9 เรื่องที่คุณเเม่จะรู้ก็ต่อเมื่อการตั้งครรภ์ “ผิดพลาด”

lead image

ไม่มีใครอยากให้เกิด “ความผิดพลาด” ขึ้นระหว่างการตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน เพราะขนาดครรภ์ปกติ คุณพ่อคุณแม่ยังกังวลไปต่างๆ นาๆ เลยใช่ไหมละคะ แต่สิ่งหนึ่งที่มีคุณพ่อคุณแม่ทำได้ คือการรับมือและเรียนรู้จากมันยังไงละคะ

แม้สาเหตุของ “ครรภ์ผิดปกติ” จะมาจากสิ่งใดๆ ก็ตาม คนเป็นพ่อเป็นแม่มักจะโทษตัวเองเอาไว้ก่อนเสมอ แต่การทำแบบนั้นนอกจากจะบั่นทอนกำลังใจของกันและกันแล้ว ยังทำให้ทั้งคู่จมอยู่ในความทุกข์และเศร้าโศกเสียใจ จนทำให้มองไม่เห็นเรื่องดีๆ ที่ผ่านเข้ามา หรือแม้แต่ทำให้คุณเห็นว่าแท้จริงแล้วความสัมพันธ์ของคุณทั้งสองคน เป็นอย่างไรกันแน่

1.วิธีปลอบอีกฝ่าย เมื่อคุณแทบจะปลอบตัวเองไม่ไหวอยู่แล้ว

เมื่อคุณต้องบอกสามีหรือภรรยาว่า ไม่เป็นไร ทั้งที่จริงๆ แล้วคุณยังรู้สึกว่ามันยังเป็นไรมากๆ เสียด้วย จริงๆ แล้ว การปลอบอีกฝ่ายก็เหมือนกับคุณกำลังปลอบตัวเองไปด้วย สิ่งสำคัญคือคุณทั้งคู่ยังอยู่เคียงข้างกัน เพื่อทุกข์ไปด้วยกัน ไม่ได้ทิ้งกันต่างหาก

2.วิธีที่คุณทั้งคู่รับมือกับสถานการณ์ที่น่าอึดอัดและความเงียบ

เมื่อคุณทั้งคู่ได้รับข่าวร้ายจากคุณหมอ สิ่งที่ทำได้คือนั่งนิ่งๆ อยู่ในความเงียบ การแบ่งปันช่วงเวลาที่พูดไม่ออกแบบนี้ และผ่านมันไปให้ได้ด้วยกัน คืออีกหนึ่งหนทางที่คุณทั้งคู่จะก้าวผ่านอุปสรรคไปด้วยกันให้ได้ค่ะ

3.วิธีที่คุณทั้งคู่รับมือกับความเครียด

สถานการณ์และเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา มีทั้งดีและมีทั้งที่ทำให้เกิดความเครียดขึ้นได้ ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นได้ การตัดสินใจบางอย่างที่อาจจะขัดแย้งกันอยู่บ้าง การเห็นต่างกันในเรื่องบางเรื่อง ต่างก็ทำให้เกิดความเครียดขึ้นได้ค่ะ แต่ไม่มีความเครียดใดที่อาจเกิดขึ้นได้กับลูกคุณ ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด สิ่งที่ชีวิตคู่ต้องผ่านไปให้ได้ก็คือเรื่องแบบนี้เช่นกันค่ะ

4.คุณทั้งคู่ปรับเปลี่ยนหรือยืดหยุ่นแผนที่วางไว้ได้แค่ไหน

หากมีเหตุการณ์ที่ทำให้แผนของคุณไม่เป็นไปตามนั้น เช่น ลูกมีความผิดปกติ หรือคุณต้องปรับเปลี่ยนงานเพื่อลูก หรือเรื่องต่างๆ ที่ต้องเปลี่ยนไป ไม่เป็นไปตามที่คุณคิดไว้ คุณทั้งคู่รับมือกับมันได้มากแค่ไหน และยินยอมที่จะเปลี่ยนไปมากแค่ไหนกันละ

