60 นาที เล่นนอกบ้าน กับ 7 ประโยชน์ที่แม่ต้องรู้ คุณครูไม่บอก

60 นาที เล่นนอกบ้าน กับ 7 ประโยชน์ที่แม่ต้องรู้ คุณครูไม่บอก

การที่พ่อแม่พาลูกในวัยแสนซนออกไป เล่นนอกบ้าน อาจเป็นภารกิจใหญ่และหนักหนาพอตัว แต่ไม่ว่าจะเหนื่อยหนักเพราะต้องไล่จับลูกน้อยที่วิ่งเล่นไปทั่ว หรือต้องกุมขมับเพราะเห็นสภาพเสื้อผ้าเลอะเทอะเปรอะโคลนหนักสักแค่ไหน ก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะสิ่งที่ลูกได้รับกลับมาจากการทำกิจกรรมเล่นเลอะนอกบ้าน เพียงวันละ 60 นาทีนี้ มีประโยชน์มากมายหลายเท่านัก

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา (CDC) แนะนำว่า พ่อแม่ควรพาเด็ก ๆ ไป เล่นนอกบ้าน อย่างน้อยวันละ 60 นาที ซึ่งสอดคล้องกับ องค์การอนามัยโลก (WHO) ที่แนะนำให้เด็ก ๆ ควรออกกำลังกายระดับปานกลาง - หนัก อย่างน้อย 60 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน เพื่อให้ร่างกายได้ใช้พลังงานอย่างน้อย 200 kcal/วัน เพื่อให้เจ้าตัวเล็กมีสุขภาพแข็งแรง จิตใจแจ่มใส ห่างไกลจากโรคร้ายต่าง ๆ

เล่นนอกบ้าน คืออะไร ทำไมพ่อแม่ควรให้ความสำคัญ ?

60 นาที เล่นนอกบ้าน

เมื่อเอ่ยถึงการ เล่นนอกบ้าน หลายคนอาจเข้าใจว่า ก็แค่พาลูกออกไปเล่นข้างนอกบ้าน แต่ในความเป็นจริง พ่อแม่จำนวนไม่น้อย กลับหยิบยื่นสมาร์ทโฟนให้ลูกเล่น แลกกับการนั่งนิ่ง ๆ แทนที่จะปล่อยให้ลูกได้วิ่งเล่น เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัว ดังนั้นเราจึงควรสนันสนุนให้เจ้าตัวเล็ก ทำกิจกรรมที่มีการขยับร่างกาย ใช้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ เช่น เดินรอบสวน วิ่งเล่นไล่จับ ว่ายน้ำ เตะฟุตบอล เต้นประกอบเพลง ปล่อยให้ลูกรักได้คลุกคลีกับธรรมชาติ สายลม แสงแดด ต้นไม้ ฝุ่นดิน พบเจอเพื่อนวัยเดียวกัน สิ่งเหล่านี้นับเป็นกิจกรรมที่ช่วยเสริมพัฒนาการได้หลากหลายมิติ ทั้งร่างกาย สมอง และสังคม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างพื้นฐานการดำรงชีวิตสำคัญในอนาคต ต่างจากเด็กที่ไม่ได้รับการสนับสนุนให้ออกมาเล่นนอกบ้าน เด็ก ๆ กลุ่มนี้นอกจากมีสุขภาพไม่แข็งแรง และมีโอกาสเป็นโรคหัวใจสูงแล้ว ยังมีภาวะเฉื่อยชา มีพัฒนาการช้ากว่าเด็กที่ออกกำลังกายเป็นประจำอีกด้วย

