สังคมได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์เด็กออทิสติกบนรถไฟบีทีเอส

สังคมได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์เด็กออทิสติกบนรถไฟบีทีเอส

เมื่อไม่กี่วันก่อนมีข่าวที่เป็นกระแสมาแรงในโลกสังคมออนไลน์ จากกรณีของการแชร์ภาพชายนั่งคนเดียว 2 ที่นั่งบนรถไฟฟ้า BTS โดยไม่แบ่งให้คนอื่นนั่ง ทำให้เกิดกระแสไม่พอใจ ถึงกับโกรธเคือง ประนามจากผู้ที่ได้เห็นภาพนั้น แต่ภายหลังคดีพลิก เมื่อสถาบันราชานุกูลออกมาอธิบายว่าเขาคือเด็กออทิสติก

เด็กออทิสติกบนรถไฟฟ้าภาพจากผู้จัดการ online

ในการแชร์ภาพบุคคลนั่งบนรถไฟฟ้า BTS เมื่อวันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม 2557 ผ่านทาง Facebook โดยมีคำบรรยายใต้ภาพว่า…

“พี่ค่ะ พี่ตัวโต ก้นใหญ่ แต่ใจเล็กมากๆๆ น้ำใจหาไม่ได้ในสังคมไทยแล้ว คนยืนกันเต็ม BTS พี่นั่งคนเดียว 2 ที่เลย ขนาดบอกแล้วนะว่า “ขยับที่ให้หน่อย พี่ตอบกลับมาว่า ขยับไม่ได้แล้ว วางของอยู่” เงิบเลยค่ะ ยืนดูเค้านั่งคุยโทรศัพท์กับเพื่อนต่อไป…..สวัสดี”

เฟซบุ๊ค Rajanukul Institute ซึ่งเป็นของสถาบันราชานุกูลได้ ชี้แจงว่าบุคคลในภาพเป็นบุคคลออทิสติก เข้ารับการรักษาที่สถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข โดยได้อธิบายลักษณะอาการของโรคออทิสติก (Autistic Disorder) หรือ ออทิสซึม (Autism) ว่าเป็นความผิดปกติด้านพัฒนาการเด็กไม่สามารถพัฒนาทักษะสังคม ทักษะทางภาษา และการสื่อความหมายได้เหมาะสมตามวัย และทางสถาบันราชานุกูล ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์นี้ แจ้งผู้ปกครองของน้องรับทราบ และอบรมน้องในเรื่องของมารยาททางสังคมในการโดยสารรถสาธารณะและการแบ่งปันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ท้ายที่สุดในการชี้แจงสถาบันราชานุกูล ขอความร่วมมือประชาชนทุกท่านเปิดพื้นที่ให้กับบุคคลบกพร่องทางสติปัญญาได้อยู่ร่วมกับ ผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข สถาบันราชานุกูลขอขอบพระคุณทุกท่านมา ณ โอกาสนี้

นอกจากนี้ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูลยังได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อในกรณีที่หลายคนสงสัยด้วยว่า ควรจะมีสัญลักษณ์บอกชัดเจนติดที่ตัวเด็กออทิสติกเพื่อให้คนอื่นได้รู้หรือไม่ รวมไปถึง เหตุใดจึงให้น้องออทิสติกออกมาอยู่ในที่สาธารณะเพียงลำพังโดยไม่มีผู้ดูแล คำตอบเป็นสิ่งที่เปิดตาเปิดใจดิฉันมาก ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล ตอบได้ใจความว่า เด็กออทิสติกหากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง เขาจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในสังคมราวกับเด็กปกติโดยแทบไม่มีอาการหลงเหลือให้สังเกตเห็น และการที่ไม่มีผู้ปกครองดูแลตลอดเวลานั้น เนื่องจากเป็นการฝึกฝนให้เขาได้ไปเผชิญโลกภายนอกเพื่ออยู่ในสังคมร่วมกับคนอื่น ๆ

และแน่นอนว่าการตีตราแขวนป้ายว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กพิเศษ ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น เพราะยิ่งจะเป็นการตอกย้ำซ้ำเติมตัวเด็กเองและคนในครอบครัว ทำให้คนอื่น ๆ มองเขาเป็นตัวประหลาด และอาจทำให้เขาไม่มีที่ยืนในสังคม

บทเรียนจากเรื่องนี้

ในมุมของคนเป็นแม่และเป็นคนที่ใช้สังคมออน์ไลน์เป็นประจำด้วย ดิฉันได้บทเรียนดี ๆ จากเหตุการณ์นี้มากมายค่ะ ที่เห็นชัดๆ เลยก็คือ ความเร็วของสังคมออนไลน์ที่รวดเร็วเพียงปลายนิ้วคลิก ส่งผลให้คนเสพเนื้อหาต่าง ๆ ไม่ได้คัดกรองข้อมูลก่อน นั่นทำให้ความจริงเพียงด้านเดียวถูกนำเสนอผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ในกรณีนี้ผู้ที่ไม่รู้ว่าน้องเป็นออทิสติก ได้โพสต์แสดงความเห็นกับภาพนี้ด้วยถ้อยคำรุนแรงกระหน่ำถ้อยคำแห่งความเกลียดชัง (hate speech) โดยยังไม่รู้ที่มาที่ไปของเหตุการณ์ก็รีบด่วนตัดสิน แน่นอนว่าส่วนหนึ่งได้ความสะใจ และลึก ๆ ลงไปการประนามคนเลวย่อมทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นคนดีขึ้น แม้ผลจะออกมาภายหลังว่าน้องเป็นออทิสติก แต่การประจานก็แพร่กระจายไปเกินจะหยุดยั้งเสียแล้ว

