theAsianparent Logo

Yes Parenting เทรนด์ใหม่ของการเลี้ยงลูก

ด้วยความเชื่อที่ว่า ลูกต้องการอิสรภาพในการตัดสินใจทำอะไรด้วยตนเอง จึงมีพ่อแม่กลุ่มหนึ่งที่หันมาเลี้ยงลูกด้วยแนวทางแบบ Yes Parenting ซึ่งเทรนด์ใหม่ของการเลี้ยงลูกที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในประเทศตะวันตก ว่าแต่แนวทางนี้จะเป็นอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง ฟังทางนี้ค่ะ

เลี้ยงลูกแบบ Yes Parenting

เลี้ยงลูกแบบ Yes Parenting

การได้กินคัสตาร์ดเป็นอาหารมื้อเช้า ได้ใช้สีเทียนวาดเล่นบนผนังกำแพงบ้าน ได้เข้านอนดึก ๆ ดื่น ๆ ฟังดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่เด็กหลายคนใฝ่ฝันแต่เป็นไปไม่ได้ในโลกแห่งความจริง ทว่าสำหรับเด็กกลุ่มหนึ่งที่พ่อแม่เลี้ยงลูกด้วยแนวทางแบบ Yes Parenting เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง แถมพ่อแม่ที่สนใจแนวทางนี้มีแนวโน้มจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

Yes Parents หรือพ่อแม่แบบ “ได้จ้ะลูก” จะอนุญาตให้เด็ก ๆ ได้ทำอะไรก็ได้ตามที่เด็ก ๆ ต้องการ ซึ่งสำหรับพ่อแม่ทั่วไปแล้ว วิธีคิดแบบนี้แค่คิดก็เห็นภาพชีวิตประจำวันที่วุ่นวายยุ่งเหยิง แต่สำหรับพ่อแม่แบบ “ได้จ้ะลูก” ภาพในหัวของพวกเขาแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

บีอา มาร์แชล เป็นคุณแม่ ที่มีอาชีพเป็นที่ปรึกษาทางด้านความคิดสร้างสรรค์และการเลี้ยงลูก และหนึ่งในแกนนำระดับหัวแถวของพ่อแม่ที่สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยแนวทางแบบ Yes Parenting บอกว่า “ฉันตั้งใจที่จะบอกลูกว่า “ได้จ้ะ (Yes)” ไม่ว่าลูกจะร้องขอหรือต้องการทำสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นการกินขนมหวานก่อนอาหารเย็น การวาดรูปเล่นบนกำแพงบ้าน หรือการดูโทรทัศน์หลังเวลาสี่ทุ่ม”

บีอามีลูกชาย 2 คน วัย 9 และ 6 ปี เธออาศัยอยู่ที่เมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ  เธอเป็นผู้เผยแพร่แนวคิดเรื่อง Yes Parenting ในสื่อดัง ๆ อย่าง Daily Mail, Closer รวมไปถึง This Morning เธอเลี้ยงลูกด้วยแนวทางนี้มาเป็นเวลา 6 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้เธอเลี้ยงลูกคนโตแบบเข้มงวดมาก เป็นเวลาถึง 2 ปี ต่างจากปัจจุบันชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

เธอบอกว่า “ฉันสนับสนุนให้ลูกชายทั้งสองตัดสินใจทำอะไรด้วยตัวของพวกเขาเอง ฉันเชื่อว่านี่จะเป็นการสอนให้พวกเขารู้จักการพึ่งพาช่วยเหลือตนเองและ เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองต้องการตั้งแต่เล็ก”

สำหรับพ่อแม่ที่ไม่เห็นด้วยกับการเลี้ยงลูกแบบ Yes Parenting มองว่าการปล่อยให้ลูกเลยเถิดตามใจตัวเองไป เมื่อโตขึ้นก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีทักษะทางสังคม รวมไปถึงไม่รู้จักระเบียบของสังคมด้วย แต่บีอาก็อธิบายประเด็นนี้ว่า ถึงเธอจะเลี้ยงลูกแบบยอมให้คิดตัดสินใจด้วยตนเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ในฐานะผู้ปกครอง จะไม่เคยพูดคำว่า “ไม่”

เธอบอกว่าถ้าอยู่มาวันหนึ่งลูก ๆ ของเธอไม่ยอมไปโรงเรียน เธอก็จะไม่เออออตาม ซึ่งก็อาจเกิดขึ้นได้แต่ไม่บ่อยนัก เธอก็จะบอกให้ลูกรู้ว่า ลูกจำเป็นต้องไปโรงเรียนนะ เธอจะให้ลูกอธิบายเหตุผลว่าทำไมจึงไม่อยากไปโรงเรียน เธอจะเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่า ได้พูดความในใจอย่างเปิดเผย แต่ท้ายที่สุด พวกเขาก็ต้องยอมไปโรงเรียน

สำหรับบีอา และพ่อแม่แบบ Yes Parenting เชื่อเหลือเกินว่า การอนุญาตให้ลูก ๆ ได้มีพื้นที่ส่วนตัวในการทำอะไรด้วยตนเอง และตอบสนองอย่างให้อิสระเสรีกับลูก จะทำให้เมื่อลูกโตขึ้น และบางครั้งพบกับกระแสสังคมในด้านลบ พวกเขาจะมีความมั่งคงในตนเองและสามารถที่จะเลือกทางเดินที่ถูกต้องให้กับตัวเองได้

ในขณะเดียวกันพ่อแม่กลุ่มนี้ก็ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก พวกเขาจะเปิดใจรับฟังเหตุผลของลูกเสมอไม่ว่าจะเป็นเช่นไร