ให้ลูกกินยาโรคภูมิแพ้นานเป็นปี อันตรายไหม แม่เป็นห่วง

lead image

ลูกเป็นโรคภูมิแพ้ ใช้ยาต่อเนื่องเป็นปีๆ อันตรายต่อร่างกายลูกแค่ไหน แล้วถ้าลูกเป็นโรคประจำตัวจะต้องระวังอย่างไร แบบไหนที่แม่ต้องดูแลเป็นพิเศษ

"คุณหมอคะ น้องต๋องทานยาแก้แพ้ ทุกวันมาเป็นเดือนแล้ว อาการก็ดีขึ้นนะคะ แต่คุณแม่กังวลว่าใช้ยานานๆ แบบนี้จะมีอันตรายอะไรไหมคะ"

 

กินยาโรคภูมิแพ้นานๆ อันตรายแค่ไหน

คุณแม่น้องต๋องปรึกษาหมอด้วยความสงสัย ในวันหนึ่ง ซึ่งคำถามนี้หมอพบว่าเป็นสิ่งที่คาใจคุณพ่อคุณแม่ที่ลูกเป็นโรคภูมิแพ้หลายๆ ท่าน เพราะมักจะต้องใช้ยาต่อเนื่องในระยะเวลาหนึ่ง หมอขอสรุปเรื่องผลของการใช้ยารักษาโรคภูมิแพ้ชนิดรับประทาน 2 ชนิดได้แก่ ยากลุ่มที่มีฤทธิ์ต้านสารฮิสตามีน รุ่นที่ 2 และ ยากลุ่มที่มีฤทธิ์ต้านสารลิวโคไตรอีน ซึ่งเป็นยาที่นิยมใช้ในปัจจุบันนะคะ

 

1. ยารักษาโรคภูมิแพ้กลุ่มที่มีฤทธิ์ต้านสารฮิสตามีน รุ่นที่ 2 (second generation antihistamine) ยกตัวอย่างเช่น cetirizine, loratadine, fexofenadine, desloratadine, และ levocetirizine เป็นกลุ่มยาแก้แพ้รุ่นใหม่ ที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วงน้อย หรือ ไม่ง่วงเลย เพราะหลังจากทานแล้วตัวยาสามารถผ่านเข้าสู่สมองได้น้อย ได้แก่ cetirizine, loratadine ผู้ที่ใช้ยาบางคนจึงมีอาการง่วงเล็กน้อย แต่บางคนก็ไม่ง่วงเลย ยิ่งไปกว่านั้นยาแก้แพ้ในกลุ่มนี้ ชนิดใหม่ล่าสุด เมื่อทานแล้วยาจะผ่านเข้าสู่สมองได้น้อยมากๆ จึงไม่ง่วงเลย จนสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ ของประเทศสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้นักบินใช้ได้ เช่น fexofenadine, desloratadine
เนื่องจากมีการศึกษาที่ใช้ยาแก้แพ้รุ่นใหม่นี้รักษาโรคภูมิแพ้ในเด็กเล็กอายุ 12-24 เดือน โดยใช้ต่อเนื่องทุกวัน นานประมาณ 1 ปี ก็ไม่พบว่า มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายร้ายแรงใดๆ ที่แตกต่างจากยาหลอกที่ใช้ในการวิจัย โดยเด็กที่เข้าร่วมการศึกษาวิจัยนั้นเป็นเด็กที่สุขภาพแข็งแรงปกติ

ดังนั้น ในเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงปกติ การใช้ยาแก้แพ้รุ่นใหม่ต่อเนื่องในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี ไม่น่าจะมีผลข้างเคียงที่อันตราย แต่สำหรับเด็กที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคตับ หรือ โรคไต อยู่ ต้องแจ้งให้คุณหมอทราบด้วยค่ะ เพราะยาบางตัวมีการกำจัดยาและขับออกจากร่างกายทางอวัยวะดังกล่าว จึงต้องระมัดระวังการใช้ในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับตับ และไต เป็นพิเศษค่ะ

 

2. ยารักษาโรคภูมิแพ้กลุ่มที่มีฤทธิ์ต้านสารลิวโคไตรอีน (antileukotriene) ยาในกลุ่มนี้ ที่มีใช้ในประเทศไทย ได้แก่ ยา montelukast เช่น Singulair และ Montek เป็นต้น ซึ่งยาในกลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ต่อต้านสาร leukotriene อันเป็นสารที่สำคัญชนิดหนึ่งเกิดปฏิกริยาภูมิแพ้ พร้อมๆ กับฮิสตามีน ซึ่งทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ต่างๆ ยาตัวนี้ใช้ในการรักษาโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ ร่วมกับยาแก้แพ้กลุ่ม antihistamine โดยเป็นตัวเสริมในการรักษา และอาจใช้ในผู้ป่วยโรคหืด โดยใช้เป็นตัวรักษาและป้องกันอาการสำหรับโรคหืดเรื้อรัง โดยจะใช้เป็นยาเดี่ยวเริ่มต้นรักษาโรคหืดที่อาการไม่รุนแรง หรือ ใช้เป็นยาเสริม ในการรักษาควบคู่กับ ยาสูดกลุ่มสเตียรอยด์ ในโรคหืดที่อาการรุนแรง

พบว่าผลข้างเคียงของยามักจะไม่รุนแรงและมักจะไม่จำเป็นต้องหยุดการรักษา เช่น วิงเวียน ปวดท้อง ผื่นคัน อ่อนเพลีย อารมณ์หงุดหงิดง่าย ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน และมีรายงานภาวะการแทรกซ้อนเกี่ยวกับระบบประสาทและพฤติกรรม ที่มักพบในเด็กโตและวัยรุ่น เช่น กระสับกระส่าย กระวนกระวาย เครียด โมโหง่าย ซึมเศร้า นอนไม่หลับ แต่อาการแทรกซ้อนเหล่านี้มักไม่รุนแรงและหายไปเมื่อหยุดยา หากอยู่ภายใต้การดูแลของคุณหมออย่างใกล้ชิด ก็น่าจะใช้ยาได้ตามข้อบ่งชี้ อย่างปลอดภัยค่ะ

 

หมอขอสรุปโดยภาพรวมของการใช้ยารักษาโรคภูมิแพ้ชนิดรับประทานทั้ง 2 กลุ่มข้างต้นนี้ว่า หากใช้ยาชนิดที่คุณหมอเลือกให้ตามอายุที่เหมาะสมกับลูก และใช้ในขนาดที่ถูกต้อง ภายใต้การดูแลของคุณหมอ ภายในระยะเวลาที่คุณหมอแนะนำ จะมีโอกาสจะเกิดผลข้างเคียงน้อย คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลค่ะ

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ไขข้อสงสัย ผื่นแพ้หลังคลอด เกิดจากอะไร

ยาแก้แพ้ vs ยาลดน้ำมูก เหมือนกันไหม?