theAsianparent Logo

ลูกไม่อึทำยังไงดี? วิธีปรับพฤติกรรม หยุด อาการท้องผูกเรื้อรังในเด็ก

ลูกอึไม่ออกไม่ใช่เรื่องเล็กๆ นะคะ คุณแม่ต้องคอยสังเกตเวลาลูกนั่งชักโครก นั่งนานไปไหม สีหน้าเจ็บปวดหรือเปล่า หากพบว่าอุจจาระแข็งเป็นก้อน มีเลือดปนออกมา นั่นเป็นสัญญาณของอาการท้องผูกซึ่งหากปล่อยให้เป็นบ่อยๆ อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและสภาพจิตใจของลูกได้

ลูกไม่อึทำยังไงดี? วิธีปรับพฤติกรรม หยุด อาการท้องผูกเรื้อรังในเด็ก

ปกติแล้วจำนวนครั้งในการขับถ่ายของคนเราจะขึ้นอยู่กับช่วงวัยค่ะ เริ่มจากทารก 1 เดือนจะถ่ายเฉลี่ย 3-4 ครั้งต่อวัน และจำนวนครั้งจะค่อยๆ ลดลงตามอายุที่มากขึ้น จนเหลือวันละ 1 ครั้งในวัยประมาณ 4 ขวบ แต่หากคุณแม่พบว่า ลูกถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ต้องรีบปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารและขับถ่ายโดยด่วน ถ้าปล่อยไว้นานๆ อาจเป็น อาการท้องผูกเรื้อรังในเด็ก ซึ่งจะแก้ปัญหายากและต้องใช้เวลารักษานานขึ้น

 

อาการท้องผูกเรื้อรังในเด็ก

ทำไมเด็กๆ ท้องผูกบ่อย ?

95% ของอาการท้องผูก เกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการขับถ่ายของคุณหนูๆ ซึ่งการรับประทานอาหารนั้นเป็นเรื่องปวดหัวของคุณแม่ๆ มากเลยทีเดียว โดยเฉพาะเด็กวัยขวบขึ้นไปซึ่งเขาสามารถรับประทานเมนูที่หลากหลายได้เหมือนผู้ใหญ่ แต่กลับเลือกรับประทานแต่ของชอบ เนื้อสัตว์ ขนมปัง ขนมหวาน ไม่ยอมแตะผักและผลไม้เลย แถมยังดื่มน้ำน้อยเกินไปอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เด็กบางคนไม่กล้าเข้าห้องน้ำในโรงเรียนหรือห้องน้ำสาธารณะ พยายามอดกลั้นเอาไว้ จนอุจจาระสะสมตกค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่ เมื่อทนไม่ไหวค่อยเบ่งออก ซึ่งปรากฎว่าอุจจาระส่วนแรกๆ ที่ออกมามักจะแข็งเป็นก้อนใหญ่ และทำให้ทวารหนักฉีกเป็นแผลเลือดออกมาด้วย แบบนี้ไม่ดีเลยนะคะ

 

อันตรายจาก อาการท้องผูกเรื้อรังในเด็ก

เมื่อลูกท้องผูกแล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ย่อมเกิดผลเสียต่อพัฒนาการทั้งร่างกายและจิตใจค่ะ

  • ผลเสียต่อร่างกาย อย่างแรกที่เห็นชัดก็คือ ขาดสารอาหาร น้ำหนักตัวน้อย เมื่อลูกกลั้นอุจจาระเอาไว้นานอาจจะเสี่ยงเป็นโรคร้าย เช่น ริดสีดวงทวาร มีติ่งเนื้อที่ทวารหนัก อักเสบจนอาจถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือด โรคลำไส้อุดตันที่เกิดจากลำไส้ไม่ยอมบีบตัวหรือมีอุจจาระตกค้างจนปวดท้องอย่างหนัก เสี่ยงต่อลำไส้แตก และสุดท้ายก็คือ มะเร็งลำไส้ โรคที่คนไทยเป็นกันมากโดยอาการจะเริ่มต้นจากการปวดท้องจนกระทั่งถ่ายเป็นเลือด
  • ผลเสียต่อจิตใจ เด็กๆ ที่ชอบกลั้นอุจจาระอาจจะเคยมีประสบการณ์กลั้นไม่ไหว สุดท้ายก็เล็ดเปรอะเปื้อนกางเกง ส่งกลิ่นเหม็น รู้สึกอับอาย ขาดความมั่นใจในตัวเอง ยิ่งเด็กบางรายปวดท้องแล้วไม่สามารถอธิบายอาการปวดให้พ่อแม่หรือคุณครูเข้าใจได้อย่างชัดเจน เนื่องจาก กลัวโดนสวนอุจจาระ ไม่อยากกินยาระบาย กลัวคุณหมอ กลัวโดนเพื่อนล้อ ฯลฯ เหล่านี้ส่งผลให้เกิดปัญหาทางอารมณ์ กลายเป็นเด็กชอบโกหก หงุดหงิดง่าย ก้าวร้าว

