ประสบการณ์ตรง : เมื่อเกือบต้องแยกบ้านเพราะแม่สามี!!

lead image

เธอก็เหมือนกันผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ต้องย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านสามีหลังแต่งงาน และเมื่อเธอมีลูกมหากาพย์แม่สามีและลูกสะใภ้ก็เริ่มขึ้น และสะสมยาวนาน เธออดทนจนถึงวันหนึ่ง ซึ่งเป็นเสมือนฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้เธอเกือบตัดสินใจแยกบ้าน เธอผ่านจุดนั้นมาได้อย่างไร นี่คือเรื่องราวที่เธออยากแบ่งปัน

มีปัญหากับแม่สามี ประสบการณ์ตรง : เมื่อเกือบต้องแยกบ้านเพราะแม่สามี!!

ฉันแต่งงานกับสามีซึ่งเป็นครอบครัวคนจีน และแน่นอนว่าหลังแต่งงานฉันต้องย้ายมาอยู่บ้านสามี ซึ่งไม่ได้มีแค่สามีเพียงคนเดียว แต่มีพ่อแม่และพี่น้องของสามีด้วย ก่อนแต่งงานฉันทำใจไว้บ้างแล้ว เมื่อแต่งงานใหม่ๆ ทุกอย่างก็ดูพอไปได้ ไม่มีอะไรที่ต้องกังวล แต่เมื่อเวลาผ่านไป ฉันท้องและมีลูก มหากาพย์ปัญหาไม่รู้จบก็ประดังประเดเข้ามา จนฉันคิดจะย้ายกลับบ้านของตัวเองถาวร!!

ในฐานะลูกสะใภ้ ฉันพยายามทำดีกับพ่อแม่สามี สำหรับพ่อสามีฉันไม่มีปัญหาอะไร เพราะท่านเอ็นดูฉัน และค่อนข้างเกรงใจฉัน แต่กับแม่สามีแล้ว เคมีเราไม่ค่อยตรงกันนัก แม้ฉันจะพยายามแล้ว แต่มันก็ไม่เคยได้ผล…

แม่สามีเป็นคนเก่ง คล่องแคล่ว ว่องไว ทำอะไรรวดเร็วมาก และมักสนใจสิ่งที่ฉันทำอยู่ตลอดว่า ทำอะไร ยังไง แบบไหน เมื่อไร ที่ไหน ขณะที่ฉันเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง มีพื้นที่ที่ห้ามคนอื่นรุกล้ำ แม้แต่พ่อแม่แท้ๆ ของตัวฉันเองยังไม่สามารถเข้ามาได้ แต่แม่สามีกลับเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของฉันทุกตารางนิ้ว ฉันเข้าใจดีว่าท่านอาจอยากช่วยเหลือแบ่งเบาแม่มือใหม่อย่างฉัน แต่การที่เข้ามาช่วยเลี้ยงลูกในช่วงเวลาที่ฉันไม่ต้องการ หรือถามฉันตลอดว่าจะไปทำอะไร ที่ไหน กับใคร มันทำให้ฉันแทบคลั่ง

แถมที่แย่ไปกว่านั้นยังวิจารณ์การเลี้ยงลูกของฉันต่อหน้าญาติๆ คนอื่นว่า ฉันยังทำอะไรไม่เป็น ยังต้องฝึกจากเขาอีกเยอะ เหตุการณ์นี้เหมือนฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้ฉันระเบิดน้ำตาออกมาจนแทบทนไม่ได้ ฉันรู้ดีว่าฉันไม่เก่งเหมือนแม่สามีที่เลี้ยงลูกมาแล้ว 5 คน เลี้ยงหลานมาอีกหลายคน แต่ฉันก็เพิ่งเคยเป็นแม่คนครั้งแรกในชีวิต จะให้ฉันทำทุกอย่างได้อย่างแม่มือโปรฯได้อย่างไร

อยากรู้ว่าเธอจะหาทางออกปัญหานี้อย่างไร >>>อ่านต่อหน้าต่อไป

คืนนั้นฉันร้องไห้หนักมาก สามีเองถึงจะเห็นใจฉัน แต่ก็ยังเข้าข้างแม่ตัวเอง เพราะเขารักแม่มาก จนฉันคิดว่าฉันจะเก็บกระเป๋ากลับบ้าน โชคดีที่พ่อสามีเข้ามาห้ามไว้ ฉันจึงใจเย็นและสงบลงฉันโทรศัพท์ปรึกษาเพื่อนสนิท ระบายความในใจทั้งน้ำตา แต่ยังไม่กล้าบอกที่บ้านตัวเองกลัวว่าจะเป็นกังวล เพื่อนสนิทแนะนำว่าถ้ายังไงไม่ดีขึ้นให้ไปพบจิตแพทย์ อย่าคิดว่าคนที่ไปหาจิตแพทย์จะับต้องป่วยเป็นโรคทางจิตประสาทเท่านั้น คนปกติถ้ามีปัญหาก็ควรจะไปหา เพราะจะได้แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุและให้ดีขึ้นในระยะยาว ยิ่งเป็นปัญหาภายในครอบครัวที่ต้องพบเจออยู่ทุกวันด้วยแล้ว

