แผลผ่าคลอด ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ดูแลแผลผ่าคลอดอย่างไรให้สวยกริบ ไม่เป็นคีลอยด์
การมี แผลผ่าคลอด ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด หากมีการดูแลที่ถูกวิธีตั้งแต่ช่วง Golden Period รอยแผลนี้ก็สามารถเรียบเนียนจนแทบมองไม่เห็นได้
คุณแม่ท้องที่กำลังก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 นอกจากความตื่นเต้นที่จะได้เจอหน้าเจ้าตัวเล็กแล้ว เชื่อว่าหลายคนแอบมีความกังวลเรื่อง ‘การผ่าคลอด’ อยู่ลึกๆ ใช่ไหมคะ? โดยเฉพาะภาพจำเรื่องรอย แผลผ่าคลอด ที่อาจจะเกิดแผลเป็นนูน หนา หรือกลายเป็นคีลอยด์ จนทำให้เสียความมั่นใจในอนาคต
จริงๆ แล้ว ‘แผลผ่าคลอด’ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดค่ะ และคุณแม่ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันคลอดก่อนถึงจะเริ่มดูแลได้ การมีความรู้ที่ถูกต้องตั้งแต่วันนี้คืออาวุธสำคัญที่จะช่วยให้คุณแม่รับมือกับรอยแผลได้อย่างมืออาชีพ เพื่อให้หลังคลอดคุณแม่ได้โฟกัสกับลูกน้อยอย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผิวหน้าท้อง theAsianparent มีคำแนะนำการดูแลแผลผ่าคลอด มาฝากคุณแม่เตรียมตัวกันค่ะ
เจาะลึกกลไกการสมานผิว ทำไมผลลัพธ์ แผลผ่าคลอด ของแต่ละคนจึงต่างกัน?
การผ่าคลอด (Cesarean Section) คือการผ่าตัดใหญ่ที่ต้องผ่านชั้นผิวหนัง กล้ามเนื้อ ไปจนถึงผนังมดลูกเพื่อพาเจ้าตัวเล็กออกมา โดยทั่วไปแผลจะมีขนาดประมาณ 10-15 เซนติเมตร (4-6 นิ้ว) ซึ่งคุณหมอมักจะเลือกเปิดแผลใน “แนวขวาง” (Horizontal Incision) บริเวณเหนือแนวขอบกางเกงชั้นใน หรือที่เรียกว่า Bikini Line เพราะช่วยเรื่องความสวยงามและซ่อนรอยแผลได้ดีกว่าแนวตั้ง
กระบวนการสมานตัวของแผลที่คุณแม่ควรรู้
- ช่วง 1 สัปดาห์แรก: ผิวหนังชั้นนอกจะเริ่มเชื่อมติดกัน แผลเริ่มแห้ง
- ช่วง 2-4 สัปดาห์: เนื้อเยื่อชั้นลึกจะเริ่มสมานตัวกันมากขึ้น ผิวหนังจะเริ่มมีความแข็งแรงขึ้นตามลำดับ
ปัจจัยที่ทำให้แผลของแต่ละคนสวยไม่เท่ากันนั้น อาจขึ้นอยู่กับกระบวนการซ่อมแซมตัวเองของร่างกาย หากร่างกายผลิตคอลลาเจนออกมาในปริมาณที่สมดุล แผลก็จะเรียบเนียน ดังนั้นขั้นตอนการฟื้นฟูนี้จึงสำคัญอย่างมากหากเรามีการดูแลแผลอย่างถูกวิธีตั้งแต่ต้น แต่หากมีปัจจัยมากระตุ้นให้กระบวนการนี้ผิดปกติ แผลก็อาจจะกลายเป็นรอยนูนได้ค่ะ
ปัจจัยที่ทำให้แผลของแต่ละคนสวยไม่เท่ากันนั้น ขึ้นอยู่กับกระบวนการซ่อมแซมตัวเองของร่างกาย หากร่างกายผลิตคอลลาเจนออกมาในปริมาณที่สมดุล แผลก็จะเรียบเนียน ดังนั้นขั้นตอนการฟื้นฟูจึงมีความสำคัญอย่างมาก การดูแลแผลอย่างถูกวิธีตั้งแต่เริ่มต้น จะช่วยส่งเสริมให้กระบวนการซ่อมแซมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดโอกาสการเกิดแผลเป็นได้ค่ะ ในทางกลับกัน หากมีปัจจัยภายนอกมากระตุ้นจนกระบวนการสมานผิวผิดปกติ ก็อาจส่งผลให้แผลกลายเป็นรอยนูนหรือคีลอยด์ได้

เช็กสัญญาณเสี่ยง “แผลเป็นนูน” VS “คีลอยด์” แตกต่างกันอย่างไร?