7 ประโยชน์ ของ “การเล่นนอกบ้าน” เพียงวันละ 60 นาที ที่แม่ต้องรู้ คุณครูไม่บอก

60 นาที เล่นนอกบ้าน

1.เพิ่มทักษะการตัดสินใจผ่านการคิดวิเคราะห์  เด็ก ๆ มีพลังงานมากมายราวกับไม่มีวันหมด ลองหาโอกาสชวนเจ้าตัวเล็กออกมาเล่นไล่จับบนสนามหญ้าในสวนสาธารณะใกล้บ้านอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ปล่อยให้ลูกรักได้ปล่อยพลังงานออกมาเต็มที่ นอกจากการเล่นจะช่วยให้มีร่างกายแข็งแรงแล้ว ทุกครั้งที่มีการขยับร่างกาย สมองจะสั่งการให้อวัยวะแต่ละส่วนทำงานสัมพันธ์กัน การทำงานของสมองส่วนนี้ มีผลต่อสติปัญญาการและเรียนรู้ของลูกรัก เมื่อสมองตื่นตัวจากการถูกกระตุ้นบ่อยครั้ง ก็จะเกิดพัฒนาการที่ดี ช่วยให้ลูกรักพร้อมเรียนรู้ จดจำ มีการคิดวิเคราะห์ และตัดสินใจได้ดีกว่าเด็กที่พ่อแม่บังคับให้นั่งนิ่ง ๆ

2.ลดโรคซึมเศร้า เพิ่มพัฒนาการทางอารมณ์ (EQ) การเล่นสนุก เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยผ่อนคลายความกังวลใจของลูกรักได้ดีมาก เพราะการได้วิ่งเล่นในพื้นที่กว้าง ๆ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางธรรมชาติ ทำให้เด็กๆ รู้สึกว่ามีอิสระ ลดความเครียดสะสมที่ได้รับมาจากการเลี้ยงดู การเรียน หรือแม้กระทั่งความเบื่อหน่าย จากการทำกิจกรรมเดิมซ้ำ ๆ การเล่นสนุก ยังช่วยลดบทบาทการทำงานของ สมอง Amygdala ที่ควบคุม “ความหวาดกลัว” ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความคิดด้านลบ เช่น ความกังวล ซึมเศร้า และความเครียดต่าง ๆ เด็กที่มีความสุขจากการวิ่งเล่น จะมีพัฒนาการด้านอารมณ์ (E.Q.) ดีกว่าเด็กที่มีพฤติกรรมเนือยนิ่ง หรือถูกหยิบยื่นให้เล่นแต่โทรศัพท์

3.ต่อยอดจินตนาการเติมความคิดสร้างสรรค์ แค่เด็ก ๆ ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่าง ๆ กับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ก็เป็นการต่อยอดจินตนาการที่ดีมาก ๆ เพราะเด็ก ๆ มักมีโลกในจินตนาการอีกหนึ่งใบอยู่แล้ว เมื่อได้มาแลกเปลี่ยนกับเพื่อน ก็จะช่วยกันสร้างสรรค์โลกใบใหม่ที่น่าสนใจมากขึ้นไปอีก ยิ่งเรื่องราวเหล่านั้น ไม่มีกรอบ กฏ กติกา มาขวางกั้น ยิ่งช่วยให้เด็ก ๆ เกิดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคตด้วย

4.สร้างประสบการณ์รอบตัวผ่านโรงเรียนธรรมชาติ บ่อยครั้งทางลัดของการประสบความสำเร็จของเด็ก ๆ ก็เริ่มจากห้องเรียนธรรมชาติ เพราะเวลาที่ลูกน้อยมองเห็น นก กระรอก สุนัข ต้นไม้ บ้าน สีสันต่าง ๆ ได้ยินเสียงลมพัด เสียงเพลง เสียงจิ้งหรีดร้อง ได้กลิ่นหอมของดอกไม้ ได้สัมผัสกับพื้นดิน ทราย น้ำเย็น ๆ ในลำธาร ได้ลองทานอาหารที่มีรสชาติแตกต่างออกไป เมื่อเกิดความสงสัย ก็เรียนรู้การตั้งคำถาม หาคำตอบ และมีความช่างสังเกต สิ่งเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการสร้างเสริมประสบการณ์รอบตัว ซึ่งเป็นคุณสมบัติข้อสำคัญของ เด็กฉลาด

5.มีทักษะการเข้าสังคม พื้นฐานสำคัญของทักษะอนาคต การปล่อยให้ลูกเล่นกับเพื่อน ๆ เป็นการฝึกทักษะการเข้าสังคมที่ดีมาก เพราะเด็ก ๆ จะเรียนรู้เรื่องการเป็นผู้ให้และผู้รับที่ดี รู้จักอดทนรอคอย รู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง เรียนรู้การรับมือกับความขัดแย้ง รู้จักสร้างและรักษาความสัมพันธ์ในกลุ่มเพื่อน ทั้งยังเป็นการฝึกการใช้ภาษา ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสื่อสารในเวลาเดียวกันด้วย

