โรคลมพิษของลูกเกิดได้จาก 6 สาเหตุนี้

lead image

อาการแพ้ที่เกิดกับผิวหนังอย่างเฉียบพลันอย่าง "ลมพิษ" สร้างความรำคาญให้คนที่เป็นไม่น้อย บางคนเกิดผื่นลมพิษขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงพยายามหาทางป้องกัน แต่ก่อนจะป้องกันได้ ก็คงต้องรู้สาเหตุที่ทำให้เกิดลมพิษเสียก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่มากระตุ้นให้เกิดโรคลมพิษ ติดตามอ่าน

โรคลมพิษของลูกเกิดได้จาก 6 สาเหตุนี้

ลมพิษเกิดได้จากหลายสาเหตุ  หากคุณพ่อคุณแม่มีลูกที่ผิวหนังแพ้ง่าย  อาจทำให้เกิดลมพิษแบบเฉียบพลัน  สิ่งสำคัญควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดลมพิษ  มาดู 6 สาเหตุหลักกระตุ้นให้เกิดโรคลมพิษ  ว่ามีอะไรบ้าง

สาเหตุของโรคลมพิษที่ควรระวัง

1. ลมพิษจากแสงแดด   เวลาที่เจ้าหนูออกไวิ่งเล่นท่ามกลางแสงแดด   หากลูกของคุณแพ้แสงแดด สามารถเกิดอาการลมพิษได้ทันที  โดยมีผื่นลมพิษขึ้นนอกร่มผ้า แค่โดนแสงแดดเพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดลมพิษได้   ความเข้มข้นของแสงก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะยิ่งโดนแดดแรงลมพิษก็จะยิ่งขึ้นตามไปด้วย

2. ลมพิษจากอาหาร   พบมากในเด็กเล็ก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากลูกของคุณพ่อคุณแม่มีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ เช่น หวัดภูมิแพ้ หืด ลมพิษ ผื่นคัน  หรือตัวคุณพ่อคุณแม่เอง  เป็นโรคแพ้อาหาร ซึ่งโรคแพ้อาหารมักเกิดจากการแพ้สารโปรตีนในอาหาร ส่วนใหญ่ได้แก่ นมวัว ไข่ ปลา กุ้ง หอย ปู ข้าวสาลี ถั่วลิสง ถั่วเหลือง เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดอัลมอลด์  อาการลมพิษผื่นคันจะลดลงเมื่ออายุประมาณ 1 ขวบ และมักจะหายดีเมื่ออายุประมาณ 10 ขวบ

3. ลมพิษจากยา ความจริงแล้วยาทุกชนิดมีโอกาสที่จะทำให้เกิดโรคลมพิษได้ทั้งนั้น ดังนั้น การให้เด็กทานยา ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง   ยาที่อาจก่อให้เกิดโรคลมพิษ ได้แก่   ยาปฏิชีวนะ ยาแก้ปวด ยาลดไข้ เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมียาบางชนิดที่อาจจะนึกไม่ถึงว่าเป็นสาเหตุของลมพิษได้   คือ   ยาวิตามิน ยาถ่าย ยาระบาย ยาหยอดหู ยาหยอดตา  เป็นต้น  สิ่งสำคัญไม่ควรซื้อยามามารับประทานเอง ควรพาลูกไปพบคุณหมอจะดีที่สุด 

4. ลมพิษจากการแพ้เหงื่อ สำหรับเด็ก ๆ อาจจะไปวิ่งเล่นซุกซน   เมื่อเหงื่อออกจึงเกิดลมพิษขึ้นมาเฉียบพลัน  ลมพิษชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้น  และมีเหงื่อออก มักพบหลังจากการออกกำลังกายหรือแม้แต่การอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นก็สามารถเป็นได้เช่นกัน

5. ลมพิษจากอากาศ แบ่งออกเป็น

-  ลมพิษจากการแพ้อากาศเย็น  โรคลมพิษชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่อผิวหนังสัมผัสกับน้ำแข็งหรืออากาศที่หนาวเย็น  ขณะอาบน้ำหรือว่ายน้ำในน้ำเย็น   ผิวหนังจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษเพราะอาจส่งผลให้ผิวหนังไร้ความรู้สึกได้

-  ลมพิษจากการแพ้แดด ลมพิษชนิดนี้เกิดในบริเวณที่ได้รับแสงแดดโดยตรง

6. ลมพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย   สาเหตุของลมพิษชนิดนี้มักจะพบในเด็ก ๆ ได้บ่อย เพราะบางทีไปวิ่งเล่นตามพุ่มไม้ หรือสถานที่มีมด  แมลงต่าง ๆ  เมื่อแมลงกัดมันจะปล่อยสารพิษเข้าผิวหนัง  เด็กบางคนจะมีอาการแพ้ตั้งแต่แพ้อย่างอ่อน  คือ  มีอาการคัน บวมและแดง    เด็กบางคนอาจจะเกิดภูมิแพ้หลังจากถูกกัดหลายวัน   มีอาการปวดข้อ คัน สำหรับบางคนมีอาการรุนแรงอาจจะมีอาการบวมของทั้งแขนหรือขา อาการบวมเป็นมากหลังถูกกัดไปแล้ว 48 ชม. และผื่นอาจจะอยู่ได้ 7-10 วัน

อ่าน  รู้จักโรคลมพิษ  คลิกหน้าต่อไป

โรคลมพิษ

รศ.นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์  คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี  ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคลมพิษ สรุปได้ดังนี้

