เมื่อลูกที่น่ารัก...กลายเป็นลูกขี้อิจฉา 

lead image

ในช่วงเริ่มต้นของชีวิตลูก การเพิ่มจำนวนคนด้วยการมีน้องใหม่มาร่วมบ้าน เป็นสถานการณ์ที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายครอบครัวต้องเตรียมการรับมือกันอย่างมากมาย บางบ้านก็ผ่านไปได้สบาย บางบ้านก็มีปัญหาเรื่องอิจฉากัน

เมื่อลูกกลายเป็นคนขี้อิจฉา พี่หรือน้อง

เมื่อลูกกลายเป็นคนขี้อิจฉา

หลายครอบครัวก็สามารถผ่านสถานการณ์ “พี่..อิจฉาน้อง” มาได้อย่างสบาย ๆ แต่อีกเหตุการณ์ที่หลายครอบครัวต้องมาเผชิญในวัยที่ลูกเริ่มโตขึ้น สื่อสารได้ และบอกความต้องการเป็น ก็คือ ลูกที่เคยน่ารัก มีท่าทีเชื่อฟัง กลับกลายมาเป็น “เด็กขี้อิจฉา” ทั้ง ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ก็คิดว่า “เรารักลูกอย่างเท่าเทียมกันแล้ว” ลองมาทบทวนพฤติกรรมบางอย่างของเราซึ่งเป็นพ่อแม่ ที่ส่งผลต่อการแสดงออกของลูกจนกลายเป็น “ความขี้อิจฉา” กันดูดีมั๊ยค่ะ

1. เมื่อลูกคนใดคนหนึ่งมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหา อาทิ ซนมาก โยเยมาก ดื้อมาก ฯลฯ เราซึ่งเป็นพ่อแม่จำเป็นที่ต้องเรียกชื่อลูกคนนั้น และมีการเข้าไปจัดการพฤติกรรมเหล่านั้นบ่อย ๆ เราอาจจะคิดว่าลูกมีปัญหา เราก็ต้องรีบแก้ไข แต่บางครั้งบางจังหวะ มีผลกระทบทำให้ลูกอีกคนต้องหยุดกิจกรรมที่ตัวเองกำลังให้ความสนใจบางอย่างลง และหากเราไม่ได้รู้ทันความรู้สึกของลูกที่ต้องรอและรออยู่บ่อย ๆ ครั้ง เด็กบางคนจะเข้าใจไปเองตามสัญชาตญานว่า “พ่อแม่กำลังละเลยตัวเขา และให้ความสนใจพี่หรือน้องอยู่”

2. เมื่อลูกคนใดคนหนึ่งมีภาวะที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ อาทิ มีภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง มีภาวะพิเศษด้านต่าง ๆ ฯลฯ พ่อแม่โดยส่วนใหญ่มักมีการการให้ความดูแลทางกายภาพสำหรับลูกพิเศษมากกว่าลูกที่มีภาวะปกติอยู่แล้ว แต่ที่แอบซ่อนอยู่ภายใต้การดูแลที่แตกต่างกันนั้นคือ การเอาใจ…ไปใส่ไว้ในลูกที่มีภาวะพิเศษมาก จนละเลยที่จะดูแลจิตใจลูกปกติ จนลูกปกติบางบ้านมีประโยคเด็กมาคุยกับพ่อแม่ว่า “พี่สาวหนูเป็นเด็กพิเศษเรื่องอ่านไม่ค่อยออก…แล้วหนูพิเศษอะไรดีน้อ?” ประโยคนี้สะท้อนให้เห็นว่า ลูกทุกคนต่างก็อยากเป็น “คนพิเศษ” ของพ่อแม่ด้วยกันทั้งนั้น

3. เมื่อลูกคนหนึ่งพยายามจะบอกอะไรบางอย่างกับเรา…ในขณะที่ลูกอีกคนกำลังสร้างปัญหา แต่เราปฏิเสธที่จะรับฟังลูกคนแรก หรือใช้ประโยคเด็ดบวกอาการหงุดหงิดอีกนิดหน่อยบอกลูกว่า “เดี๋ยวนะลูกเห็นไหมว่าน้อง/พี่กำลังวุ่นวายอยู่เลย?” และท้ายที่สุดก็ไม่กลับมารับฟังลูกหรือถามถึงเรื่องนั้นอีกเลย ทำบ่อยครั้งเข้า ๆ จนวันหนึ่งลูกก็ไม่แสดงความพยายามเพื่อมาบอกเราด้วยคำพูด แต่เป็นการกระทำที่เป็นปัญหาด้วยรูปแบบเดียวกับที่พี่หรือน้องของเขากระทำเอาไว้

อันตพาลในบ้าน…เมื่อพี่น้องทำมากกว่าทะเลาะ

ทำให้ลูกไม่อิจฉาพี่หรือน้อง

ทำให้ลูกไม่อิจฉาพี่หรือน้อง

การแสดงออกถึงความรักของพ่อแม่ต่อลูกแต่ละคนที่เรากระทำออกมา ไม่ได้แปลว่าลูกทุกคนจะเกิดความเข้าใจในปัญหาของพี่ – น้อง หรือแม้กระทั่งปัญหาของพ่อและแม่ได้ด้วยตนเองทุกคนนะคะ เพราะถ้าเป็นการสื่อสารที่ไม่ได้ recheck ไปถึงความเข้าใจของลูก  เราจะไม่ทราบเลยว่าจริง ๆ แล้วลูกรู้สึกอย่างไร หลายครั้งเด็กคิดและตีความเอาเองโดยไม่ได้บอกเรา จนกลายเป็นความเข้าใจผิด

สำหรับการคลี่คลายความคิดนี้ สามารถทำได้โดยการเปิดพื้นที่ในการ “รับฟังลูกอย่างแท้จริง” ที่จะช่วยให้พ่อแม่ได้เข้าใจอาการที่ลูกแสดงออกว่า “ลูกรู้สึกอย่างไร?”  “ทำไมถึงรู้สึกเช่นนั้น?” และ “ถ้าเป็นลูกหนูจะทำอย่างไร?” การตั้งคำถามง่าย ๆ ด้วยท่าทีที่เป็นมิตร และรับฟังลูกด้วยความเมตตา ในช่วงเวลาที่ลูกต้องการเราเข้าใจเขา เป็นการช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รับทราบถึงต้นตอของพฤติกรรมได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพียงแต่คุณพ่อคุณแม่ต้องฝึกที่จะเป็น “ผู้ฟัง” และต้องเป็นผู้ฟังที่ใช้ “หัวใจฟัง” ไม่ไปหยุด เบรค พูดแทรก หรือมีสีหน้าอาการที่ไม่พอใจในคำตอบลูก แล้วท่านจะพบว่า ลูกกำลังบอกอะไรเราผ่านการแสดงออกที่เราเคยตัดสินลูกว่า “เขาเป็นเด็กขี้อิจฉา” นะคะ ^_^

โดย ครูป๋วยกินนมแม่

สอนให้ลูกคนโตดูแลน้อง

Social Skill แบบไหนที่เด็กควรมีบ้าง