5 อาการแทรกซ้อนแบบนี้ไม่ดีแน่แม่ท้องต้องระวัง

lead image

ปกติแล้วในช่วงครรภ์คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น เพียงแต่มีคุณแม่บางส่วนที่อาจจะประสบปัญหาอาการแทรกซ้อนต่าง ๆในช่วงตั้งครรภ์ มาดูกันว่าอาการแทรกซ้อนในช่วงตั้งครรภ์มีอะไรบ้าง มีอาการอย่างไร รักษาได้หรือไม่ ติดตามอ่าน

5 อาการแทรกซ้อนแบบนี้ไม่ดีแน่แม่ท้องต้องระวัง

1. ท้องนอกมดลูก

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/05/Fotolia 65730901 Subscription Monthly M 3.jpg 5 อาการแทรกซ้อนแบบนี้ไม่ดีแน่แม่ท้องต้องระวัง

การตั้งครรภ์นอกมดลูก เกิดขึ้นประมาณร้อยละ 1-2 ของการตั้งครรภ์เกิดขึ้นเมื่อไข่ได้รับการผสมแล้วฝังตัวอยู่ในมดลูก  และเมื่อฝังตัวแล้ว จะมีการเจริญเติบโตของทารก แต่เนื่องจากตำแหน่งอวัยวะที่ฝังตัวไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต คือ  ไปฝังที่ท่อรังไข่ ไม่ใช่ฝังที่ผนังโพรงมดลูก ทำให้มักจะแตกในเวลาต่อมาได้ เพราะผนังของท่อรังไข่บาง ไม่เหมือนผนังโพรงมดลูกซึ่งหนามาก เมื่อมีการลอกหลุดของการตั้งครรภ์หรือการแตกของผนังท่อรังไข่ อาจจะทำให้เลือดออกในช่องท้องปริมาณมาก

อาการ

1. อาการเจ็บที่ท้องหรือท้องน้อย ซึ่งมักพบในผู้ป่วยเกือบทุกคน ลักษณะของการปวดมักเป็นลักษณะบีบรัดเป็นช่วง ๆ อาจจะเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง อาจหายไปหรือปวดอยู่ตลอดเวลา

2. บางคนมีเลือดออกในช่องท้องจำนวนมากอาจมีการระคายเคืองต่อกระบังลม ทำให้มีการปวดร้าวไปที่หัวไหล่ได้

3. ผู้ที่มาพบคุณหมอมักจะมีอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม ซึ่งในระยะนี้มีการแตกของท่อนำไข่แล้ว

การรักษา

1. การใช้ยาสิ่งสำคัญต้องรู้ว่าการท้องนอกมดลูกไม่อาจจะทำให้ตัวอ่อนเติบโตต่อไป และไม่สามารถย้ายตัวอ่อนไปฝังตัวใหม่ให้ถูกที่ถูกทางในโพรงมดลูกได้ ดังนั้น ถึงแม้จะพบได้เร็วตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก็จำเป็นต้องสละตัวอ่อนทิ้งเพียงอย่างเดียว โดยทางเลือกที่จะใช้ยา methotrexate แทนการผ่าตัดยังคงทำได้ ทำให้มันฝ่อลง พอจะช่วยรักษาสภาพของท่อนำไข่ไว้เพื่อการตั้งครรภ์ครั้งหน้าได้

2. การผ่าตัด  ท้องนอกมดลูกที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่จำเป็นต้องทำการผ่าตัดรักษา แต่การจะตัดมากน้อยแค่ไหน เก็บซ่อมแซมท่อนำไข่และรังไข่ได้ดีขนาดไหน ก็ขึ้นกับสภาพความเสียหายที่มันเกาะหรือการแตกของท่อนำไข่นั้น

- ถ้ารังไข่หรือท่อนำไข่ที่แตกมีความเสียหายมาก ก็มักจะตัดท่อนำไข่ออกไปพร้อมๆ กับตัวอ่อนเลย

- ถ้าสภาพท่อนำไข่ยังดีอยู่ไม่แตกออก การพยายามรีดเอาตัวอ่อนออกมาโดยเก็บท่อนำไข่ไว้ก็อาจทำได้

2. โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/05/Fotolia 67939068 Subscription Monthly M 1.jpg 5 อาการแทรกซ้อนแบบนี้ไม่ดีแน่แม่ท้องต้องระวัง

โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์  สามารถพบได้ ร้อยละ 5 ของหญิงตั้งครรภ์ ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดภาวะดังกล่าว ได้แก่ ญาติพี่น้องมีประวัติเป็นเบาหวาน, อายุ 30 ปีขึ้นไป, เคยคลอดบุตรที่มีน้ำหนักแรกเกิดตั้งแต่ 4 กิโลกรัมขึ้นไป, เคยคลอดบุตรที่มีความพิการแต่กำเนิดโดยไม่ทราบสาเหตุ, เคยมีประวัติทารกเสียชีวิตในครรภ์ โดยไม่ทราบสาเหตุ, เคยมีภาวะเบาหวานแทรกซ้อนในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน, อ้วน, มีภาวะความดันโลหิตสูง เป็นต้น

ผลเสียต่อคุณแม่ที่เพิ่มขึ้นมา คือ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดครรภ์เป็นพิษ หรือความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะเกิดการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะได้ง่ายขึ้น เป็นต้น

ผลเสียต่อทารกในครรภ์  โอกาสที่จะแท้งมีความเสี่ยงสูงขึ้น และอาจเพิ่มโอกาสที่ทารกจะเสียชีวิตในครรภ์ได้ นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะเกิดความพิการแต่กำเนิดสูงขึ้น รวมถึงทารกอาจมีน้ำหนักตัวมากทำให้คลอดลำบาก

การรักษา

1. ปรึกษาโภชนากรเพื่อควบคุมอาหารให้มีสารอาหารเพียงพอสำหรับเด็กและมารดา และไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง

2. ยาลดน้ำตาลสำหรับผู้ป่วยเบาหวานขณะตั้งครรภ์ แนะนำให้ใช้เป็นยาอินซูลินเนื่องจากปลอดภัย และควบคุมน้ำตาลได้ดีกว่ายากิน

3. การออกกำลังกายสำหรับแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นเบาหวานมีความสำคัญ เพราะช่วยละภาวะดื้อยาอินซูลินที่ที่มีผลในการรักษาระดับน้ำตาล ตามปกติแล้วการออกกำลังกายถ้าไม่มีข้อห้ามจากคุณหมอ เช่นความดันโลหิตสูงหรือทารกในครรภ์มีความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนดหรือแท้งบุตร สามารถออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคนท้องได้ เช่น การเดิน ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน เต้นรำ โยคะ โดยออกกำลังกายวันละประมาณ 30 นาที แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคำแนะนำคุณหมอที่ดูแลด้วย

บทความแนะนำ  ภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์

3. การแท้ง

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/05/Fotolia 74034486 Subscription Monthly M.jpg 5 อาการแทรกซ้อนแบบนี้ไม่ดีแน่แม่ท้องต้องระวัง

เราเรียกทารกที่เสียชีวิตในครรภ์ก่อนมีอายุได้ 20 สัปดาห์ว่า “การแท้ง” และเรียกการเสียชีวิตของทารกในครรภ์ที่อายุเกินกว่า 20 สัปดาห์ว่า “ทารกเสียชีวิตในครรภ์”   ส่วนใหญ่แล้วการแท้งทักเกิดขึ้นใน 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์  สาเหตุของการแท้งมีได้หลายสาเหตุ แต่สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือ เกิดความผิดปกติของโครโมโซม ซึ่งอาจจะเกิดความผิดปกติที่ไข่ หรือตัวเชื้ออสุจิ หรือช่วงที่ตัวอ่อนแบ่งตัว

นอกจากนี้ ปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมน พบว่า  แม่ที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนต่ำ ซึ่งมีผลต่อเยื่อบุโพรงมดลูกซึ่งเป็นที่อยู่ของตัวอ่อน และเป็นแหล่งอาหารสำหรับ การเจริญเติบโต หากฮอร์โมนน้อยเยื่อบุโพรงมดลูกก็มีสภาพไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ตัวอ่อนก็เจริญต่อไม่ได้จะทำให้เกิดการแท้งได้