1. ลมพิษ (urticaria) เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยร้อยละ 10 – 15 ของประชากร จะเคยเป็นผื่นลมพิษอย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต

2. ผื่นลมพิษเกิดจากปฏิกิริยาที่สารฮีสตามีนออกมามีฤทธิ์ต่อผิวหนังทั่วร่างกาย ทำให้หลอดเลือดขยายตัว และมีของเหลวรั่วซึมออกมานอกหลอดเลือด ทำให้เกิดการบวมน้ำของชั้นผิวหนังและใต้ผิวหนัง มองเห็นเป็นลักษณะผื่น เป็นวง ๆ ขอบกลมบ้างหยักบ้าง ใหญ่บ้างเล็กบ้าง เป็นปื้นนูนแดง และมีอาการคันมาก

3. อาการลมพิษมักเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว และมีอาการบวมของหนังตา ปาก แก้ม ใบหู หนังศีรษะ หรือผิวหนังบวมเป็นตุ่มนูนๆ ร่วมด้วย

4. ผื่นลมพิษแต่ละจุดมักหายได้เองภายใน 2–3 ชั่วโมง หรือมักอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมง แล้วย้ายที่เกิดผื่นใหม่

สาเหตุโรคลมพิษ

แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

1. ลมพิษชนิดฉับพลัน  คือ โรคลมพิษที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว บางคนอาจมีอาการรุนแรง  ลมพิษชนิดนี้หายไปภายใน 6 สัปดาห์

2. ลมพิษชนิดเรื้อรัง  คือ โรคลมพิษที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปไม่รุนแรง ผื่นจะขึ้นๆ ยุบๆ เป็นอยู่นานเกิน 6 สัปดาห์ ส่วนใหญ่หาสาเหตุไม่ได้จึงมีอาการผื่นลมพิษเป็น ๆ หาย ๆ นานเป็นเดือนหรือเป็นปี

การรักษา

1. ลมพิษเกิดจากหลายสาเหตุ จึงมีความจำเป็นต้องหาสาเหตุด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง เช่น ถ้าแพ้อาหาร ต้องหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่แพ้ ถ้าเป็นจากโรคร้ายต่าง ๆ ก็ต้องทำการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุด้วย

2. การรักษาลมพิษ แนะนำให้ใช้ยาต้านฮีสตามีน ซึ่งมีผลข้างเคียงทำให้ง่วงซึม และเหมาะกับลมพิษเฉียบพลัน

3. ในกรณีลมพิษเรื้อรัง ต้องใช้ยาต้านฮีสตามีนเป็นระยะเวลานาน และควรเลือกใช้ยาที่ไม่ง่วง สำหรับยา สเตียรอยด์และยากดภูมิคุ้มกัน เป็นยาที่มีผลข้างเคียงมาก ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในทุกราย และมักใช้ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อยาต่างๆ

4. สำหรับกรณีที่มีอาการรุนแรง ควรพิจารณาปรึกษาแพทย์เพื่อใช้ยาให้ถูกต้องเหมาะสม ทั้งขนาดและระยะเวลาในการใช้ยา

การป้องกัน

โรคลมพิษไม่มีวิธีการป้องกัน  แต่สิ่งที่ดีที่สุด คือ  ปฏิบัติตนในการหลีกเลี่ยงลมพิษโดยตรง  โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่เกิดลมพิษได้ง่าย ต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจกระตุ้นอาการคัน  หากเป็นไปได้คุณพ่อคุณแม่ควรจดจำชื่อของยาและบันทึกรายการอาหารที่ลูกรับประทานแล้วเกิดอาการแพ้ไว้ในกรณีฉุกเฉิน

เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับลมพิษ

ลมพิษในเด็ก   ลมพิษในเด็ก มีอาการเช่นเดียวกับลมพิษที่เกิดในผู้ใหญ่ เพียงแต่การเกิดลมพิษในเด็กนั้น อาการคันอาจจะทำให้เด็กทนไม่ได้ และทำให้เด็กร้องไห้งอแง ซึ่งวิธีการรักษาและบรรเทาอาการนั้นก็ใช้วิธีเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แต่ควรใช้อยู่ในดุลยพินิจของคุณหมอจะดีกว่าค่ะ

ลมพิษในคนท้อง  สำหรับว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์นั้น เวลาที่เกิดลมพิษก็อาจจะกังวลว่าอาการลมพิษอาจจะส่งผลต่อเด็กในท้องได้ ซึ่งนายแพทย์ธีระศักดิ์ ธำรงธีระกุล แพทย์ประจำศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก ผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลวิภาวดี ได้ให้คำตอบเรื่องนี้ไว้ว่าลมพิษนั้นเป็นเพียงแค่อาการแพ้ธรรมดาซึ่งจะไม่มีอันตรายต่อเด็กแต่อย่างใดค่ะ

ข้อควรระวัง  :  หากโรคลมพิษที่เกิดขึ้นนั้นมีอาการเริ่มรุนแรงขึ้น  ปวด บวม  บริเวณอวัยวะต่าง ๆ ต้องรีบรึกษาคุณหมอโดยด่วน      มิฉะนั้นอาจเกิดอันตรายได้

ที่มาของข้อมูล

http://www.thaihealth.or.th/

http://www.yourhealthyguide.com

https://www.doctor.or.th

http://www.siamhealth.net

บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ลูกเป็นผื่นลมพิษบ่อยควรทำอย่างไร? โดยผศ.พญ.รวีรัตน์ สิชฌรังษี

ผื่นในเด็ก อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก