เสมหะลงปอด ทารก ปอดอักเสบ ปอดบวม วิธีดูดเสมหะ ช่วยให้ลูกหายใจโล่ง

lead image

อากาศเปลี่ยน ถ้าทารกผิดปกติ มีอาการคล้ายไข้หวัด ก็อย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะอาการลูกอาจรุนแรงจนกลายเป็นเสมหะลงปอด ปอดอักเสบหรือปอดบวมได้

เสมหะลงปอด ทารก ปอดอักเสบ ปอดบวม

ระวังให้ดี เสมหะลงปอด ทารก เห็นลูกไออย่าคิดแค่ว่า อากาศเปลี่ยน ลูกแค่เป็นหวัด สังเกตดี ๆ ลูกอาจมีความเสี่ยง ปอดอักเสบ ปอดบวม โดยเฉพาะช่วงอากาศหนาวเย็น มีฝน ยิ่งต้องสังเกตอาการลูก

 

แม่แชร์อุทาหรณ์ลูกมีเสมหะลงปอด

จากประสบการณ์ของคุณแม่ท่านหนึ่ง ได้โพสต์ว่า น้องอายุเพียง 2 เดือน ขี้มูกแห้ง ไอนิดหน่อย คิดว่าอากาศเปลี่ยนแปลง จนน้องทานนมแล้วอ้วก จึงรีบพามาหาหมอ พบว่า ลูกมีเสมหะลงปอด ปอดอักเสบ และมีปอดบวมข้างซ้ายนิดเดียว ลูกจึงต้องนอนโรงพยาบาล และต้องถูกดูดเสมหะที่ปอดวันละ 3 ครั้ง

 

ทำไมร่างกายจึงมีเสมหะ

เสมหะเกิดขึ้นเพื่อดักจับสิ่งแปลกปลอมที่ผ่านเข้ามาในทางเดินหายใจ และขับเสมหะหรือสิ่งแปลกปลอมออกโดยไอ สำหรับผู้ใหญ่แล้ว สามารถสั่งน้ำมูกออกจากช่องจมูกและไอเอาเสมหะออกจากปอดได้ แต่ทารกหรือเด็กเล็ก ๆ นี่สิ ไม่สามารถสั่งน้ำมูกและไอได้เอง จำเป็นต้องดูดเสมหะเพื่อดูดน้ำมูกออกจากช่องจมูกและเป็นการกระตุ้นให้ไอเพื่อขับเสมหะออกจากปอด

การที่ไม่มีน้ำมูกในช่องจมูก และไม่มีเสมหะคั่งค้างในปอดจะทำให้เด็กหายใจสะดวกสามารถดูดนมได้ดี นอนหลับสบาย ทั้งยังไม่เป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค จึงไม่เกิดการติดเชื้อตามมา

 

ดูดเสมหะทารกตอนไหนดี

เมื่อลูกมีเสมหะควรดูดเสมหะก่อนให้นมหรืออาหาร ซึ่งทารกหรือเด็กเล็ก ไม่อาจบอกได้ว่า หนูกำลังมีเสมหะนะ พ่อแม่จึงต้องหมั่นสังเกตอาการ เสมหะลงปอด ทารก ดังนี้

  • มีน้ำมูกในจมูกหรือมีเสมหะในคอ
  • หายใจครืดคราด หรือเมื่อวางมือแนบอกหรือหลัง จะรู้สึกว่าครืดคราด
  • กระสับกระส่าย
  • หายใจลำบาก จมูกบานหรืออาจจะหายใจเร็วกว่าปกติ
  • ดูดนมไม่ดี
  • รอบปากซีดหรือเขียวคล้ำ

 