บทความแนะนำ 3 วิธีชนะการแท้งลูก

โอกาสแท้งในแต่ละช่วงอายุของแม่ท้อง

1.  แม่ท้องที่อายุน้อยกว่า 35 ปีจะมีโอกาสแท้งร้อยละ 15

2. แม่ท้องอายุ 35-45 ปีจะมีโอกาสแท้ง 20-35%

3. แม่ท้องอายุมากกว่า 45 ปีจะมีโอกาสแท้งร้อยละ 50

4. แม่ท้องที่เคยแท้งมาก่อนจะมีโอกาสแท้งร้อยละ 25

อาการ

1. มีอาการปวดหลัง(มากกว่าที่เคยเป็น)

2. น้ำหนักลด

3. มีมูกปนเลือดไหลออกมา

4. เจ็บท้องจริง

5. มีเลือดออกช่องคลอด

6. มีเนื้อเยื่อออกจากช่องคลอด

7. อาการคนท้องหายไป

การรักษา

1. หากมีภาวะปากมดลูกปิดไม่สนิทและมีการแท้งในช่วงไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ต้องทำการเย็บปากมดลูกหรือมีเนื้องอกในโพรงมดลูกที่ทำให้เกิดการแท้งซ้ำ ต้องมีการตัดเนื้องอกออก

2. หากเป็นการแท้งแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องทำการขูดมดลูกหรือให้ยากระตุ้นการบีบตัวของมดลูก

3. หากเป็นการแท้งแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องทำการขูดมดลูกหรือให้ยากระตุ้นการบีบตัวของมดลูก

4. หากเป็นการแท้งไม่ครบ ต้องทำการขูดมดลูก

5. หากเป็นการแท้งค้าง คุณหมอจะทำการขูดมดลูกหรือให้ยากระตุ้นการบีบตัวของมดลูก

6. หากมีภาวะขาดฮอร์โมนเพศเช่น โปรเจสเตโรน (Progesterone) ต้องมีการให้ฮอร์โมนเสริม

4. ภาวะรกเกาะต่ำ

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/05/Fotolia 88678943 Subscription Monthly M 2.jpg 5 อาการแทรกซ้อนแบบนี้ไม่ดีแน่แม่ท้องต้องระวัง

มักพบได้ในแม่ตั้งครรภ์ประมาณ 1 ใน 200 คน โดยเฉพาะคุณแม่ที่เคยตั้งครรภ์มาแล้วหรือคลอดหลาย ๆ ครั้ง ยิ่งครรภ์หลัง ๆ จะยิ่งมีโอกาสพบได้มากขึ้น หรือแม่ที่ตั้งครรภ์แฝด รวมไปถึงคุณแม่ที่มีความผิดปกติของปากมดลูก เช่น มีก้อนเนื้องอกในมดลูกหรือมีแผลเป็นที่ตัวมดลูก หรือเคยมีประวัติผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องมาก่อนก็อาจทำให้การเกาะตัวของรกกับผนังมดลูกผิดปกติไป เมื่อคุณแม่ใกล้คลอดจึงมักทำให้เกิดอาการตกเลือด ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ได้

อาการ

สำหรับในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ในคุณแม่ที่มีปัจจัยสุ่มเสี่ยงว่าจะเกิดภาวะรกเกาะต่ำ สามารถสังเกตตัวเองได้ หากมีอาการดังนี้เกิดขึ้น

-  ไม่มีอาการปวดท้อง แต่มีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอด

-  เลือดไหลออกมาไม่มาก แต่เลือดออกบ่อยครั้ง

ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นตลอดในช่วงอายุตั้งครรภ์ไตรมาสสุดท้าย หรือใกล้ช่วงที่จะคลอดลูก ให้พบแพทย์ทันที เพื่อจะได้อยู่ในความดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

5. ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/05/Fotolia 109796263 Subscription Monthly M 1.jpg 5 อาการแทรกซ้อนแบบนี้ไม่ดีแน่แม่ท้องต้องระวัง

