอแนวคิด “5 ภาษารัก” ได้กล่าวว่า การสัมผัสทางกาย (Physical Touch) คือภาษารักที่เด็กส่วนใหญ่เข้าใจง่ายและเร็วที่สุด โดยเฉพาะในวัยแรกเกิดที่ยังพูดไม่ได้ และต้องเรียนรู้โลกผ่านประสาทสัมผัส
การกอดจึงเป็นเหมือนการสื่อสารว่า “แม่อยู่ตรงนี้นะ หนูปลอดภัย” ซึ่งจะไปกระตุ้นการหลั่ง ฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ที่ช่วยให้สมองสงบ ลดความเครียด และรู้สึกถึงความผูกพันทางใจ
งานวิจัยจาก Harvard Center on the Developing Child ชี้ว่า เด็กที่ได้รับการสัมผัสจากพ่อแม่เป็นประจำในวัยทารก จะมีพัฒนาการด้านสมองดีกว่าเด็กที่ไม่ได้รับสัมผัสสูงถึง 20%
2. พลังแห่งการกอด ช่วยลดความเครียดทั้งลูกและพ่อแม่
เมื่อเด็กเผชิญความกลัว ความไม่แน่ใจ หรือความเหนื่อยล้า การกอดจากพ่อแม่คือการปลอบโยน ไม่ใช่แค่เพราะรู้สึกดี แต่เพราะการกอดไปกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติให้เข้าสู่โหมดปลอดภัยอย่างแท้จริง
ตาม ทฤษฎี Polyvagal Theory ของ Dr. Stephen Porges เส้นประสาทวากัส (Vagus Nerve) ที่เชื่อมต่อระหว่างสมองกับหัวใจสามารถถูกกระตุ้นด้วย “การสัมผัสที่อบอุ่น” ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลง ความดันลดลง และสมองเข้าสู่โหมดสงบ
นั่นหมายความว่า…กอดไม่ใช่แค่ปลอบลูก แต่กำลังซ่อมสมองที่กำลังว้าวุ่นให้กลับมาเข้าสมดุล
จากการศึกษาของ Touch Research Institute พบว่า การกอดลูกวันละ 5–10 นาที สามารถลดระดับคอร์ติซอล (Cortisol) หรือฮอร์โมนความเครียดในเลือดของเด็กได้อย่างชัดเจนภายใน 1 สัปดาห์

3. การกอด กระตุ้นการเชื่อมโยงของสมอง ส่งเสริม EF (Executive Function)
Executive Function (EF) คือความสามารถของสมองส่วนหน้าในการจัดการตนเอง เช่น มีสมาธิ ยั้งคิด ควบคุมอารมณ์ และวางแผน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของ “การเรียนรู้” และ “ความสำเร็จในชีวิต”
การกอดอย่างสม่ำเสมอจะกระตุ้นการเชื่อมโยงของสมองส่วน Prefrontal Cortex ซึ่งมีบทบาทต่อ EF โดยเฉพาะในช่วงวัย 0–6 ปี ที่สมองกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว
งานวิจัยจาก University of Washington พบว่า เด็กที่ได้รับการสัมผัสเชิงบวกสม่ำเสมอในวัย 2–4 ปี มี EF ดีกว่าในกลุ่มที่ไม่ค่อยได้รับการสัมผัสอย่างมีนัยยะสำคัญ
4. พลังแห่งการกอด ช่วยเยียวยาเด็กที่มีแผลใจ
ในหลายกรณี เด็กที่มีพฤติกรรมต่อต้าน ซึมเศร้า หรือกลัวการเข้าสังคม ล้วนมีสาเหตุมาจากความรู้สึกไม่ปลอดภัยในวัยเด็ก ซึ่งการขาดสัมผัสจากพ่อแม่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กรณีเด็กในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ที่ไม่ได้รับการกอดหรือสัมผัสเลย ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า การเจริญเติบโตล้มเหลว (Failure to Thrive) แม้จะมีอาหารเพียงพอ แต่สมองและอารมณ์กลับไม่พัฒนา
