ความสำเร็จของลูกน้อย เริ่มได้ด้วยสองมือแม่

lead image

“เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลย เพราะการมีพื้นฐานที่ดี ย่อมส่งผลดีในอนาคตเช่นกัน เช่นเดียวกับลูกน้อย ที่คุณพ่อคุณแม่มีส่วนช่วยเริ่มสร้างพื้นฐานที่ดีให้กับลูกได้ ด้วยร่างกายและจิตใจที่เหนือกว่า ทั้งพัฒนาการทางสมองและภูมิต้านทานตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต ให้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ควบคู่กับทัศนคติเชิงบวก พร้อมที่จะเผชิญทุกอุปสรรคบนเส้นทางแห่งความสำเร็จ

ร่างกายแข็งแรง สร้างการเรียนรู้ที่มากกว่า

คงจะไม่ดีแน่หากลูกต้องเผชิญกับอาการเจ็บป่วยในช่วงแรกของชีวิต ช่วงที่เขาจะมีพัฒนาการและการเรียนรู้ในทุกๆด้าน การเสริมภูมิต้านทานให้กับลูกน้อย เปรียบเสมือนเสริมเกราะสุขภาพให้กับเขา ให้เขามีร่างกายที่แข็งแรง มีส่วนช่วยสกัดกั้นไม่ให้อุปสรรคเข้ามาแทรกแซงพัฒนาการต่างๆ ของลูกรัก จากงานวิจัยพบว่าการได้รับดีเอชเอ และและพรีไบโอติก ซึ่งเป็นองค์ประกอบของ “ซินไบโอติก” (การทำงานร่วมกันของโพรไบโอติก (จุลินทรีย์สุขภาพ) และพรีไบโอติก (อาหารของจุลินทรีย์สุขภาพ) ) สามารถช่วยให้เด็กอายุราว 1-2 ขวบประมาณ 1 ใน 4 ไม่เจ็บป่วยเป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหารเลยตลอดระยะเวลา 1 ปี

 

สมองสดใส เรียนรู้ได้ไวกว่า

พัฒนาการทางสมองของลูกน้อยก็เกิดขึ้นในช่วงแรกของชีวิตเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงอายุ  0-3 ปี นั่นก็เพราะว่าช่วงอายุดังกล่าวเป็น “ช่วงเวลาทอง” แห่งการพัฒนาสมอง เพราะสมองของเจ้าตัวเล็กจะมีอัตราการเจริญเติบโตมากที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงอายุอื่นๆ ตลอดชีวิต ช่วงนี้จึงเป็นช่วงที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่ศักยภาพสมองของลูกจะพัฒนาได้เต็มที่ หนึ่งในเคล็ดลับพัฒนาสมองคือ DHA ที่ปริมาณ 100 มก. ต่อวัน มีส่วนช่วยให้สมองของลูกน้อยพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ทัศนคติแห่งความสำเร็จ สร้างได้จากภายใน

ความสำเร็จในทุกเรื่องเริ่มจากการวางแผนที่ดี ซึ่งแน่นอนว่าเริ่มต้นจากความคิดที่ดีนั่นเอง ซึ่งความคิดนี้สามารถปลูกฝังให้กับลูกตั้งแต่ยังเล็ก ในการปลูกฝังเด็กๆนั้น จะต้องใช้วิธีทำให้เห็นผลลัพธ์ เพราะเด็กๆจะยังไม่เข้าใจเรื่องนามธรรม ซึ่งเมื่อเด็กสามารถทำอะไรได้สำเร็จด้วยตนเอง เขาจะรู้สึกมีความมั่นใจ และอยากที่จะทำสิ่งนั้นอีก การที่เปิดโอกาสให้เขาได้ทำสิ่งที่ยากยิ่งขึ้นได้สำเร็จ ก็ยิ่งสร้างทักษะและความมั่นใจให้ลูก เกิดเป็นความมุ่งมั่นที่อยากจะประสบความสำเร็จด้วยตัวเอง เราเรียกสิ่งนี้ว่า “ทัศนคติแห่งความสำเร็จ” โดยมีองค์ประกอบดังนี้

  1. คุณแม่ต้องมีทัศนคติในการเลี้ยงลูกเชิงบวก

ทุกอย่างเริ่มต้นที่คุณแม่ เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้ลูกคิดบวก คุณแม่ต้องแสดงให้ลูกเห็นก่อนนะคะ การคิดบวก คือการมองโลกในแง่ดี พยายามมองให้เห็นด้านดีของเรื่องราวหรือพฤติกรรมนั้นๆ แล้วอธิบายให้ลูกเข้าใจ

  1. สังเกตความชอบและความถนัด

คนเราจะทำอะไรได้ดีก็ต่อเมื่อเขาชอบและสนใจในเรื่องนั้น ลูกก็เหมือนกันค่ะ ลองสังเกตดูว่าเขาชอบอะไร และสนับสนุนลูกในเรื่องนั้นดูค่ะ

  1. ส่งเสริมให้ลูกทำงานให้สำเร็จ

เมื่อลูกอยากทำบางอย่างอาจจะต้องมีคุณพ่อคุณแม่ช่วยอยู่บ้าง เช่น หากลูกอยากทำอาหารกินเอง คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยดูเรื่องของมีคมและความร้อน

  1. กระตุ้นให้เขาทดลองทำสิ่งที่ท้าทายยิ่งขึ้น

เมื่อรู้ว่าลูกชอบอะไรแล้ว ลองให้เขาทำในสิ่งที่ยากขึ้น เพื่อท้าทายความสามารถ ถ้าเขาทำสำเร็จ จะยิ่งเพิ่มความมั่นใจ ให้ลูกเพิ่มมากขึ้น

  1. ชื่นชมและส่งเสริมความมั่นใจและภูมิใจในตนเอง

การชื่นชมด้วยคำพูด การกอด การหอมแก้ม หรือการให้รางวัลอื่นๆ จะยิ่งช่วยให้ลูกมีความภูมิใจในตนเอง ซึ่งจะพัฒนาเป็นความมั่นใจในตัวเอง นำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และความเป็นผู้นำในอนาคตค่ะ

 

เห็นไหมคะว่าการพัฒนาลูกน้อยให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ยากเลย เริ่มจากการส่งเสริมร่างกายให้แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย ลูกก็จะได้เรียนรู้อย่างไม่สะดุด พร้อมเสริมพัฒนาการทางสมองลูกด้วยสารอาหารคุณภาพ พร้อมปลูกฝังทัศนคติแห่งความสำเร็จผ่านการลงมือทำอย่างเป็นขั้นตอน เท่านี้ก็ช่วยให้ลูกเป็นต่อตั้งแต่ก้าวแรกของชีวิตแล้วล่ะค่ะ