แม้ภายนอกจะดูเป็นรอยนูนเหมือนกัน แต่ในทางการแพทย์ แผลเป็นนูนเกิน (Hypertrophic Scar) และ คีลอยด์ (Keloid) มีลักษณะการเติบโตและสาเหตุการเกิดที่แตกต่างกัน คุณแม่สามารถสังเกตจุดหลักๆ ได้ดังนี้ค่ะ
1. แผลเป็นนูนเกิน (Hypertrophic Scar)
- ลักษณะ: เป็นแผลเป็นที่โตนูนขึ้นมา แต่ที่สำคัญคือ “ไม่เกินขอบเขตของแผลเดิม” ในระยะแรกมักมีสีแดงและมีอาการคันร่วมด้วย
- สาเหตุการเกิด: แม้ทางการแพทย์จะยังไม่มีคำอธิบายที่แน่ชัดว่าทำไมบางคนถึงเป็น แต่พบปัจจัยสำคัญคือ “แรงตึงของผิวหนัง” (Skin Tension) มักพบบ่อยในตำแหน่งที่มีการขยับหรือดึงรั้งมาก เช่น บริเวณข้อต่อ หรือแผลผ่าคลอดที่ต้องรับแรงตึงจากการเคลื่อนไหวร่างกาย
- แนวโน้ม: มักจะเห็นชัดในช่วง 6 เดือนแรก หลังจากนั้นรอยนูนจะค่อยๆ ยุบตัวลง และจะเริ่มคงตัว (Stable Scar) จนมีลักษณะใกล้เคียงแผลเป็นปกติเมื่อผ่านไปประมาณ 1 ปีค่ะ
2. แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid)
- ลักษณะ: เป็นแผลเป็นที่โตนูนและ “ขยายใหญ่เกินขอบเขตของแผลเดิมไปมาก” (Outgrow the original wound) มีลักษณะหนา แข็ง และมักมีอาการเจ็บหรือคันร่วมด้วย
- สาเหตุการเกิด: เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่มีการ “สร้างคอลลาเจนมากเกินกว่าปกติ” ในขณะที่แผลกำลังสมานตัว ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงยังไม่แน่ชัด แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่พบได้บ่อยคือ:
- พันธุกรรม: มีประวัติคนในครอบครัว เช่น พ่อหรือแม่ เป็นคีลอยด์ง่าย
- ลักษณะสีผิว: มักพบได้บ่อยในผู้ที่มีผิวสีเข้ม
- ตำแหน่งบนร่างกาย: ตำแหน่งที่เกิดได้บ่อยคือ หัวไหล่ ติ่งหู กลางหน้าอก และบริเวณหน้าท้องจากการผ่าคลอด
- แนวโน้ม: คีลอยด์จะไม่ยุบลงเองตามกาลเวลา และอาจขยายขนาดใหญ่ขึ้นได้หากไม่ได้รับการรักษาหรือดูแลอย่างถูกวิธี
ปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดแผลนูนและคีลอยด์ ตัวแปรสำคัญที่สุด! ในช่วง 3 เดือนแรก หากคุณแม่มีการขยับตัวแรงๆ ยกของหนัก หรือทำกิจกรรมที่ส่งผลให้แผลเกิดการดึงรั้ง ร่างกายจะเข้าใจว่าแผลกำลังจะฉีกขาด จึงเร่งผลิตคอลลาเจนออกมาพอกบริเวณนั้นให้หนาขึ้นเพื่อความแข็งแรง ผลที่ตามมาคือแผลจะเริ่มนูนและหนาขึ้นนั่นเอง
เคล็ดลับการดูแล ‘แผลผ่าคลอด’ ให้สวยกริบ หมดกังวลเรื่องแผลนูนและคีลอยด์
