เจาะลึก 5 ขั้นตอนการเจาะน้ำคร่ำ ได้ผลอะไร เสี่ยงไหม ?

แม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มักเป็นกังวลเมื่อถูกคุณหมอแนะนำให้ตัดสินใจที่จะทำการเจาะน้ำคร่ำหรือไม่ดี เพื่อตรวจหาความผิดปกติอันมีความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้กับทารกในครรภ์

การเจาะน้ำคร่ำเป็นหัตถการที่ทำกันมากที่สุดในการหาความผิดปกติของโครโมโซมทารกก่อนคลอด เพื่อให้คู่สามีภรรยามีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ซึ่ง ขั้นตอนการเจาะน้ำคร่ำ หรือกระบวนการต่าง ๆ หากคุณแม่ได้ศึกษาไว้ อาจช่วยทำให้ลดความกังวลใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ลงได้

ก่อนเจาะน้ำคร่ำ แพทย์จะให้ความรู้และอธิบายเกี่ยวกับการเจาะน้ำคร่ำให้คุณพ่อคุณแม่ทราบก่อน จากนั้นจึงเป็นการตัดสินใจของทั้งคู่ว่าจะรับการตรวจโดยการเจาะน้ำคร่ำหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่จะผู้ที่จะได้รับการตรวจคือ

ขั้นตอนการเจาะน้ำคร่ำ

  • แม่ตั้งครรภ์ที่อายุตั้งแต่35 ปีขึ้นไป นับถึงวันกำหนดคลอด ซึ่งมีโอกาสที่ทารกในครรภ์เป็นภาวะกลุ่มอาการดาวน์ได้มากขึ้น
  • แม่ตั้งครรภ์ที่เคยมีบุตรที่มีความผิดปกติของโครโมโซมในครรภ์ก่อน หรือทั้งตัวเองและสามีที่มีโครโมโซมผิดปกติ
  • แม่ตั้งครรภ์ที่ได้รับการตรวจคัดกรองทางชีวเคมีแล้วพบว่ามีความเสี่ยงสูงที่ทารกในครรภ์จะมีความผิดปกติของโครโมโซม
  • เมื่ออัลตราซาวด์แล้วพบความผิดปกติของทารกในครรภ์
  • ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้า
  • คุณแม่ที่เคยมีประวัติแท้งบ่อย

และการเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจหาภาวะอื่น ๆ เช่น การตรวจหาการติดเชื้อในทารก การตรวจหา bilirubin ในการพยากรณ์ความรุนแรงของโรค Rh isoimmunization การตรวจวิเคราะห์ทางด้าน DNA เป็นต้น

เจาะลึก 5 ขั้นตอนการเจาะน้ำคร่ำ ได้ผลอะไร เสี่ยงไหม ?

การเจาะตรวจน้ำคร่ำจะทำในช่วงเวลาที่ทารกมีปริมาณน้ำคร่ำมากเพียงพอ ซึ่งอยู่ในอายุครรภ์ประมาณ 14 ถึง 20 สัปดาห์ ถ้าคุณแม่ตัดสินใจว่าต้องการเจาะน้ำคร่ำ ก็ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษ ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร ก่อนเจาะ 3 – 4 ชั่วโมงควรดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อให้แน่ใจว่ามีปริมาณของน้ำคร่ำเพียงพอ แต่ควรถ่ายปัสสาวะก่อนเข้ารับการเจาะน้ำคร่ำ

5 ขั้นตอนการเจาะน้ำคร่ำ ผลบ่งชี้ ผลข้างเคียง อ่านต่อหน้าถัดไป >>


ขั้นตอนการเจาะน้ำคร่ำ

5 ขั้นตอนการเจาะน้ำคร่ำ

1.แพทย์จะทำการตรวจครรภ์โดยใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์เพื่อคาดคะเนอายุครรภ์ที่แน่นอน จำนวนของทารก การเต้นของหัวใจ ท่าและตำแหน่งของทารก ตำแหน่งของรก ว่าอยู่ที่ตรงไหนเพื่อป้องกันไม่ให้เข็มแทงไปถูกทารก สายสะดือ หรือรก

2.ก่อนเจาะ แพทย์จะเตรียมทำความสะอาดผิวหนังหน้าท้องบริเวณที่จะเจาะด้วยยาฆ่าเชื้อ บางครั้งอาจจำเป็นต้องใช้ยาชาเฉพาะที่ฉีดใต้ผิวหนัง

3.เข็มที่ใช้เจาะน้ำคร่ำจะเล็ก ๆ ยาว ๆ โดยแพทย์จะทำการเจาะผ่านผนังหน้าท้อง ผ่านลงไปที่มดลูก เข้าไปในถุงน้ำคร่ำแล้วดูดเอาน้ำคร่ำปริมาณ 15 -30 ml. (1ml. / อายุครรภ์ 1 สัปดาห์) ออกมาเพื่อนำไปปั่นหาเซลล์ของทารก และเพื่อตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมต่อไป

4.ในขณะที่ทำการเจาะคุณแม่อาจมีความรู้สึกเจ็บเหมือนถูกเข็มแทงสัก 2 -3 วินาที คล้ายกับการฉีดยา หรือแม่บางท่านอาจรู้สึกเหมือนถูกกดบริเวณท้องน้อยขณะที่มีการดูดน้ำคร่ำออกไป

