Social Skills...ช่วยสร้างสังคมชาวเมืองที่อบอุ่น

lead image

เมื่อกล่าวถึง "เมือง" ภาพจินตนาการที่ปรากฏขึ้นคงไม่พ้นภาพ รถติด ตึกสูง ซอยแคบ ห้างสรรพสินค้า ผู้คน ฯลฯ ภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตอันวุ่นวาย เพราะเต็มไปด้วยความรวดเร็วและเร่งรีบอยู่ตลอดเวลา โอกาสที่เด็ก ๆ ซึ่งเติบโตขึ้นมาในเมืองใหญ่ จึงได้รับผลกระทบเกี่ยวกับพัฒนาการทางอารมณ์เป็นเงาตามตัว

social skill สำหรับเด็กในสังคมเมืองยุคใหม่

social skill สำหรับเด็กในสังคมเมืองยุคใหม่

วิธีการสื่อสารของผู้คนในเมืองก็กลายเป็นตัวเร่งปฏิกริยาทางอารมณ์ให้เกิดความวุ่นวายมากขึ้น แล้วถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้และมีความจำเป็นที่ต้องใช้ชีวิตแบบชาวเมือง เราจะใช้ชีวิตด้วย Social Skill แบบไหน เพื่อที่ลูกจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุขในวัฒนธรรมแบบชาวเมือง

ทักษะสังคม (social skills) เป็นทักษะทีมีส่วนผสมของการสื่อสารได้แก่ การพูด การฟัง และการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น อาทิ เรื่องการทำงานเป็นทีม วิธีการเข้าใจสถานการณ์ที่หลากหลาย หลักการปฏิบัติตามกฎกติกา เป็นต้น ดังนั้นด้วยวิถีชีวิตแบบชาวเมืองที่ทุกอย่างต้อง รีบ ด่วน เร็ว เร่ง และบางทีก็ตามมาด้วยอารมณ์เครียดของผู้สื่อสาร จึงมักจะส่งผลให้การปฏิสัมพันธ์เต็มไปด้วยการ “เข้าใจผิด” ในเมื่อผู้ส่งสารอยากจะบอก “ความหมายหนึ่ง” แต่คนรับสาร “อยากจะเข้าใจหรือเกิดไปเข้าใจในอีกความหมายหนึ่ง” ผลก็คือ “ไม่เข้าใจกัน” นั่นเอง

แม้ว่า social skills จะเป็นเรื่องของการสื่อสารที่ว่าด้วยส่วนประกอบหลัก 3 ส่วนได้แก่ ผู้ส่งสาร ข้อมูล  และ ผู้รับสาร แต่ก็ไม่ได้มีการการันตีใด ๆ ได้ว่าคุณภาพของการสื่อสารจะสมบูรณ์แม้ว่าจะมีส่วนประกอบต่าง ๆ ครบถ้วน ในยุคที่การสื่อสารรวดเร็วทันใจไวและเข้าถึงผู้คนแบบทันทีทันควันเช่นในปัจจุบัน เรากลับพบว่าคลื่นของข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เข้ามาหาเด็ก ๆ และผู้คนในแต่ละวัน ทั้งจากที่ตั้งใจจะรับข้อมูล เช่น การรับโทรศัพท์ การรับ e-mail ฯลฯ หรือที่ไม่ได้อยากรับแต่ถูกยัดเยียดให้รับข้อมูลไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว เช่น โฆษณาผ่านตาในที่ต่าง ๆ ตั้งแต่หน้าจอทีวี ในลิฟท์ บนทางด่วน ไปจนถึงเสียงประชาสัมพันธ์ในที่สาธารณะ ฯลฯ เมื่อเด็ก ๆ ได้รับข้อมูลจำนวนมาก และมีระบบการจัดการข้อมูลที่ยังไม่ชัดเจน จึงส่งผลให้เด็กหลายคนมีอาการคล้ายกับภาวะสมาธิสั้น มีความสนใจต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ในระยะเวลาน้อยลง การสื่อสารกับผู้อื่นด้วยการสนทนาแบบตัวต่อตัวก็ลดลง เนื่องจากไม่สามารถอดทนรอจนเกิดกระบวนการถามและตอบได้เห็นว่าเป็นเรื่องเสียเวลา