อาการท้องผูกเรื้อรังในเด็ก

กินแบบไหน ไม่เสี่ยงท้องผูก

  1. รับประทานผักเยอะๆ เมื่อลูกเริ่มทานอาหารเสริมได้แล้ว คุณแม่ควรฝึกให้ลูกได้รู้จักกลิ่นและรสชาติของผักหลายๆ แบบ เช่น ฟักทอง มะเขือเทศ กวางตุ้ง ผักโขม โดยทำเป็นซุปผักนุ่มๆ หรือปั่นผสมกับผลไม้เพื่อให้ได้รสชาติที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งคุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องทานผักให้ลูกเห็นเป็นประจำด้วยนะ
  2. รับประทานผลไม้ตาม ปลูกฝังให้ลูกทานอาหารคาวแล้วต่อด้วยผลไม้ล้างปาก เน้นผลไม้กากใยสูงและไม่หวานมากนัก เช่น ส้ม ฝรั่ง แอปเปิ้ล มะละกอ ชมพู่ ใยอาหารในผลไม้จะทำให้เนื้ออุจจาระอุ้มน้ำมากขึ้น ช่วยให้ขับถ่ายคล่อง หรือทำเป็นน้ำปั่นหรือน้ำผลไม้คั้นสดโดยให้มีเนื้อผลไม้ผสมลงไปด้วย
  3. ดื่มน้ำอุ่นๆ ทุกเช้า น้ำเปล่าช่วยให้อุจจาระนิ่ม ช่วยกระตุ้นลำไส้และระบบขับถ่าย ทำให้ลำไส้ผลักดันอุจจาระที่คั่งค้างอยู่ออกมาง่ายขึ้น
  4. เลือกอาหารว่างที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงของหวานจำพวก ไอศกรีม ขนมถุงกรุบกรอบ ช็อกโกแลต น้ำอัดลม ฯลฯ เปลี่ยนมาดื่มน้ำผลไม้ โยเกิร์ต ธัญพืชอบแห้ง หรือนมอุ่นๆ โดยเลือกนมชนิดย่อยง่ายอย่าง นมแพะ เพราะนมแพะมี โปรตีนที่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย ทำให้ลูกสบายท้อง ท้องไม่ผูก เพราะมีสัดส่วนของโปรตีนเบต้าเคซีนซึ่งย่อยง่ายในปริมาณสูง นอกจากนี้ในนมแพะยังมีโปรตีน CPP หรือ Casein Phosphopeptides ซึ่งมีส่วนช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแร่ธาตุสำคัญ อาทิ แคลเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และสังกะสี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญนมแพะยังมี Prebioticsรือใยอาหารซึ่งเป็นอาหารของจุลินทรีย์สุขภาพ ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงในระบบทางเดินอาหาร ช่วยปรับสมดุลลำไส้ให้ทำงานอย่างเป็นปกติ ลูกจึงขับถ่ายคล่อง สบายท้อง
  5. พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งรบกวนหรือดึงความสนใจของลูกขณะรับประทานอาหาร เช่น ทีวี แท็บแล็ต เกม รวมถึงการป้อนข้าวคำ วิ่งเล่นคำ เพราะจะทำให้ลูกอิ่มและอาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

นอกจากอาหารการกินแล้ว ต้องปรับเปลี่ยนนิสัยการขับถ่ายของเจ้าตัวเล็กด้วยนะคะ โดยให้ลูกขับถ่ายเป็นเวลาหลังตื่นนอนตอนเช้าหรือหลังอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง ปลูกฝังเรื่องสุขอนามัยที่ดี ฝึกความกล้าในการเข้าห้องน้ำสาธารณะ แต่ถ้าลูกยังมีอาการท้องผูกอยู่บ่อยๆ อย่าเสี่ยงซื้อยาระบายมาให้ลูกทานเชียว ควรพาไปให้คุณหมอช่วยวินิจฉัยอย่างละเอียด เพราะหากจำเป็นต้องใช้ยาระบาย คุณหมอจะเลือกยาที่ปลอดภัยที่สุดให้กับลูกน้อยค่ะ