การดูแลแผลผ่าคลอดไม่ได้เริ่มหลังจากแผลเป็นนูนแล้วนะคะ แต่หัวใจสำคัญคือการดูแลในช่วง “Golden Period” หรือช่วงนาทีทองหลังจากแผลเริ่มแห้งสนิท เพื่อป้องกันไม่ให้กระบวนการสร้างคอลลาเจนทำงานผิดปกติ นี่คือ 4 ขั้นตอนดูแลตัวเองที่คุณแม่ควรรู้ค่ะ
ขั้นตอนที่ 1. รักษาความสะอาดและดูแลแผลให้แห้งสนิท
ในช่วงแรกหลังผ่าตัด คุณหมอจะนัดตรวจเช็กแผลตามระยะ หากแผลสมานติดกันเรียบร้อยดีและตัดไหมแล้ว คุณแม่สามารถอาบน้ำได้ปกติค่ะ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ความอับชื้นตรงบริเวณแผลผ่าตัด
- หลังอาบน้ำ ควรทำความสะอาดแผลวันละ 2-3 ครั้ง
- ใช้น้ำเกลือเช็ดเบาๆ และใช้ผ้าสะอาดหรือสำลีซับแผลให้ “แห้งสนิท” เสมอ เพื่อลดความเสี่ยงในการอักเสบหรือติดเชื้อ
ขั้นตอนที่ 2. เลี่ยงแรงตึงผิวในช่วง 3 เดือนแรก
อย่างที่กล่าวไปว่า “แรงดึงรั้ง” คือตัวกระตุ้นให้เกิดแผลนูน ในช่วง 3 เดือนแรกคุณแม่จึงควรหลีกเลี่ยงการยกของหนัก การออกแรงเบ่ง หรือการเคลื่อนไหวที่ดึงรั้งแผลแรงๆ เมื่อแผลถูกยืด ร่างกายจะเร่งสร้างคอลลาเจนให้หนาขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้แผลฉีกขาด ซึ่งคอลลาเจนที่หนาเกินไปนี่เองที่จะกลายเป็น “คีลอยด์” หรือ “แผลเป็นนูน” ในที่สุดค่ะ
ขั้นตอนที่ 3. นาทีทอง (Golden Period)” ในการดูแลแผลเพื่อให้เรียบเนียน ไม่เป็นคีลอยด์
สำหรับช่วงเวลาทองหรือ Golden Period ในการดูแล แผลผ่าคลอด และแผลผ่าตัดเพื่อป้องกันรอยนูนหรือคีลอยด์ จะเริ่มขึ้นทันทีหลังจากที่แผลปิดสนิท ซึ่งโดยปกติจะอยู่ในช่วงประมาณ 7–14 วันหลังการผ่าตัด ทั้งนี้ความเร็วในการฟื้นฟูอาจแตกต่างกันไปตามกลไกการสมานแผลเฉพาะบุคคล สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการได้รับคำยืนยันจากแพทย์เจ้าของไข้ว่าแผลแห้งสนิทดีแล้ว การเริ่มดูแลแผลอย่างถูกวิธีในช่วงนาทีทองนี้จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อช่วยควบคุมกระบวนการสร้างคอลลาเจนให้สมดุลและลดโอกาสการเกิดแผลเป็นผิดรูปในอนาคตค่ะ
ขั้นตอนที่ 4. การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ “ซิลิโคนเจล” เพิ่มความชุ่มชื้นป้องกันการเกิดแผลนูน คีลอยด์
นี่คือขั้นตอนที่เป็น “หัวใจสำคัญ” ในการทำให้แผลผ่าคลอดสวยกริบค่ะ คุณแม่ควรเริ่มดูแลผิวทันทีเมื่อแผลแห้งสนิทหรือหลังตัดไหมเรียบร้อยแล้ว โดยมีเทคนิคการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ดังนี้ค่ะ