สมาธิสั้น vs. เด็กไฮเปอร์

เมื่อคุณภาพของการสื่อสารหลักระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ถูกลดความสำคัญลง เครื่องมือสื่อออนไลน์ต่าง ๆ จึงเข้ามาทำหน้าที่ในแทน เพื่อช่วยให้เด็ก ๆ สื่อสารเฉพาะในสิ่งที่ตนเองสนใจนำไปสู่เนื่องการแยกตัวออกจากผู้อื่นในที่สุด แม้ในขณะที่เด็ก ๆ อยู่ร่วมกับผู้คนจำนวนมาก แต่เด็ก ๆ และผู้คนกลับต่างคนต่างคุยกับเพื่อนผ่านเครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ ซึ่งเราจะเห็นภาพตัวอย่างนี้ได้ดีตามร้านอาหารทั่วไป

การฝึกทักษะ social skills เพื่อสร้างสุขในการใช้ชีวิตแบบชาวเมือง

1. ใช้วิถีชีวิตแบบชาวเมืองฝึกให้ลูกได้เรียนรู้กฎกติกา เช่น การเข้าแถวรอก่อนใช้บริการในที่ต่าง ๆ ถ้าต้องรอนานก็ใช้เวลาขณะรอพูดคุยกับลูก ถือเป็นเวลาทองที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือแม้กระทั่งฝึกอ่านป้ายคำต่าง ๆ ที่อยู่ในบริเวณจุดรอ นอกจากจะได้ฝึกวินัยและทำให้เข้าใจกฎกติกาของสถานที่ต่าง ๆ แล้ว เด็ก ๆ ยังได้ฝึกคำศัพท์และบทสนทนาใหม่ ๆ เป็นของแถมอีกด้วยค่ะ

2. ทักทายเรื่องง่าย ๆ ที่ต้องทำเป็นกิจวัตร ด้วยวิถีชีวิตที่เร่งรีบบวกกับข่าวสารที่ดูน่ากังวลมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ สำหรับสังคมคนเมือง เรื่องราวของความเอื้ออาทรที่มีต่อกันจึงลดน้อยลง ๆ จนแค่จะหาเวลาทักทายคนในบ้านเรายังแทบไม่ได้ทำเลย ดังนั้นการฝึกให้ลูกและเราหมั่นทักทายกันและกัน ไปจนถึงการทักทายเพื่อนบ้าน และคนที่เดินผ่านไปมา นอกจากจะเป็นการฝึกให้ลูกมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีแล้ว ยังช่วยให้ลูกได้สังเกตและเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงเป็นไปของชุมชนอีกด้วยค่ะ เมื่อลูกเอาใจใส่ผู้คนมากขึ้น ลูกก็จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไปโดยอัตโนมัติค่ะ

3. เมื่อเป็นเวลาของครอบครัวคุณพ่อคุณแม่ควรเก็บเครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ ไว้ใช้ติดต่อเฉพาะเรื่องที่จำเป็น และให้ความสำคัญกับคนที่อยู่ข้างหน้าของเราเสมอ ลูกต้องการวิธีเรียนรู้ผ่านการสนทนาโต้ตอบของเรา นอกจากจะเป็นการฝึก Two-way communication (การสื่อสารแบบสองทาง) การพูดคุยกันยังช่วยสนับสนุนพัฒนาการตามวัยที่เหมาะสมของลูกได้อีกด้วยค่ะ

เด็กไทยติดมือถืองอมแงม

4. ระมัดระวังการใช้เครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ เพื่อจูงใจให้ลูกใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้คนในที่สาธารณะ เช่น การนั่งรับประทานอาหาร เข้าคิวรอซื้อของในซุปเปอร์มาเก็ต การนั่งอยู่ในรถ ฯลฯ เพราะนอกจากจะไม่เป็นการส่งเสริมให้ลูกมีทักษะสังคมที่ดีเรื่องวินัย การรอคอย มารยาทสังคม การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนให้ลูกแยกตัวและไม่เข้าใจวิธีการอยู่ร่วมกับสังคมอีกด้วยค่ะ

ความเป็นสังคมเมืองที่น่ารัก อบอุ่น น่าอยู่ และปลอดภัย เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เมื่อผู้คนในเมืองช่วยกันพาตัวเองออกมาจากโลกส่วนตัวที่อยู่บนหน้าจอ กลับมาอยู่กับมนุษย์ที่ทำกิจกรรมอยู่ด้วยกันและไว้วางใจที่จะใช้เครื่องมือให้เป็นประโยชน์สำหรับการติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ที่อยู่ทางไกลในเวลาที่พอดี social skills ในรูปแบบนี้จึงจะดีพอ สำหรับคุณภาพชีวิตที่พอดีของเราและลูกค่ะ ^_^

โดย ครูป๋วย

รู้ทันลูกในยุคโซเชียลมีเดียครองโลก