เด็กนักเรียนโยนหินใส่รังผึ้ง โดนต่อยกว่า 20 คน

lead image

เด็กเอ๋ยเด็กน้อย นักเรียนจังหวัดนครสวรรค์กลุ่มหนึ่งเล่นไม่เข้าท่า ปาหินใส่รังผึ้งส่งผลให้ผึ้งออกจากรังมารุมต่อยนักเรียนทั้งกลุ่มที่ปาหินใส่รังและเพื่อนคนอื่น ๆ อีก 20 กว่าคน ต้องหามส่งโรงพยาบาล ส่วนใหญ่ได้กลับบ้านแล้ว เหลืออีก 3 คนที่เหมือนมีอาการแพ้ต้องนอนดูอาการ

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2013/05/bee hive.jpg เด็กนักเรียนโยนหินใส่รังผึ้ง โดนต่อยกว่า 20 คน

เด็กนักเรียนโยนหินใส่รังผึ้ง โดนต่อยกว่า 20 คน

เมื่อเช้านี้ มีรายงานว่าได้มีนักเรียนจำนวน 22 คน โดนผึ้งต่อยเข้ามารักษาตัว ที่โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ 3 คนในนั้นมีอาการตัวเหลือง หน้ามืด เหมือนจะแพ้ผึ้ง

หลังจากที่เปิดเทอมมาเป็นวันที่สองของโรงเรียนวัดสันติธรรม จ.นครสวรรค์ มีนักเรียนส่วนหนึ่งได้เห็นรังผึ้งจึงได้ใช้ก้อนหินปาเข้าใส่รังผึ้งในขณะกำลังเลิกแถวเคารพธงชาติ ทำให้ผึ้งบินออกจากรังมาเป็นฝูง ต่อยเด็กนักเรียนคนอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียง และนักเรียนส่วนใหญ่ที่โดนผึ้งต่อยนั้นเป็นนักเรียนชั้นอนุบาล แต่ก็ไม่มีอาการหนัก

เบื้องต้น ครูได้ก่อกองไฟเพื่อใช้ควันควบคุมและระงับเหตุ และวันเสาร์นี้ไม่มีนักเรียนมาเรียนจะให้นักการภารโรงมาตัดรังผึ้งออกไป

เมื่อลูกเป็นเด็กที่ชอบแกล้งชอบแหย่ผู้อื่น

เมื่อผึ้งออกจากรังโดยที่เราไม่ได้ตั้งตัวอย่างนี้ จะกระโดดลงน้ำก็คงไม่มีสระให้กระโดดลง จะก้มลงอยู่เฉย ๆ ให้ผึ้งบินผ่านก็ไม่รู้จะได้ผลหรือเปล่า หรือจะวิ่งหนีก็อาจจะไม่ทัน ไม่ว่าจะวิ่งซิกแซ็กหรือวิ่งตรง ๆ วิธีป้องกันคือต้องหยุดที่ต้นเหตุ ซึ่งในที่นี้ก็คือเด็กนักเรียนนี่เอง ผึ้งก็อยู่ของมันดี ๆ อยู่แล้ว

เด็กที่ชอบแกล้งชอบแหย่ผู้อื่นทั้งคนและสัตว์ มีนิสัยก้าวร้าว และไม่เรียบร้อย มักจะได้พฤติกรรมนี้จากที่บ้าน โดยปกติเด็กที่เข้าโรงเรียนแล้วควรรู้แล้วว่าการขว้างปาสิ่งของ ไม่ว่าจะขว้างใส่คนหรือใส่อะไรก็ตาม เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ นอกจากว่าจะเป็นการเล่นเกมกีฬา

หากลูกมีนิสัยชอบแกล้งผู้อื่น

  • การอบรมลูกต้องเป็นไปอย่างอ่อนโยน หากที่ผ่าน ๆ มา คุณคอยว่ากล่าวตักเตือนลูกด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ตีลูก เราอยากจะบอกว่าเด็กแบบนี้ไม่กลัวหรอก เพราะชีวิตเขาพบเจอความรุนแรงมาบ่อยและเด็กเคยชินกับความรุนแรงไปแล้ว
  • สอนให้ลูกรู้จักคิด รู้จักเข้าใจผู้อื่น หัดคิดด้วยตัวเองว่าการกระทำอย่างไรจะส่งผลอย่างไร การคุยกับลูกต้องให้เหตุผล
  • พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม้ว่าลูกจะทำผิดจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นต้องเข้าโรงพยาบาล แต่เด็กก็คือผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เขายังต้องเรียนรู้อีกมาก สถานการณ์เช่นเด็กที่ปาหินใส่รังผึ้งนี้ ผู้ปกครองควรใช้คำถามที่ทำให้ลูกได้คิด ถามลูกด้วยน้ำเสียงปกติว่าลูกเห็นมั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น เวลาปาของใส่ผู้อื่นลูกคิดว่าคนอื่นเขารู้สึกยังไง ถ้าคนอื่นปาของใส่ลูกล่ะลูกจะรู้สึกยังไง

เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เลี้ยงยากไม่เท่ากัน เมื่อลูกทำผิด พ่อแม่ควรควบคุมอารมณ์ตัวเองก่อนแล้วค่อยนึกถึงวิธีที่จะตักเตือนลูก โดยไม่ทำให้ลูกก้าวร้าวมากกว่าเดิม ข่าวเรื่องนี้ก็คงเป็นอุทาหรณ์สอนเด็กได้หลายคน เราขอเป็นกำลังใจให้พ่อแม่ทุกคนนะคะ

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!