อ่านวิธีดูดเสมหะทางจมูกและปาก หน้าถัดไป

วิธีดูดเสมหะทารก

วิธีดูดเสมหะทางจมูกและปาก ทำอย่างไร

  1. ล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังดูดเสมหะ
  2. ในกรณีเด็กที่ไม่ให้ความร่วมมือ ให้ใช้ผ้าห่อตัวเพื่อเก็บแขนทั้ง 2 ข้างป้องกันไม่ให้เด็กเอามือมาปัดและดันขณะดูด ทำให้ดูดเสมหะได้สะดวกและนุ่มนวล
  3. ก่อนดูดเสมหะให้ตรวจเครื่องดูดเสมหะว่าทำงานดีหรือไม่
  4. ใช้สายดูดเสมหะขนาดพอดีไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป และใช้แรงดูดในขนาดพอที่จะดูดเสมหะได้ดี
  5. ขณะดูดเสมหะให้จับหน้าเด็กหันเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กสะบัดหน้าไปมาขณะดูด และป้องกันไม่ให้เด็กสำลักเสมหะหรือเศษอาหารลงปอดเมื่อเด็กมีอาเจียนขณะดูด ค่อย ๆ สอดสายดูดเสมหะเข้าทางปากหรือ ช่องจมูกให้ถึงบริเวณคอหอยหลังโพรงจมูก (ประมาณความลึกของสายโดยวัดระยะจากปลายจมูกถึงติ่งหูความลึกของสายเท่ากันไม่ว่าจะสอดสายดูดเสมหะเข้าทางปากหรือช่องจมูก) ซึ่งเด็กมักจะเกิดอาการไอเมื่อใช้สายดูดเสมหะกระตุ้นบริเวณนี้ เมื่อเด็กไอเสมหะจะหลุดจากปอดขึ้นมาในคอ ทำการดูดเสมหะในคอและปากออกให้หมดโดยขณะดูดให้ค่อย ๆ ขยับสายขึ้นลงอย่างช้า ๆ และนุ่มนวล
  6. ทำการดูดเสมหะจนกระทั่งไม่มีเสมหะในปอด
  7. สังเกตลักษณะ จำนวน และสีของเสมหะ

 

ข้อแนะนำเพิ่มเติมดูดเสมหะทารก

  • ถ้าเด็กไม่มีน้ำมูกให้สอดสายดูดเสมหะผ่านปากเพราะการสอดสาย เข้าทางช่องจมูก จะทำให้เด็กเจ็บมากกว่าการสอดสายเข้าทางปาก
  • การสอดสายเข้าในช่องจมูกให้ค่อย ๆ สอดสายอย่างนุ่มนวลโดยสอดสายให้โค้งขึ้นด้านบนเล็กน้อยแล้วย้อนลงสู่ด้านล่างสายจะค่อย ๆ เคลื่อนไปตามช่องจมูก ถ้าสอดสายแล้วรู้สึกติดห้ามกระแทกหรือดันให้ถอนสายออกมาเล็กน้อย แล้วจึงค่อย ๆ พยายามสอดใหม่หากสอดสายไม่เข้าให้เปลี่ยนไปใส่ช่องจมูกอีกข้างแทน
  • ขณะสอดสายดูดเสมหะเข้าในช่องจมูกให้ทำการดูดเมื่อมีน้ำมูกในโพรงจมูก หรือเด็กมีอาการไอ เพราะถ้าไม่มีน้ำมูกในโพรงจมูกสายดูดเสมหะจะดูดเนื้อเยื่อในโพรงจมูกทำให้เกิดการอักเสบและบวมได้
  • อย่าลืมให้เด็กพักเป็นระยะ ๆ ในระหว่างทำการดูดเสมหะเพื่อไม่ให้เด็กเหนื่อย
  • ภายหลังดูดเสมหะเสร็จอย่าลืมปลอบโยนเด็กโดยการอุ้ม หรือโอบกอดจนเด็กสงบ และหยุดร้องไห้

หากไม่มีน้ำมูกหรือเสมหะในปอดแล้ว หรือลูกสามารถสั่งน้ำมูก และไอเอาเสมหะออกจากปอดได้ดี ก็เลิกดูดเสมหะได้ค่ะ

 

ปอดอักเสบ ปอดบวม สังเกตยังไง

ข้อมูลจากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ ระบุไว้ว่า โรคปอดบวมหรือปอดอักเสบในเด็ก เป็นการอักเสบติดเชื้อเฉียบพลันของเนื้อปอด รวมทั้งหลอดลมส่วนปลายและถุงลม ทำให้ความสามารถในการทำงานของทางเดินหายใจลดลง เป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บป่วยรุนแรง บางครั้งอาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นเด็กที่เกิดมีน้ำหนักตัวน้อยอายุต่ำกว่า 1 ปี มีโรคขาดอาหาร โรคเรื้อรัง หรือความพิการแต่กำเนิด