ฉันกึ่งบังคับสามีให้ไปหาจิตแพทย์ด้วยกัน คุณหมอบอกว่าสามีเป็นคีย์แมน หรือคนสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาให้ฉันก้าวผ่านเรื่องนี้ไปได้ สามีบอกว่าเขารักแม่มาก กระเป๋าความสุขของเขามี พ่อ แม่ พี่น้อง ภรรยาและลูก ขณะที่คุณหมอบอกว่ากระเป๋าความสุขของสามีใหญ่เกินไป ตอนนี้คุณมีครอบครัวใหม่แล้ว ควรมีเพียงครอบครัวใหม่ของคุณจะดีกว่า ไม่ได้หมายความว่าให้คุณทิ้งครอบครัวเดิมไป แต่ให้คุณให้ความสำคัญกับครอบครัวใหม่เป็นหลักก่อน เพราะภรรยาของคุณมีคุณเพียงคนเดียวในบ้าน เขายอมย้ายบ้านมา ยอมทิ้งทุกอย่างมาอยู่กับคุณ แต่ขณะที่แม่คุณมีพ่อคุณดูแลอยู่แล้ว คุณควรจะดูแลความรู้สึกของภรรยาให้มากขึ้น

สามีเข้าใจสิ่งที่คุณหมอพยายามสื่อสาร เมื่อกลับมาบ้านเขาก็เข้าใจฉันมากขึ้น เขาพยายามอธิบายให้แม่เขาฟังอย่างประนีประนอมทีละเล็กทีละน้อยว่าอยากให้แม่ปรับอะไรบ้าง และไม่ลืมขอบคุณที่แม่มาช่วยเลี้ยงลูก ขณะเดียวกันเขาก็รับฟังฉันมากขึ้น ให้กำลังใจ เอาใจฉันมากขึ้น ฉันเองก็พยายามจะปรับตัวให้ได้ ยอมรับฟังคำวิจารณ์เรื่องการเลี้ยงลูกจากคนอื่นมากขึ้น แต่ก็ไม่เก็บมาคิดมากอีก
ทุกอย่างค่อยๆ ดีขึ้น แม่สามีเว้นระยะห่างและให้พื้นที่ส่วนตัวกับฉันมากขึ้น ฉันเองก็ให้แม่สามีช่วยเลี้ยงลูกในวิธีที่ท่านถนัด เพื่อให้ท่านรู้สึกว่าฉันเองก็ให้ความสำคัญกับท่านเช่นกัน ส่วนสามีก็เป็นกำลังใจในการเลี้ยงลูกให้ฉันจนถึงทุกวันนี้

และนี่คือสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้เมื่อย้ายมาอยู่ในบ้านสามี 

1. สิ่งที่แรกที่ต้องทำคือ ปรับตัว เพราะวิถีชีวิตและธรรมเนียมของแต่ละบ้านย่อมต่างกัน ย่อมทำให้มีบางอย่างที่เราไม่ชอบใจหรือไม่เหมือนกับที่บ้านของเรา ฉะนั้นต้องเปิดใจให้กว้าง ค่อยๆ ใช้เวลาปรับตัว และพยายามมองต่างมุมด้วย
2. หากมีเรื่องไม่สบายใจ อย่าเก็บไว้คนเดียว ควรระบายให้คนรอบข้างฟัง เพื่อนสนิท หรือสามีก็เป็นตัวเลือกที่ดี นอกจากจะทำให้เราสบายใจขึ้น เขาก็อาจช่วยให้คำแนะนำดีๆ ได้ด้วย และยิ่งหากบอกสามีแล้วสามีเข้าใจก็อาจช่วยพูดกับแม่สามี ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น
3. ถ้าไม่ดีขึ้นอาจชวนสามีไปปรึกษาจิตแพทย์เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว

นอกจากนี้อย่าลืมว่าถึงคุณจะมีปัญหากับแม่สามีขนาดไหน คนที่คุณควรจะให้ความสำคัญและคำนึงถึงมากที่สุดก็คือ ลูก อย่าปล่อยให้อารมณ์หงุดหงิดโมโหมาครอบคลุมจิตใจจนส่งผลกระทบถึงการเลี้ยงลูกน้อยค่ะ

หวังว่าเรื่องราวของฉันจะเป็นประโยชน์กับลูกสะใภ้คนอื่นๆ ที่กำลังมีปัญหากับแม่สามีและหาทางปรับตัวให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างดีที่สุดนะคะ

5 เคล็ดลับวิธีทำให้แม่สามีรักคุณ

ไม่ชอบแม่สามีทำไงดี? จะอยู่กับแม่สามียังไงให้มีความสุข?

วิธีรับมือกับปัญหาต่างๆจากแม่สามี