5.คุณต้องการเวลาให้ตัวเองด้วย

แน่นอนเมื่อคิดถึงเรื่องที่ไม่ดีหรือทำให้ทุกข์ใจ ทุกคนต้องการที่พึ่งทั้งทางใจและทางกาย การเป็นคู่ชีวิตเท่ากับการพึ่งพิงอีกฝ่ายได้ยามที่เราท้อแท้และเหนื่อยล้า แต่ก็อีกเช่นกันที่เราต้องการเวลาให้กับตัวเราเองด้วย

6.ขณะเดียวกันคุณก็ต้องการเวลาที่จะอยู่ด้วยกันด้วย

ที่ว่างระหว่างคุณทั้งสอง ต้องไม่ทำให้ฝ่ายใดอึดอัด แต่ขณะเดียวกันมันก็ต้องไม่กว้างมากเกินไปเช่นกัน เพราะขณะที่คุณมีเวลาของคุณ มันก็ต้องมีเวลาของสองเราด้วยเช่นกัน แม้คุณจะขอเวลาของคุณ แต่คุณจะอุ่นใจกว่าแน่นอนเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายก็ยังอยู่ใกล้ๆ คุณนี่แหละ

7.การสื่อสารของคุณทำให้มันแย่ลงหรือดีขึ้นในช่วงเวลาแบบนี้

ขณะที่บางคนมีศิลปะในการพูด แต่บางคนแม้จะเจตนาดีแต่กลับได้ผลตรงกันข้าม หรือแม้แต่คนที่ไม่ค่อยพูดจนทำให้ดูเย็นชาหรือไม่แยแสในเรื่องที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าการสื่อสารไม่ใช่แค่การพูด หากคุณไม่ใช่คนพูดเก่งแต่คุณควรต้องสื่อสารเป็น กับคนที่แสดงออกไม่เก่ง แต่คุณควรต้องสื่อสารให้ได้ ยิ่งในช่วงเวลาที่คุณทั้งคู่ต้องผ่านสถานการณ์แบบนี้ไปให้ได้ คุณยิ่งต้องสื่อสารให้มากกว่าเกิด พูดคุย ส่งข้อความ หรือบอกใบ้กลายๆ ก็ได้ การให้กำลังใจผ่านการสื่อสาร และแสดงความห่วงใยระหว่างคู่ชีวิตไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยค่ะ

8.ชีวิตคู่จะไปรอดไหม ขึ้นอยู่กับคุณทั้งสอง ไม่ใช่แค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

คุณไม่จำเป็นต้องแต่งงานกันถึงจะเรียกว่าคุณเป็นคู่ชีวิตกัน ไม่แม้กระทั่งต้องต่างเพศกัน สิ่งหนึ่งที่ทำให้ชีวิตคู่ยาวนานและไปได้ตลอดรอดฝั่ง คือการทุ่มเทต่อมันผ่านการพยายามของทั้งสองคน ในเวลาแบบนี้ หากมีเพียงฝ่ายเดียวที่พยายาม อีกฝ่ายยังนิ่งเฉยหรือไม่แคร์ คุณก็แค่รอวันจากกันเท่านั้น

9.คุณโชคดีแค่ไหนที่มีเขาหรือเธอ

มรสุมชีวิตของแต่ละคนนั่นผ่านเข้ามาในหลากหลายรูปแบบ คุณโชคดีแค่ไหนที่มีคนอยู่เคียงข้าง คุณโชคดีแค่ไหนที่ไม่ลำบากกว่าใครเขา มองหาข้อดีของคุณเทียบกับกรณีที่แย่กว่านี้ แม้มันไม่ได้แก้ปัญหาอะไร แต่มันจะช่วยปรับมุมมองให้คุณผ่านปัญหาเหล่านี้ไปได้ยังไงละคะ

ที่มา Romper

 

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

กลุ้มใจ เซ็กส์หลังคลอดมีปัญหา ทำอย่างไรดี

10 สิ่งที่พ่อแม่ควรทำเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็น

ParentTown Article Footer 670x100 578x96 9 เรื่องที่คุณเเม่จะรู้ก็ต่อเมื่อการตั้งครรภ์ “ผิดพลาด”