หลังคลอดบุตร

หลังคลอดบุตร

หลังคลอดบุตร การดูแลตนเองหลังคลอด การกินอาหารบำรุงแม่ และเมนูเพิ่มนำ้นม เสริมสารอาหารให้แม่และลูกมีสุขภาพดี มีน้ำนมเพียงพอ อาการหลังคลอด การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของคุณแม่หลังคลอด ระยะหลังคลอด หรือประมาณ 6 สัปดาห์แรกหลังจากคลอดลูก เป็นช่วงที่ร่างกายของคุณแม่เกิดการเปลี่ยนแปลงและกำลังฟื้นตัวกลับสู่สภาวะปกติ โดยการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่คุณแม่มักประสบในช่วงนี้ มีดังนี้ อาการเจ็บแผลผ่าคลอด โดยปกติคุณแม่ที่ผ่าคลอดจะต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 2-4 วัน แพทย์จึงอนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ ซึ่งอาจใช้เวลาต่ออีกประมาณ 6-8 สัปดาห์ แผลผ่าคลอดจึงปิดสนิทและสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ตามปกติ ในระหว่างนี้จนกว่าร่างกายจะฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อแผล อย่างการทำงานบ้าน การออกกำลังกาย หรือการมีเพศสัมพันธ์ แต่ให้ลุกเดินช้า ๆ เพื่อป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันและอาการท้องผูก นอกจากนั้น ควรใช้มือประคองหน้าท้องไว้ระหว่างที่ไอหรือจามด้วย เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดกับแผล อาการเจ็บช่องคลอด คุณแม่ที่คลอดธรรมชาติและต้องตัดฝีเย็บเพื่อขยายปากช่องคลอด หรือช่องคลอดฉีกขาดระหว่างคลอด อาจรู้สึกเจ็บบริเวณช่องคลอดราว 2-3 สัปดาห์ ซึ่งระยะเวลาที่แผลสมานตัวจะขึ้นอยู่กับขนาดของแผลด้วย โดยคำแนะนำต่อไปนี้อาจช่วยบรรเทาอาการเจ็บแผลได้ นั่งบนหมอนหรือเบาะรองนั่งทรงวงแหวน ใช้เจลเก็บความเย็นประคบที่แผล ใช้แผ่นแปะที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากต้นวิชฮาเซล โดยนำไปแช่เย็นแล้ววางลงบนผ้าอนามัย ก่อนสวมใส่ชั้นในตามปกติ เพราะสารสกัดชนิดนี้อาจมีสรรพคุณช่วยลดอาการคัน อาการเจ็บปวด หรือการอักเสบได้ นั่งแช่น้ำอุ่นประมาณ 5 นาที โดยเติมน้ำในอ่างให้มิดสะโพก ทั้งนี้ หากรู้สึกว่าน้ำเย็นช่วยให้อาการเจ็บทุเลาลงมากกว่า สามารถเปลี่ยนจากการแช่น้ำอุ่นเป็นน้ำเย็นได้เช่นกัน ใช้ขวดพลาสติกชนิดบีบพ่นได้พ่นน้ำอุ่นลงบนฝีเย็บ ซึ่งเป็นบริเวณที่อยู่ระหว่างช่องคลอดและทวารหนัก รับประทานยาแก้ปวดหรือทายาชาชนิดครีมหรือสเปรย์ รวมถึงรับประทานยาระบายหรือยาที่ทำให้อุจจาระอ่อนนุ่มเพื่อป้องกันอาการท้องผูก และควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจใช้ยาชนิดใด ๆ เสมอ แต่หากคุณแม่รู้สึกเจ็บแผลมาก แผลสมานตัวช้า หรือรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อได้ อาการคัดเต้านม การให้นมลูกอาจช่วยลดอาการคัดตึงเต้านมได้ ซึ่งเต้านมที่คัดตึงมักส่งผลให้ลูกน้อยดูดนมได้ยาก คุณแม่จึงควรบีบน้ำนมด้วยมือหรือใช้เครื่องปั๊มนม เพื่อกระตุ้นให้น้ำนมไหลออกมาเล็กน้อยก่อนให้ลูกเข้าเต้า ซึ่งการประคบเต้านมด้วยผ้าอุ่นหรือการอาบน้ำอุ่นก่อนให้ลูกดูดนม อาจช่วยให้น้ำนมไหลออกมาง่ายขึ้น นอกจากนั้น การใช้ผ้าเย็นประคบเต้านมระหว่างที่ให้นมหรือการรับประทานยาแก้ปวดก็เป็นวิธีที่อาจช่วยลดอาการคัดตึงเต้านมได้เช่นกัน ริดสีดวงทวารและท้องผูก อาการเจ็บระหว่างถ่ายอุจจาระ หรืออาการบวมรอบ ๆ ทวารหนัก อาจเป็นสัญญาณของโรคริดสีดวงทวาร ซึ่งเกิดจากเส้นเลือดดำบริเวณทวารหนักหรือลำไส้ตรงส่วนล่างมีการโป่งพอง หากคุณแม่พบอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์ทันที และปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ในระหว่างเข้ารับการรักษา เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดหรือคันจากริดสีดวง ทาครีมรักษาริดสีดวง หรือใช้ยาเหน็บที่มีส่วนผสมของไฮโดรคอร์ติโซน ใช้แผ่นแปะที่มีส่วนผสมของสารสกัดจากต้นวิชฮาเซล หรือสารที่ทำให้รู้สึกชา นั่งแช่น้ำอุ่น 10-15 นาที วันละ 2-3 ครั้ง ภาวะกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ การเกร็งกล้ามเนื้อระหว่างคลอดอาจทำให้คุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกมีปัญหาในการกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระ จึงอาจมีอาการปัสสาวะเล็ดเมื่อไอ จาม หรือหัวเราะ โดยเฉพาะผู้ที่เจ็บครรภ์คลอดนานผิดปกติอาจมีโอกาสเป็นภาวะนี้สูงขึ้น ซึ่งอาการผิดปกติต่าง ๆ จะค่อย ๆ หายไปใน 2-3 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น ในระหว่างนี้คุณแม่ควรสวมใส่ผ้าอนามัย และหมั่นบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานด้วยท่าฝึกกระชับช่องคลอด (Kegel Excercises) เป็นประจำ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวกลับมาทำงานเป็นปกติได้เร็วขึ้น อาการร้อนวูบวาบและหนาวใน ระดับฮอร์โมนและการไหลเวียนเลือดที่เปลี่ยนแปลงไปหลังจากคลอดเจ้าตัวน้อย อาจส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิภายในร่างกาย และทำให้คุณแม่รู้สึกร้อนวูบวาบหรือหนาวผิดปกติ น้ำคาวปลา คุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกน้อยจะมีน้ำคาวปลาไหลออกมาจากช่องคลอด ซึ่งเป็นของเหลวที่ประกอบด้วยเลือด เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดลอก และแบคทีเรีย ในระยะแรกน้ำคาวปลาจะมีสีแดงเข้มและข้นคล้ายประจำเดือน หลังจากนั้นจะค่อย ๆ เหลวขึ้นและมีสีอ่อนลงจนกลายเป็นสีขาวขุ่นหรือสีเหลืองอ่อน โดยปกติน้ำคาวปลาจะหมดภายใน 2-4 สัปดาห์หลังคลอด แม้บางครั้งอาจเกิดขึ้นนานกว่านั้น แต่ไม่ควรนานเกิน 