มี 2 กลุ่มคือ คุณแม่บางคนเป็นความดันโลหิตสูงอยู่แล้วก่อนตั้งครรภ์ กับอีกกลุ่ณแม่อีกกลุ่มหนึ่งตอนที่ไม่ตั้งครรภ์ความดันไม่สูง แต่เมื่อตั้งครรภ์แล้วความดันกลับสูงได้ กลุ่มหลังเราจะเรียกว่าความดันโลหิตสูงจากการตั้งครรภ์ ซึ่งพบได้บ่อย คุณแม่จะมีอาการบวม ตรวจปัสสาวะเจอไข่ขาวหรือโปรตีนในปัสสาวะ ถ้าอาการรุนแรงและรักษาได้ไม่ดี คนไข้จะชัก อาจจะมีเส้นเลือดในสมองแตกเสียชีวิตได้

ผลต่อแม่ตั้งครรภ์  :  หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้อง อาจทำให้ภาวะของโรครุนแรงจนถึงขั้นชัก นอกจากนี้ยังส่งผลให้การทำงานของอวัยวะสำคัญอื่น ๆ ผิดปกติและเสียชีวิตได้

ผลต่อทารกในครรภ์  :  เนื่องจากภาวะนี้ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่ผ่านรกมายังทารกลดลง ดังนั้นจึงอาจส่งผลกระทบให้ทารกเกิดภาวะโตช้าในครรภ์ และ/หรือทำให้ทารกมีสุขภาพที่ผิดปกติซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตในครรภ์ได้

อาการ

1. ปวดศีรษะมาก

2. ตามัว

3. จุกแน่นลิ้นปี่

4. ปวดเกร็งท้อง เลือดออกทางช่องคลอด ซึ่งอาจเป็นอาการแสดงของรกลอกตัวก่อนกำหนด

การรักษา

หากมีอาการไม่มาก คุณแม่อาจเลือกพักผ่อน ในขณะที่คุณแม่บางคนอาจจะต้องทานยา หรือต้องเข้าโรงพยาบาล   หากมาอาการรุนแรงอาจมีความจำเป็นต้องยุติการตั้งครรภ์ แต่กรณีเช่นนี้พบได้น้อยมาก

ส่วนมากจะรักษาได้ ด้วยการจัดยาป้องกันการชัก ยาลดความดัน ส่วนใหญ่จะประคับประคองไปจนกว่าจะทารกในครรภ์แข็งแรงพอที่จะคลอดได้  มักจะใช้วิธีการผ่าตัดคลอดหรือการให้ยาเร่งคลอดในบางกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

บทความแนะนำ  ตั้งครรภ์ แต่เป็นความดันโลหิตสูง ลูกอาจตัวเล็กกว่าปกติ!!

ได้ทราบกันแล้วนะคะว่าอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างตั้งครรภ์มีอะไรกันบ้าง  แต่สิ่งที่ดีและปลอดภัยสำหรับคุณแม่ คือ เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ควรรีบฝากครรภ์กับคุณหมอให้เร็วที่สุดเพื่อทำการตรวจร่างกายหากพบภาวะแทรกซ้อนใดคุณหมอจะได้ให้การดูแลได้ถูกต้องเหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของทั้งแม่และลูกนะคะ

ร่วมบอกเล่าและแชร์ประสบการณ์ในช่วงตั้งครรภ์   คลอดบุตร รวมถึงการเลี้ยงดูทารกน้อย  เพื่อเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวอื่น ๆ กันนะคะ  หากมีคำถามหรือข้อสงสัย ทางทีมงานจะหาคำตอบมาให้คุณ

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

http://www.rtcog.or.th

http://www.dmsc.moph.go.th

http://haamor.com

http://www.si.mahidol.ac.th

บทความอื่น ๆ ที่แนะนำ 

ระวัง!! 5 โรคร้ายที่ติดต่อจากสัตว์เลี้ยงแสนรักสู่แม่ท้อง

แม่ท้องเป็นหอบหืดอันตรายถึงลูกในท้องหรือไม่

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/04/8.TAP th ios Footer670x196.jpg 5 อาการแทรกซ้อนแบบนี้ไม่ดีแน่แม่ท้องต้องระวัง