- เลือกใช้ “ซิลิโคนเจล” (Silicone Gel): ทางการแพทย์ยอมรับว่าซิลิโคนเจลคือมาตรฐานหลัก (Gold Standard) ในการป้องกันและรักษาแผลเป็น โดยจะทำหน้าที่สร้างแผ่นฟิล์มบางๆ เคลือบแผลเพื่อรักษาความชุ่มชื้นและควบคุมอุณหภูมิที่ผิวหนัง ช่วยให้การสร้างคอลลาเจนสมดุล เรียงตัวเป็นระเบียบ และช่วยลดแรงตึงผิวไม่ให้แผลขยายตัวจนนูนหนา ซึ่งก็คือการป้องกันแผลไม่ให้นูน หรือเป็นคีลอยด์
- มองหาส่วนผสมที่แพทย์แนะนำ: เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด คุณแม่ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยี CPX (Cyclopentasiloxane) ซึ่งเป็นซิลิโคนประสิทธิภาพสูง ช่วยให้เนื้อเจลแห้งไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ และช่วยให้แผลเป็นอ่อนนุ่มลงได้อย่างรวดเร็ว
- เสริมพลังด้วย Vitamin C Ester: อีกหนึ่งส่วนผสมสำคัญคืออนุพันธ์วิตามินซี (เช่น Vitamin C Ester) ที่มีความเสถียรสูง จะเข้าไปช่วยลดรอยแดง รอยดำ และปรับสีแผลให้ดูจางลง กลมกลืนไปกับผิวรอบข้างอย่างเป็นธรรมชาติและมีค่า PH เป็นกลางทำให้ไม่ระคายเคืองผิว
การรักษารอยแผลด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ CPX และวิตามินซีในรูปแบบซิลิโคนเจลควรเริ่มต้นตั้งแต่ช่วง Golden Period (หลังตัดไหมหรือแผลปิดสนิทใหม่ๆ) เพราะเป็นช่วงที่เนื้อเยื่อกำลังเร่งซ่อมแซมตัว การทาอย่างสม่ำเสมอ เช้า-เย็น ต่อเนื่อง 3-6 เดือน จะช่วยลดโอกาสการเกิดแผลเป็นได้ดีที่สุดค่ะ
3. มั่นใจกว่าด้วย “ผลงานวิจัยทางการแพทย์” (Clinical Evidence) ที่น่าเชื่อถือ
ไม่ใช่แค่คำโฆษณา แต่ “หลักฐานทางการแพทย์” คือสิ่งที่ยืนยันว่าผลลัพธ์จะเกิดขึ้นจริงกับแผลของคุณแม่ค่ะ การเลือกใช้แบรนด์ที่มีงานวิจัยรองรับมีข้อดีที่เหนือกว่าดังนี้
- พิสูจน์แล้วว่าเห็นผลจริง: ควรเลือกแบรนด์ที่เป็นผู้นำด้านการรักษาแผลเป็น ซึ่งมีงานวิจัยรองรับอย่างต่อเนื่องและอัพเดทอยู่เสมอ สิ่งนี้สะท้อนถึงการพัฒนาเทคโนโลยีที่ไม่หยุดนิ่ง เพื่อยืนยันประสิทธิภาพในการลดโอกาสการเกิดแผลเป็นนูนและคีลอยด์ได้อย่างแม่นยำ
- ออกแบบมาเพื่อการใช้งานจริง (Patient Compliance): จากงานวิจัยระดับคลินิกพบว่า ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบ “ซิลิโคนเจล” ช่วยให้ผู้ป่วยใช้งานได้ง่ายกว่ารูปแบบอื่นมาก ด้วยเนื้อสัมผัสที่เบาสบาย ไม่เหนอะหนะ ทำให้คุณแม่สามารถทาได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตามแผนการรักษา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เห็นผลลัพธ์การสมานแผลที่ชัดเจนและสวยงาม