ปัจจุบันยังพบด้วยว่ามีเพจมากมายที่เปิดมาเพื่อจ้องจับผิดประจานบุคคลที่ทำไม่ถูกต้อง มีศัพท์บัญญัติใหม่สำหรับคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากมายเช่น มนุษย์ป้า มนุษย์ลุง จึงเกิดคำถามที่ว่า การทำเช่นนี้ในสังคมออนไลน์ช่วยจัดระเบียบสังคมหรือไม่ นักนิเทศศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูลให้ความเห็นว่า การประจานไม่ได้ช่วยจัดระเบียบสังคม หรือทำให้พฤติกรรมไม่ดีลดลง ตรงกันข้ามการประจานที่รุนแรงจะทำให้ผู้ถูกประจานยิ่งต่อต้าน ยกตัวอย่างง่าย ๆ คือ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ดุด่าว่ากล่าวลูกซ้ำ ให้เขาเจ็บปวดใจ โดยไม่มีการพูดคุยถามสาเหตุ หรืออธิบายให้ลูกฟัง มัวแต่คอยจับผิด ก็ย่อมจะสร้างความเกลียดชังในใจลูกขึ้นได้ง่าย ๆ และจะฝังรากลึกลงไปเรื่อย ๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเราควรสอนลูก (และเตือนตัวเองด้วย) อย่างไร?

• การรับข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ อย่าเชื่อทุกสิ่งที่เห็น ให้คัดกรองข้อมูลก่อนว่ามาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือหรือไม่ และช่วยกันพูดคุยถกเถียงจากสิ่งที่เห็นว่าอาจเป็นเพราะเหตุใด อะไรคือสาเหตุและปัจจัย รวมถึงการแก้ไขพฤติกรรมนั้น ๆ รับข้อมูลด้วยใจเป็นกลางโดยไม่ตีตราด่วนตัดสินถูก-ผิด หรือมีอารมณ์ร่วมมากจนเกินไป

• การเสนอข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ ก็เช่นเดียวกัน เพราะสังคมออนไลน์ ไม่มีคำว่าพื้นที่ส่วนตัว เราควรจะคิดให้รอบคอบก่อนนำเสนอสิ่งที่น่าเชื่อถือเป็นความจริงอย่างมีจริยธรรม ด้วยถ้อยคำสร้างสรรค์ไม่ให้ร้ายคนอื่น ในยุคนี้ใคร ๆ ก็เป็นนักข่าวได้ เพียงแค่ถ่ายภาพบอกเล่าเรื่องราวในสื่ออนไลน์ แต่จะมีกี่คนที่มีจริยธรรม บางครั้งเราอาจพบเห็นการกระทำที่อยากจะแชร์สู่สาธารณะ แต่เราก็ต้องคำนึงถึงสิทธิส่วนบุคคลของคนนั้นด้วยว่า เราจะไปละเมิดเขาหรือไม่ เช่นกรณีนี้ แนะนำว่าไม่ควรถ่ายภาพของเด็กออทิสติกลงเฟสบุ๊ค เพราะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

• เปิดใจให้กว้างและปฏิบัติต่อผู้อ่านอย่างเป็นมิตรและเกื้อกูล เรื่องนี้เป็นเรื่องยากมากในสังคมที่เร่งรีบและแก่งแย่งแข่งขันในปัจจุบัน ทำให้เราหลงลืมคำว่า น้ำใจไมตรีไปเสียสนิท คิดเพียงแต่จะปกป้องสิทธิของตนเอง จนบางทีก็ลืมไปว่าเราไปละเมิดสิทธิของผู้อื่น การเปิดใจยอมรับสิ่งที่ไม่เหมือนเราบ้าง ทำดีกับคนแปลกหน้าบ้าง มอบรอยยิ้มให้แก่กัน ไม่เพียงช่วยทำให้ทุก ๆ วันของคุณและครอบครัวเป็นวันที่ผ่อนคลายและเป็นสุข คุณยังส่งต่อความสุขนี้ให้กับคนรอบข้างได้ด้วย และยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพบกับปัญหาหรือเหตุการณ์ที่ไม่เป็นดังหวัง คุณก็พร้อมจะมองมันอย่างเปิดกว้างด้วยสติและรับมือกับมันได้อย่างราบรื่น

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

บทความโดย

ธิดา พานิช

app info
get app banner