6.ลดช่องว่าง กระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว พ่อแม่คือบุคคลสำคัญที่จะช่วยจัดการและสนับสนุนให้ลูกรักมีพัฒนาการร่างกายและจิตใจที่ดี โดยสามารถชวนลูกน้อยทำกิจกรรมกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น ชวนลูกเดินสำรวจรอบบ้าน เล่นเกมซ่อนหา ทายคำศัพท์ใหม่ ๆ จากสิ่งที่อยู่รอบตัว นอกจากนี้ การมีพ่อแม่อยู่เคียงข้างในทุกสถานการณ์ ยังช่วยให้ลูกรักมีกำลังใจที่ดี และวางใจที่จะปรึกษาเรื่องต่าง ๆ กับพ่อแม่

7.เรียนรู้จากความผิดพลาด สร้างความรับผิดชอบ เด็ก ๆ ที่ได้รับการฝึกฝนให้รู้จักวิธีการรับมือกับความผิดพลาด แก้ไขปัญหา และรับผิดชอบผลลัพธ์ที่ตามมา โดยมีพ่อแม่ให้คำแนะนำและให้กำลังใจอยู่เคียงข้าง จะมีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง พร้อมรับมือกับอุปสรรคต่าง ๆ ได้ดีมาก เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม และมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ดีกว่าเด็กที่ถูกปกป้องจากพ่อแม่มาตลอดชีวิต

ยิ่งเลอะ ยิ่งเยอะประสบการณ์ บรีส สนับสนุนให้เด็ก ๆ เล่นเลอะนอกบ้าน

60 นาที เล่นนอกบ้าน

เมื่อประสบการณ์เป็นสิ่งที่หาซื้อไม่ได้จากออนไลน์ช้อป พ่อแม่ และคุณครูในโรงเรียน จึงควรสนับสนุนให้เด็ก ๆ ได้ออกไป “ค้นหาประสบการณ์จากห้องเรียนธรรมชาติ” โดยเริ่มต้นจากการชักชวนลูกออกมาเล่นนอกบ้านอย่างน้อยวันละ 60 นาที มองหากิจกรรมที่ลูกสนใจ อาจเป็นกิจกรรมง่าย ๆ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน เมื่อเจ้าตัวเล็กรู้สึกสนุกสนาน ก็ลองพาออกไปยังสถานที่แปลกใหม่ เช่น สวนสาธารณะ สนามกีฬา หรือศูนย์การเรียนรู้ทางธรรมชาติ หากอยู่ในวัยเรียน คุณครูยังสามารถบรรจุกิจกรรมเรียนรู้นอกห้องเรียนแทนการเรียนรู้อยู่แต่หน้ากระดาน ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบใหม่ ที่ช่วยเสริมสร้างให้เด็ก ๆ เรียนรู้ได้ไว เข้าใจในง่ายขึ้น จากการได้สัมผัสและลงมือทำจริง ๆ ถึงแม้ว่ากิจกรรมต่าง ๆ อาจทำให้เสื้อผ้าของลูกเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปบ้าง ก็อยากให้พ่อแม่ให้มองว่า “เรื่องเลอะก็แค่เรื่องเล็ก ๆ ” อย่าปล่อยให้คราบหนักเหล่านั้นเป็นอุปสรรคของการเรียนรู้ที่มีค่า

เมื่อ “การเล่นเลอะนอกบ้าน” คือจุดเริ่มต้นของพัฒนาการในทุก ๆ ด้าน หากผู้ใหญ่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี เด็ก ๆ ก็เต็มที่กับทุกการเล่น เน้นลงมือทำ และได้รับประสบการณ์ที่ดี ที่เป็นทางลัดสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริง

 

ต่อยอดเคล็ดลับการเรียนรู้นอกบ้าน คลิก บรีส outdoorlearning

 

 

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

ข้อความที่ปรากฎในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว และผู้เขียนไม่ได้เป็นตัวแทนของ theAsianparent หรือลูกค้า

บทความโดย

theAsianparent Editorial Team

app info
get app banner