6 สัปดาห์ น้ำหนักลด รูปร่างของคุณแม่หลังจากคลอดลูกน้อยในระยะแรกจะยังไม่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก โดยส่วนใหญ่คุณแม่เพิ่งคลอดจะมีน้ำหนักลดลงประมาณ 6 กิโลกรัม เนื่องจากน้ำหนักของทารกในครรภ์ รก และน้ำคร่ำได้หายไปพร้อมการคลอด หลังจากนั้นร่างกายจะค่อย ๆ ขับของเหลวส่วนเกินออกมา ส่งผลให้น้ำหนักตัวลดลงไปอีก ทั้งนี้ การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์และหมั่นออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญที่อาจช่วยรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์สุขภาพดีและกลับมามีรูปร่างกระชับดังเดิม ผมร่วง ระดับฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ส่งผลให้อัตราการงอกใหม่ของเส้นผมสูงขึ้น หญิงตั้งครรภ์จึงดูมีผมดกหนา ในทางกลับกัน ระดับฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงหลังจากคลอดลูกน้อยนั้นก็ทำให้ผมร่วงมากขึ้นด้วย ซึ่งอัตราการร่วงจะค่อย ๆ น้อยลงและกลับสู่ภาวะปกติภายใน 5 เดือน ผิวแตกลาย เส้นที่ปรากฏบริเวณผิวหนังหรือที่เรียกว่าผิวแตกลาย เกิดจากการขยายขนาดของผิวหนังอย่างรวดเร็วอย่างการตั้งครรภ์ โดยจะมีลักษณะเป็นริ้ว มักมีสีชมพูหรือสีแดงตามสภาพผิวหนังของแต่ละคน ซึ่งหญิงตั้งครรภ์อาจสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ได้ชัดเจนจากผิวหนังบริเวณหน้าท้อง และรอยแตกลายนี้จะยังคงอยู่แม้คลอดลูกแล้วก็ตาม แต่สีที่เข้มจะค่อย ๆ จางลงเมื่อเวลาผ่านไป นอกจากนั้น การตั้งครรภ์อาจส่งผลให้เกิดฝ้าบนใบหน้าด้วย ซึ่งรอยฝ้าจะค่อย ๆ จางลงหลังจากคลอดลูกเช่นกัน แต่หากต้องการลดเลือนรอยแตกลายดังกล่าว อาจปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้เจลหรือครีมบำรุงต่าง ๆ หรืออาจใช้วิธีการอื่น ๆ ตามที่แพทย์แนะนำ ข้อห้ามหลังคลอด 1. ห้ามใช้ยาโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ยาบางตัวอาจมีผลต่อคุณแม่ และทำให้น้ำนมหยุดไหล เช่น สเตียรอยด์ ยาลดน้ำหนัก ยาลดความอ้วน ยารักษาสิว ยาปฏิชีวะอื่นๆ รวมถึงยากลุ่มสารเสพติด เช่น ยานอนหลับ ยาแก้ปวด ชนิดต่างๆ ล้วนมีผลกับทารกที่กินนมแม่ เพราะสามารถถ่ายทอดไปถึงลูกผ่านทางน้ำนมได้ ฉะนั้น ก่อนใช้ยา ไม่ว่าจะเป็นยาอะไรก็ตาม คุณแม่ควรปรึกษาคุณหมอก่อนทุกครั้ง 2. ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เพราะมีผลต่อคุณแม่ อาจทำให้คุณแม่ตกเลือดหลังคลอดได้ โดยเฉาะเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งยังมีผลต่อทารกที่กินนมแม่ด้วย 3. ห้ามมีเพศสัมพันธ์ก่อน 6 สัปดาห์ ในช่วง 1 เดือนหลังคลอด จะเป็นช่วงที่ฝีเย็บยังไม่แห้งสนิทและน้ำคาวปลายังไหลอยู่ จึงไม่เหมาะที่จะมีเพศสัมพันธ์สักเท่าไหร่ อีกทั้งการร่วมเพศขณะมีแผลหรือแผลฉีกขาด อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อ มดลูกอักเสบได้ ดังนั้น คุณพ่อควรอดใจรอไปก่อน ปล่อยให้ร่างกายของคุณแม่ได้พักฟื้น รับรองว่าหลังจากนี้ คุณพ่อจะไม่เหงาแน่นอน (เพราะมีลูกกวน) 4. ห้ามยกของหนัก เพราะอาจส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อมดลูก และแผลผ่าตัดคลอดได้ ฉะนั้น ถ้าคุณแม่ต้องการยกของหนักๆ ในช่วงนี้ หรือทำงานหนักเกินไป ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณพ่อ ส่วนคุณแม่แค่ยกตัวลูกน้อยเข้าเต้าอย่างเดียวก็พอ 5. ห้ามออกกำลังกายหักโหม การขยับเขยื้อนร่างกายอย่างรุนแรงและบ่อยครั้งในช่วง 1 เดือนแรกหลังคลอด จะทำให้มดลูกต่ำ ส่งผลกระทบกระเทือนต่อช่องคลอดและฝีเย็บดังนั้น หากคุณแม่ต้องการออกกำลังกาย แค่ขยับแขนขยับขาหรือเดินเบาๆ ก็พอ 6. ห้ามกินของใช้ไม่มีประโยชน์เป็นประจำ เช่น ของหมักดอง ฟาสต์ฟู้ด หรืออาหารที่มีรสหวานจัดๆ เพราะอาหารเหล่านี้จะมีน้ำตาลในปริมาณสูง ไม่มีสารอาหารที่ให้ประโยชน์กับทารกที่กินนมแม่ ซึ่งอาจทำให้ลูกขาดสารอาหารและเป็นโรคอ้วนในเด็กได้ 7. ห้ามเครียดเกินไป การที่คุณแม่เครียดเกินไป จะส่งผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ และทำให้ปริมาณน้ำนมลดลง และยังมีผลกับการเลี้ยงลูกด้วย ทำให้ลูกร้องให้งอแงและเลี้ยงยากด้วย ทั้งนี้ คุณพ่อสามารถช่วยลดความเครียดของคุณแม่ได้ ด้วยการช่วยเลี้ยงลูก หรือหากิจกรรมที่ทำให้ภรรยารู้สึกผ่อนคลาย ก็จะช่วยให้คุณแม่เครียดน้อยลงได้
Enfababy Banner
บัญชีฝากประจำเพื่อลูก เลือกอย่างไร 100 เรื่องพ่อแม่ต้องรู้ก่อนลูก 1 ขวบ
ฝึกลูกขับถ่ายได้ตอนกี่เดือน รู้ได้อย่างไรว่าลูกพร้อมฝึกขับถ่ายแล้ว
เด็กทารกควรถ่ายวันละกี่ครั้ง สีอุจจาระของทารกบ่งบอกอะไร
แจกตารางการนอน ของทารก ทารกควรนอนนานเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ
เทคนิคดูดนมจากเต้า ที่ถูกต้องไม่เจ็บหัวนม มีเทคนิคแบบไหนบ้าง
ฝึกลูกดูดนม ป้องกันการสำลัก ให้ลูกดูดนมอย่างไรถึงจะถูกวิธี
การระบายน้ำนม 100 สิ่งที่คุณแม่หลังคลอดต้องรู้ ตอนที่ 97
เอกสารสำหรับแม่เลี้ยงเดี่ยว การรับรองบุตร 100 สิ่งที่คุณแม่หลังคลอดต้องรู้ ตอนที่ 96
เมื่อต้องกลับไปทำงานตามปกติ 100 สิ่งที่คุณแม่หลังคลอดต้องรู้ ตอนที่ 94
เสื้อผ้าสวมหลังคลอดสัปดาห์แรก 100 สิ่งที่คุณแม่หลังคลอดต้องรู้ ตอนที่ 92
สิ่งที่ต้องทำหลังคลอดใน 90 วันแรก แม่หลังคลอดควรทำอะไรบ้าง 100 สิ่งที่คุณแม่หลังคลอดต้องรู้ ตอนที่ 91
ปัญหาผิวหนัง 100 สิ่งที่คุณแม่หลังคลอดต้องรู้ ตอนที่ 90
การดูแลตนเองหลังคลอด การกินอาหารบำรุงแม่ และเมนูเพิ่มนำ้นม เสริมสารอาหารให้แม่และลูกมีสุขภาพดี มีนำ้นมเพียงพอ