นอกจากซิลิโคนเจลทาแผลเป็น คุณแม่ยังสามารถใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์หรือออยล์บำรุงผิวหน้าท้องเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นได้ โดยสามารถเริ่มดูแลผิวเตรียมความพร้อมได้ตั้งแต่วันที่เริ่มตั้งครรภ์เลยค่ะ
4. ฟื้นฟูจากภายในด้วยอาหารครบ 5 หมู่
การรับประทานอาหารที่เหมาะสมช่วยให้แผลสมานตัวได้ไวขึ้น และยังช่วยกระตุ้นน้ำนมให้ลูกน้อยด้วยค่ะ
- เน้นโปรตีน: เพราะโปรตีนคือแหล่งพลังงานหลักในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่ถูกผ่าตัด ช่วยให้แผลหายเร็วและแข็งแรง
- สิ่งที่ควรเลี่ยง: อาหารรสจัด ของหมักดอง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจส่งผลต่อการอักเสบและการฟื้นตัวของร่างกายได้
สำหรับคุณแม่ที่กำลังเตรียมตัวเข้าห้องคลอดในไตรมาสที่ 3 นี้ สิ่งสำคัญที่สุดที่อยากให้จดจำไว้คือ “การป้องกัน ย่อมง่ายกว่าการรักษาเสมอ” โดยเฉพาะเรื่องรอยแผลเป็นที่หลายคนกังวล
ช่วงเวลา Golden Period หรือนาทีทองตั้งแต่วันแรกที่แผลแห้งสนิทหลังตัดไหม คือโอกาสที่ดีที่สุดในการดูแลผิวให้สวยกริบ เพราะช่วงเวลานาทีทองที่สำคัญที่สุดนี้มีเพียงครั้งเดียว เราจึงต้องคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ โดยเฉพาะแบรนด์ที่มีงานวิจัยรองรับ (Clinical Research) เพื่อช่วยให้คุณแม่ไม่พลาดโอกาสในการป้องกันแผลนูนอย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกใช้ซิลิโคนเจลที่มีมาตรฐานทางการแพทย์และมีส่วนประกอบประสิทธิภาพสูงอย่าง CPX และ Vitamin C Ester ตั้งแต่เริ่มแรก จะช่วยลดโอกาสการเกิดแผลนูนและคีลอยด์ได้อย่างเห็นผลชัดเจน ช่วยลดรอยแดง และคืนความมั่นใจให้ผิวหน้าท้องของคุณแม่กลับมาเนียนสวยอีกครั้งค่ะ
เพราะวินาทีแรกที่คุณแม่ได้โอบกอดเจ้าตัวเล็กคือช่วงเวลาที่ล้ำค่าที่สุด การเตรียมความพร้อมเรื่องการดูแลแผลไว้ตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้คุณแม่โฟกัสกับการดูแลลูกน้อยได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องมีเรื่องความกังวลใจของแผลเป็นมากวนใจในอนาคตค่ะ
เครดิต
- แผลเป็น, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
- 8 เคล็ดลับดูแลแผลผ่าคลอด แผลสวย คุณแม่หายไว ฟื้นตัวเร็ว, โรงพยาบาลวิมุต
- ผ่าคลอด คลอดปกติ, โรงพยาบาลกรุงเทพ
- การผ่าตัดคลอดลูกแบบอิงหลักฐานประจักษ์ทางการแพทย์, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่