5.การเจาะน้ำคร่ำใช้เวลาเพียง 2 –3 นาที หลังจากเจาะน้ำคร่ำเสร็จแล้วบางรายอาจรู้สึกเกร็งเล็กน้อย เมื่อนอนพักซักระยะก็จะทำให้ดีขึ้น คุณแม่ก็สามารถกลับบ้านได้ ภายใน 12 ชั่วโมงร่างกายจะสร้างน้ำคร่ำมาทดแทนได้เหมือนเดิม และคุณหมอจะทำการนัดเพื่อฟังผลตรวจภายใน 2 – 3 สัปดาห์

ขั้นตอนการเจาะน้ําคร่ำ

ผลบ่งชี้ที่ได้จากการเจาะน้ำคร่ำ

  • เพื่อวินิจฉัยความผิดปกติทางโครโมโซมของทารก เช่นโรค Down syndrome,cystic fibrosis
  • เพื่อวินิจฉัยการติดเชื้อในน้ำคร่ำของทารก
  • เพื่อประเมินความแรงของปอดของทารก
  • ความผิดปกติของโครงสร้างของร่างกาย เช่น Spina bifida (การเปิดของสันหลัง กระดูกสันหลังไม่ปิด) และ Anencephaly (สภาวะที่สมองไม่สมบูรณ์ หรือไม่มีสมอง)
  • และการตรวจน้ำคร่ำในระยะใกล้คลอด สามารถใช้วินิจฉัยปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ เช่น ปัญหาของกลุ่มเลือด หรือ การติดเชื้อ และยังช่วยบอกถึงความพร้อมของทารกในครรภ์ว่าเติบโตเต็มที่ ปอดสมบูรณ์พอที่จะมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่หากพบภาวะการคลอดก่อนกำหนด

ผลข้างเคียงและความเสี่ยงของการเจาะน้ำคร่ำ

แม้ว่าการเจาะน้ำคร่ำ จะเป็นการตรวจโดยใช้เข็มขนาดเล็กเจาะผ่านผิวหนังหน้าท้องของคุณแม่เข้าไปยังถุงน้ำคร่ำของทารก และถือเป็นการเจาะที่ค่อนข้างปลอดภัยโดยแพทย์ที่มีความชำนาญ เครื่องมืออุปกรณ์ที่ปลอดเชื้ออย่างถูกต้องตามมาตรฐานแล้วก็ตาม แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงหรือภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ภายหลังการตรวจที่พบได้ เช่น

ผลข้างเคียงจากการเจาะน้ำคร่ำ และวิธีดูแลตัวเองของแม่ท้องหลังเจาะน้ำคร่ำ อ่านต่อหน้าถัดไป >>

  • มีโอกาสเสี่ยงต่อการแท้งที่เกี่ยวเนื่องจากเจาะตรวจน้ำคร่ำอยู่ที่ประมาณร้อยละ 5 (1 ใน 200) ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อของรกและถุงน้ำคร่ำ
  • มีเลือดออกทางช่องคลอด
  • น้ำเดินก่อนกำหนด
  • รูที่เจาะมีน้ำรั่วหรือมีอาการคันบริเวณที่เจาะ
  • มีอาการปวดท้อง

วิธีการดูแลตัวเองหลังการเจาะน้ำคร่ำ

ขั้นตอนการเจาะน้ําคร่ำ

โดยทั่วไปการเจาะตรวจน้ำคร่ำมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ดังนั้นภายหลังรับการตรวจควรปฏิบัติตัว ดังนี้

  • งดกิจกรรมหนักหรือกิจกรรมที่ต้องออกแรงมาก เช่น การยกของหนัก เดินขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ หรือเดินทางไกลในช่วง24 ชั่วโมงหลังการตรวจ
  • งดการมีเพศสัมพันธ์ ในช่วง24 ชั่วโมงหลังการตรวจ
  • ถ้าปวดแผลบริเวณที่เจาะสามารถรับประทานเพื่อบรรเทาอาการปวดแผลได้
  • ปฎิบัติตัวทำกิจวัตรประจำวันปกติ ไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดแผลบริเวณที่เจาะน้ำคร่ำ สามารถอาบน้ำได้ตามปกติ

หากพบว่ามีอาการปกติภายหลังการตรวจเจาน้ำคร่ำ เช่น มีไข้ ปวดท้องมาก มีน้ำเดิน หรือมีเลือดออกทางช่องคลอด ควรรับมาพบแพทย์ทันที

หลังการตรวจถ้าผลโครโมโซมทารกผิดปกติทำอย่างไรต่อไป

เมื่อถึงวันฟังผลการตรวจแล้วคุณแม่พบว่ามีผลความผิดปกติของทารกที่เกิดขึ้น แพทย์จะเป็นผู้ให้คำปรึกษาแนะนำและดูแลต่อไปตามความเหมาะสม โดยแนวทางการรักษา ทางเลือกในการดูแลตั้งครรภ์ต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจพ่อแม่เป็นสำคัญ ซึ่งกรณีผลโครโมโซมของทารกปกติ ก็ไม่ได้ยืนยันว่าทารกจะปกติ สมบูรณ์แข็งแรง เพราะความผิดปกติบางอย่างของทารกก็ไม่จำเป็นต้องมีโครโมโซมผิดปกติร่วมด้วยเสมอไป อย่างไรก็ตามการเจาะตรวจน้ำคร่ำก็ไม่สามารถวินิจฉัยโรคทุกโรคของทารกในครรภ์ได้เช่นกัน


ข้อมูลอ้างอิง:

www.siamhealth.net

www.thonburihospital.com

บทความอื่นที่น่าสนใจ :

การเจาะน้ำคร่ำ ตรวจอะไรได้บ้าง?

มีลูกตอนอายุมาก ตั้งครรภ์อย่างไรให้ปลอดภัย