เคล็ดลับลดอาการ ท้องผูก จากธรรมชาติ

แชร์บทความนี้ให้เพื่อน

เมื่อลูกน้อยท้องผูก โดยอาการท้องผูกเกิดจากร่างกายของเด็กทารกยังทำงานไม่เต็มที่ โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร คุณแม่อาจสังเกตสุขภาพของลูกจาก “อึ” ของลูกได้ว่ามีลักษณะผิดปกติเช่นไร ปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวลใจ นั่นคือ เวลาเปลี่ยนนมให้ลูกเมื่อไร เจ้าตัวเล็กอาจจะมีปัญหาการขับถ่าย โดยเฉพาะอาการท้องผูก ซึ่งทำให้ลูกเจ็บปวดเวลาถ่าย ส่งผลต่ออารมณ์ จิตใจ และสุขภาพร่างกายที่ดี

อาการ ท้องผูก หมายถึง อาการถ่ายอุจจาระที่มีลักษณะเป็นก้อนแข็ง แห้งๆ หรือถ่ายเป็นเม็ดๆ เจ็บเวลาถ่าย และอาจมีความรู้สึกถ่ายอุจจาระไม่สุด แม้ลูกจะถ่ายทุกวัน แต่ถ้ามีอาการที่ว่านี้ แสดงว่าลูกท้องผูก หรือถ้า 2-3 วัน ถ่ายหนึ่งครั้งแต่อุจจาระนิ่มหรือแข็งจนเกินไปก็ถือว่าปกติค่ะ

 

10 เคล็ดลับช่วยลูกน้อยลดอาการ ท้องผูก ด้วยวิธีธรรมชาติ

  1. วัยทารกที่กินนมแม่ ควรได้รับปริมาณน้ำนมที่เพียงพอ โดยคำนวณเฉลี่ย ชั่วโมงละ 1 ออนซ์ ถ้าลูกกินนมไม่มากพอจะทำให้เกิดอาการท้องผูกได้มากขึ้น คุณแม่ต้องแน่ใจด้วยว่าได้ให้นมเพียงพอกับความต้องการของลูกน้อยแล้ว
  2. เมื่อเด็กเริ่มทานอาหารเสริม ควรเพิ่มอาหารที่มีกากใยให้เหมาะสม เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืช
  3. ควรหยุดให้อาหารจำพวกข้าว และกล้วยกับลูกของคุณ เมื่อลูกเกิดอาการท้องผูก เนื่องจากอาหารประเภทนี้จะทำให้ของเสียในลำไส้ของเด็กแข็งตัว
  4. เพิ่มน้ำส้มคั้นให้ลูกกินทุกวัน แต่ต้องพิถีพิถันเรื่องความสะอาดมากสักนิด ทางที่ดีควรล้างส้มหลายๆ ครั้ง ยาระบายธรรมชาติชนิดนี้เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป
  5. การดื่มน้ำลูกพรุนที่ผสมกับน้ำเป็นวิธีที่นิยมใช้กัน และสามารถใช้ได้กับเด็กทารกส่วนใหญ่ สำหรับเด็กที่มีอายุ 6 เดือนหรือมากกว่า ให้ลูกจิบดื่มเล็กน้อยหรือให้ดื่มน้ำผสมน้ำลูกพรุนประมาณ 4 ออนซ์ สำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน ยังไม่ควรให้ทานอะไรอย่างอื่นนอกจากนมแม่ หากลูกไม่ถ่ายเกินสัปดาห์ให้ไปพบแพทย์
  6. บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้อง ด้วยการนวดท้อง โดยกดบริเวณรอบสะดือแล้วนวดวนไปเรื่อยๆ ช่วยในการระบาย หรือการจับเด็กทำท่าปั่นจักรยานอากาศจะช่วยให้เด็กขับถ่ายง่ายขึ้น
  7. ควรฝึกกระโถนเมื่อลูกพร้อม โดยปกติแล้วจะเริ่มเมื่อเด็ก อายุประมาณ 18 เดือน แต่หากลูกยังไม่พร้อม ไม่ควรบังคับเพราะจะทำให้เด็กกลัวการขับถ่าย ควรให้เด็กทำความคุ้นเคยก่อนแล้วค่อยเริ่มฝึกใหม่ ฝึกให้นั่งถ่ายประมาณ 10-15 นาที หลังรับประทานอาหารเสร็จสักพัก เพราะหลังจากรับประทานอาหาร ร่างกายจะมีการกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่บีบตัว ช่วยให้ก้อนอุจจาระเคลื่อนผ่านออกมาได้ง่ายขึ้น
  8. สังเกตวิธีชงนมว่าถูกต้องหรือไม่ เช่น ชงนมเข้มข้นหรือเจือจางเกินไป ควรศึกษาข้อมูลในการชงนม โดยดูได้จากฉลากบนผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจนเพื่อป้องกันอาการท้องผูก
  9. หากให้นมเสริมกับลูก “นมแพะ” จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง นั่นเพราะในนมแพะอุดมไปด้วย โปรตีนที่ดี มีลักษณะนุ่ม ย่อยได้ง่าย ซึ่งก็คือโปรตีน CPP (Casein Phosphopeptides) นอกจากย่อยง่าย ร่างกายนำไปใช้ได้เต็มที่แล้ว โปรตีน CPP ยังมีส่วนช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ในนมแพะยังมี พรีไบโอติก (Prebiotics) ชนิด Oligosaccharides (Inulin และ Oligofructose) ซึ่งเป็นใยอาหารที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ แต่จะเป็นตัวช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของลูกน้อย เช่น แลคโตบาซิลัส และ บิฟิโดแบคทีเรีย ช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ทำให้ระบบการย่อยอาหารดีขึ้น ลดอาการท้องผูก สร้างภูมิต้านทานในลำไส้ ที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อในทางเดินอาหาร ทำให้ลูกน้อยมีพัฒนาการที่ดี ไม่ค่อยงอแง คุณพ่อคุณแม่จึงเลี้ยงลูกน้อยได้อย่างง่าย ๆ สบาย ๆ มากขึ้น
  10. และหากสังเกตว่าลูกน้อยมีอาการท้องผูกเรื้อรัง ไม่หายสักที ควรปรึกษาแพทย์ และที่สำคัญไม่ควรใช้ยาสวนเอง

 

ภาวะท้องผูกเป็นปัญหาที่พบบ่อย และทำให้คุณพ่อคุณแม่วิตกกังวลได้มากๆ แต่การรักษาต้องใช้ระยะเวลาและความอดทนอย่างมาก ถ้าทั้งหมดที่คุณแม่ได้ลองทำมาแล้ว ด้วยวิธีธรรมชาติที่แนะนำข้างต้น แต่ลูกน้อยก็ยังมีอาการท้องผูกอยู่เป็นประจำ หรือ ไม่ถ่ายเกิน 1 สัปดาห์ขึ้นไป  ให้รีบพาลูกน้อยไปหาหมอ เพื่อที่คุณหมอจะวินิจฉัยได้อย่างลึกซึ้งว่า ควรปฏิบัติอย่างไรต่อไป ถ้าถึงคราวจำเป็นต้องใช้ยาระบายจริงๆ คุณหมอจะมียาที่ทำให้อุจจาระนิ่มลงได้ เพื่อลูกจะถ่ายได้ง่ายขึ้น

 

การดูแลทารก ทารก สุขภาพของทารก โภชนาการและการเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