เมื่อฉันจับได้ ว่าลูกชายช่วยตัวเอง!

คุณแม่ชาวสิงคโปร์ท่านหนึ่งได้พบลูกชายวัย 10 ขวบกำลังช่วยตัวเอง เธอผ่านวินาทีแสนช็อคมาได้อย่างไร และทำอะไรเพื่อให้ลูกกล้าเปิดเผยในเรื่องเพศ บทเรียนดีๆ สำหรับคุณแม่ที่มีลูกชายทุกคน

เจมี่เป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่มีลูกชายสองคนคือลีออนวัย 10 ขวบ และมาร์คัสวัย 7 ขวบ เธออาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ที่มีห้องแยกให้ลูก ในแต่ละวันเจมี่ซึ่งเป็นพยาบาลจะทำกลับบ้านดึกเนื่องจากเธอต้องเข้ากะ  โดยลูกชายทั้งสองจะอยู่กับพี่เลี้ยงที่อาศัยอยู่ด้วยกัน เธอบอกว่าการเป็นแม่ที่มีลูกชายทำให้เธอผ่านอะไรมาเยอะ บ้านไม่เคยเงียบ ข้าวของแตกหักอยู่ตลอดเวลา เธอชินเสียแล้วกับอะไรแบบนี้ แต่สำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุด เธอบอกว่าถึงกับทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว

วันที่เกิดเหตุ

วันนั้นเป็นวันเสาร์ เธอกลับบ้านประมาณเที่ยงคืนหลังจากทำงานที่โรงพยาบาลมาทั้งวัน ปกติแล้วห้องนอนลูกชายจะปิด แต่เธอก็จะเปิดดูลูกเสมอไม่ว่าจะเป็นเวลาไหนก็ตามเพื่อเข้าไปกอดลูกและส่งลูกเข้านอน สิ่งนี้เป็นกิจวัตรประจำวันที่ลูกๆรู้ดี เช่นเดียวกับคืนนั้นที่เธอกำลังเข้าไปกู้ดไนท์ลีออนเป็นคนแรก

เมื่อเธอเดินเข้าไป เธอเริ่มสังเกตุว่าโคมโฟหัวเตียงเปิดอยู่ ห้องก็เปิดไฟสลัวๆ แล้วเธอก็เห็นลูกชายกำลังช่วยตัวเองอยู่ เธอเห็นชัดแจ๋ว จนเธอตะลึงไป ตอนนั้นเธอไม่รู้ว่าจะแสดงออกยังไงดี เธอยืนตัวแข็งอยู่อย่างนั้นประมาณ 2-3 วินาทีโดยตายังจ้องอยู่ที่ลูก ลีออนเองก็ตกใจไม่แพ้กัน สักพักก็ตะโกนออกไปว่า “แม่! ออกไป” แล้วก็เอาผ้าห่มคลุมตัวทันที

เจมี่เริ่มร้องไห้ ตอนนั้นเธอรู้สึกสับสนและมีหลายอารมณ์เกิดขึ้น เธอทั้งโกรธ รู้สึกขยะแขยง ไม่มั่นใจ เธอพยายามปลอบตัวเองให้สงบลงและปล่อยให้ลูกมีเวลาเยียวยา แล้วค่อยเผชิญหน้ากับเธอทีหลัง เธอกลับไปที่ห้อง และค่อยๆคิดว่าจะพูดกับลูกอย่างไรดี เธอจะต้องไม่แกล้งปล่อยให้มันผ่านไป เธอจะต้องหาวิธีพูดกับลูกให้ได้ แต่คำถามในหัวของเธอก็คือ ลูกเพิ่งอายุ 10 ขวบเองนะ  ลีออนไปรู้มาจากที่ไหน? แล้วมาร์คัสจะทำด้วยไหม? และฉันต้องทำยังไงดี?

กดอ่านต่อ ว่าลูกชายของเจมี่จะมีปฏิกิริยากับแม่อย่างไร >>

 

แม่-ลูก เปิดอกคุย
2-3 นาทีต่อมา เจมี่ตัดสินไปเคาะประตูห้องลูก ลีออนซุกตัวอยู่ที่มุมของขอบเตียง สีหน้าดูเป็นกังวลและเขินอาย เจมี่รู้สึกเสียใจต่อลูกเพราะไม่อยากให้ลูกรู้สึกผิด เธอกล่าวว่านี่คือสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วเธอก็ต้องทำอะไรสักอย่าง เธอนั่งลงข้างๆ ลีออน เอามือลูกมากุม และบอกลูกว่า “ไม่เป็นไรนะลูก เราแค่ต้องคุยนิดหน่อยเท่านั้นเอง แม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่เด็กผู้ชายก็ทำกัน  แม่แค่ไม่ทันตั้งตัว ว่าลูกพร้อมแล้วสำหรับเรื่องนี้”

ลีออนเริ่มกล้าพูดเปิดเผยกับแม่ เขาบอกว่า “แม่ มันน่าอาย อย่าบอกมาร์คัสนะ” เจมี่ให้คำรับปาก  ระหว่างการสนทนา ลีออนก็ยังไม่กล้าสบตาเธอ เธอเองก็วางตัวไม่ถูกเหมือนกัน แต่สุดท้าย ลูกก็ขอโทษเธอ ลีออนเล่าว่าที่โรงเรียนมีการสอนเรื่องเพศกันแล้ว เขารู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร และเคยช่วยตัวเองมาก่อนนั้น 2-3 ครั้ง อย่างไรก็ตาม เขาถามเธอว่า ผิดหรือที่ช่วยตัวเอง

เจมี่บอกว่าไม่ผิดหรอก มันเป็นกระบวนการทางธรรมชาติและไม่ใช่เรื่องน่าอาย ลูกกำลังโตขึ้นและสิ่งนี้ย่อมต้องเกิดขึ้น แม้ควรทำในที่ลับแต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดบาป  เจมี่รู้สึกขอบคุณโรงเรียนในใจเหมือนกัน ที่สอนให้เด็กเข้าใจเรื่องเพศ เรื่องร่างกาย เรื่องการปกป้องร่างกายตัวเอง ตลอดจนเรื่องเพศสัมพันธ์ มันทำให้การสนทนาระหว่างเธอและลูกง่ายขึ้นมาก

ลีออนรู้สึกดีขึ้นมากที่เธอไม่ทำโทษและเข้าใจในตัวเขา เจมี่เองก็ปรับอารมณ์และเข้าใจอะไรๆ ขึ้น กับความเป็นธรรมชาติของเพศ มันไม่ได้แย่อย่างที่เธอคิด หากพูดกับลูกอย่างตรงไปตรงมา

วิธีพูดเรื่องเพศกับลูก
แม้เรื่องช่วยตัวเองจะเป็นเรื่องน้ำท่วมปากสำหรับพ่อแม่  แต่สักวันหนึ่งเมื่อถึงวัยของเขา เราก็จะต้องผ่านจุดนี้กันให้ได้ จึงดีเสียกว่าที่จะสอนให้เขารู้จักเรื่องเพศ เรื่องความแตกต่างของเพศตั้งแต่เล็กๆ สอนให้เขารู้จักร่างกายตนเอง สอนเรื่องอวัยวะเพศ สอนว่าอย่าให้ใครมาสัมผัส (ในวัยเด็กเล็ก) เรื่อยไปถึงเรื่องความต้องการทางเพศ เรื่องสืบพันธุ์ เมื่อเขาโตขึ้น

บางทีอาจใช้หนังสือเป็นตัวช่วย อาจวางในห้องเขา ให้เขาลองอ่านคนเดียวเงียบๆก่อน และค่อยๆสอนเขา เช่นสงสัยอะไรไหม มีคำถามไหม นอกจากนี้ ควรสอนว่าการฝันเปียกก็เป็นเรื่องธรรมชาติ นั่นเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ และแปลได้ว่าลูกกำลังจะเป็นหนุ่มแล้ว

ทำให้เขามั่นใจว่าเราไม่เห็นว่าเป็นความผิดแปลก และนั่นจะเป็นกุญแจสำคัญให้ลูกกล้าเปิดเผยเรื่องเพศกับพ่อแม่ต่อไป

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ :
“เพศศึกษา” พ่อแม่ควรสอนลูกอย่างไร
6 บทบาทเพศหญิงที่แม่ควรสอนลูกสาว

TAP-ios-for-article-footer-with button