พ.ญ.พนิดา ศรีสันต์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ อธิบายว่า โรคปอดอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากติดเชื้อ ทั้งจากการติดเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย มักจะมีอาการเริ่มต้นโดยเป็นหวัดก่อน 2-3 วัน ส่วนน้อยเกิดจากเชื้อรา พยาธิ หรืออาจเกิดจากการแพ้ การระคายเคืองต่อสารที่สูดดมเข้าไป ซึ่งเชื้อโรคที่ก่อนให้เกิดโรคปอดอักเสบเข้าสู่ร่างกายได้หลายวิธี เช่น

  • การสูดหายใจเอาเชื้อโรคที่มีอยู่ในอากาศเข้าไปโดยตรง
  • การสำลัก การกระจายของเชื้อตามกระแสเลือดไปสู่ปอด

 

อาการปอดอักเสบจากเชื้อไวรัส

เด็กส่วนใหญ่ติดเชื้อโดยการสูดสำลักเอาเชื้อก่อโรคที่อยู่บริเวณคอเข้าไปในหลอดลมส่วนปลายหรือถุงลม เชื้อเกิดการแบ่งตัวและก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบตามมา โดยที่ผู้ป่วยปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสมักมีอาการไข้หวัดนำมาก่อนสัก 2-3 วัน ได้แก่ มีไข้ น้ำมูก ไอมีเสมหะ ตามมาด้วยอาการหายใจลำบาก หายใจเร็ว จมูกบาน ส่วนมากถ้าอาการไม่รุนแรงอาจดีขึ้นได้เอง อัตราการเสียชีวิตต่ำเมื่อเทียบกับเชื้อแบคทีเรีย

การสังเกตอาการเบื้องต้น ของโรคปอดบวมอยู่ในภาวะป่วยหนักหรือรุนแรง จะมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ

  • ไม่ยอมกินนมหรือน้ำ
  • ซึมมาก
  • ปลุกตื่นยาก
  • หายใจมีเสียงดัง
  • หายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม
  • มีอาการขาดน้ำ
  • ค่าความเข้มข้นออกซิเจนในเลือดต่ำ
  • ถือว่าเป็นภาวะป่วยหนัก ควรรับการรักษาในโรงพยาบาล

 

วิธีป้องกันปอดอักเสบ ปอดบวม

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสโรค โดยไม่ควรให้เด็กใกล้ชิดหรือคลุกคลีกับผู้ป่วยทุกประเภท หลีกเลี่ยงการนำเด็กไปอยู่ในที่แออัด เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีควรดูแลที่บ้าน ไม่ควรส่งไปเลี้ยงตามสถานเลี้ยงเด็ก และถ้าเด็กมีอาการไอ จาม มีน้ำมูก ควรพิจารณาใช้ผ้าปิดปากและจมูก ควรทำความสะอาดของเล่นเด็กบ่อยๆ
  2. มีอนามัยส่วนบุคคล โดยฝึกหัดให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ไม่ขยี้ตาหรือจมูก และควรดูแลความสะอาดของบ้านเรือนให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก นอกจากนี้สิ่งแวดล้อมที่ทำให้เป็นหวัดและปอดบวมได้ง่ายคือ การอยู่ในบ้านที่มีคนสูบบุรี่ บ้านที่ใช้ฟืนหุงต้มอาหารและมีควันในบ้าน เช่น ควันไฟ ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์
  3. เพิ่มความต้านทานโรค ควรให้เด็กได้รับนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน และให้อาหารครบ 5 หมู่ หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ ที่สำคัญเด็กทุกคนควรต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามมาตรฐานกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนั้นยังมีวัคซีนเสริมบางชนิดที่ช่วยลดการเกิดโรคปอดบวมในเด็ก ได้แก่ วัคซีนไอพีดี ซึ่งจะป้องกันโรคปอดบวมจากเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ป้องกันโรคปอดบวมจากไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดตามฤดูกาลในปีนั้น ๆ
  4. ผู้เลี้ยงดูเด็กควรรู้จักอาการแรกเริ่มของโรคปอดบวม และควรนำมาพบแพทย์

 

ที่มา : https://med.mahidol.ac.th/ped และ http://www.thaihealth.or.th/Content

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

คลิปเคาะปอด ตบอยู่ 20 นาที แต่หนูน้อยไม่ร้องสักแอะ แม่บอกหลับเพลินเลยลูก

แพทย์เตือน เชื้อไวรัสและแบคทีเรียระบาด เด็กเล็กเสี่ยงปอดบวม

ลูก 3 เดือน หายใจหอบจนอกบุ๋ม ระวัง โรคปอดอักเสบ ทารก เสี่ยงเสียชีวิตได้