ดร. Tiffany Field แห่ง Touch Research Institute พบว่า การกอดทารกคลอดก่อนกำหนดวันละ 15 นาที ช่วยให้น้ำหนักขึ้นได้เร็วขึ้น 47% และร้องไห้น้อยลงกว่าเดิมอย่างชัดเจน
การกอด เป็นยาใจชนิดหนึ่ง ที่แม้จะไม่มีคำพูด ก็สามารถรักษาแผลลึกในใจเด็กได้
5. กอดช่วยสอนให้ลูกรักและเห็นคุณค่าตัวเอง
เด็กที่ถูกกอดบ่อย จะรักและเห็นคุณค่าตัวเอง การที่พ่อแม่กอดลูกโดยไม่ต้องมีเงื่อนไข เช่น ไม่ใช่เพราะลูกทำดี แต่เพราะลูกมีค่า จะหล่อหลอมให้ลูกรู้จักคำว่า “Self-worth” คือการเห็นคุณค่าของตัวเองจากภายใน ไม่ต้องรอคนอื่นมารับรอง
นักจิตวิทยาเด็กกล่าวว่า เด็กที่เติบโตมาในบ้านที่มีการแสดงออกทางกาย เช่น กอด โอบไหล่ หรือจับมือ มีแนวโน้มที่จะมี Self-Esteem สูง และกล้าแสดงออกมากกว่ากลุ่มอื่น
ลองตั้งกิจวัตรง่าย ๆ ว่า “ต้องกอดลูกวันละ 1 ครั้ง” เช่น กอดตอนลูกตื่นนอน กอดก่อนลูกไปโรงเรียน กอดปลอบตอนร้องไห้ หรือกอดก่อนนอนทุกคืน

เด็กโตแล้ว ยังต้องการ “อ้อมกอด” ไหม?
แน่นอนว่า “ต้องการ” ค่ะ! แม้ลูกจะโตจนเข้าสู่วัยเรียน หรือแม้แต่วัยรุ่น การกอดก็ยังเป็นภาษาบอกรักที่ได้ผลดียิ่ง โดยเฉพาะในช่วงวัยที่เริ่มเครียด มีปัญหากับเพื่อน หรือไม่กล้าเปิดใจพูดกับพ่อแม่
แม้ลูกจะไม่เข้ามากอดเองแบบเด็กเล็ก แต่เราสามารถแสดงออกได้ เช่น กอดไหล่ระหว่างนั่งคุย จับมือเวลาเดินห้าง โอบไหล่เบา ๆ เมื่อลูกเหนื่อย ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างสายใยที่แน่นแฟ้น และลดช่องว่างระหว่างวัยได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ
ถ้าพ่อแม่ไม่ถนัดกอดเลย จะเริ่มต้นอย่างไรดี?
หลายคนโตมาในบ้านที่ไม่กอด และรู้สึกเขิน ไม่กล้าแสดงออกทางกายกับลูก ไม่ต้องกังวลไปค่ะ พฤติกรรมนี้สามารถฝึกได้ โดยเริ่มจาก
- ลูบหัวลูกตอนหลับ
- นั่งใกล้ลูกขณะดูทีวี
- ใช้คำพูดพร้อมสัมผัส เช่น “แม่รักหนูมากนะ” แล้วแตะไหล่เบา ๆ
- กอดแบบเร็ว ๆ แต่แน่น (hug & release) เพื่อให้ตัวเองชินทีละน้อย
พ่อแม่หลายคนบอกว่า พอเริ่มกอดบ่อยขึ้น ก็เริ่มรู้สึกตัวเบา เหมือนกำลังได้รับการเยียวยาไปพร้อมกับลูก หากวันนี้ยังไม่ได้กอดลูก ลองกอดเขาดูสัก 10 วินาที คุณจะรู้เลยว่า พลังแห่งการกอด ไม่ใช่แค่ส่งไปถึงลูก แต่มันสะท้อนกลับมาสู่หัวใจของคุณด้วยเช่นกันค่ะ
บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ
ลูกกลายเป็นเด็กมีปัญหา เพราะโตมาในบ้านที่ไม่มีใคร “กอด” กันเลย
10 ข้อดีเมื่อพ่อช่วยเลี้ยงลูก อุ้ม กอด เล่นซน เติมเต็มพัฒนาการในสไตล์คุณพ่อ
10 เหตุผลที่ทำไมพ่อแม่ควรกอดลูก ความสำคัญของการกอดลูก ยิ่งกอดลูกยิ่งดี
มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!