อันตรายจากการปล่อยให้ลูกฟันน้ำนมผุ

อันตรายจากการปล่อยให้ลูกฟันน้ำนมผุ

การแปรงฟันให้ลูกอาจเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ท้าทายสำหรับหลายครอบครัว เนื่องจากลูกมักไม่ให้ความร่วมมือ จนบางครั้งคุณแม่เริ่มอ่อนใจ คิดว่าไม่เป็นไร เอาไว้ฟันแท้ขึ้นค่อยดูแลก็ได้ คุณแม่ทราบไหมคะว่า หากปล่อยให้ลูกฟันน้ำนมผุ มีผลกระทบตามมามากกว่าที่คิด

ผู้ช่วยศาตราจารย์ทันตแพทย์หญิงลลิตกร พรหมมา คลินิกศัลยศาสตร์ช่องปาก โรงพยาบาลทันตกรรม คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร กล่าวว่า ฟันน้ำนมสามารถผุได้ตั้งแต่อายุเพียง 9 เดือน หากขาดการดูแลที่ดี ทั้งนี้ เนื่องจากชั้นเคลือบฟันของฟันน้ำนมจะบางกว่าชั้นเคลือบฟันของฟันแท้มาก คือหนาประมาณครึ่งหนึ่งของฟันแท้เท่านั้น นอกจากนี้ ฟันน้ำนมยังมีแร่ธาตุที่เป็นองค์ประกอบของความแข็งแรง เช่น แคลเซียม และฟอสฟอรัสน้อยกว่าในฟันแท้ จึงทำให้ฟันน้ำนมผุได้ง่ายและเร็วกว่าฟันแท้มาก

โดยฟันน้ำนมซี่หน้าบนจะผุได้ง่ายกว่าฟันหน้าล่าง เนื่องจากการดูดขวดนมจะทำให้ฟันน้ำนมซี่หน้าบนสัมผัสกับน้ำนมได้มากและนาน อีกทั้งบริเวณฟันน้ำนมบนจะมีน้ำลายไหลผ่านน้อยกว่าฟันน้ำนมล่าง ทำให้น้ำลายไม่ได้ช่วยชะล้างคราบน้ำนมและน้ำตาลที่ติดอยู่บนฟันออกไปได้ จึงเกิดการสะสมของน้ำตาลที่ฟัน อีกบริเวณที่ฟันน้ำนมผุง่ายก็คือ ฟันกรามน้ำนมด้านบดเคี้ยว เพราะเป็นซี่ที่อยู่ด้านใน ทำให้ทำความสะอาดได้ยาก

ลูกฟันน้ำนมผุเพราะพ่อแม่นั่นแหละ

  • การเลี้ยงดูของครอบครัว เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ลูกฟันน้ำนมผุ ได้แก่
    • ปล่อยให้เด็กนอนหลับไปพร้อมกับขวดนม จึงทำให้น้ำตาลที่อยู่ในน้ำนมหรือนมผงสามารถทำลายเคลือบฟันน้ำนมได้
    • การรับประทานขนมกรุบกรอบและขนมหวาน แล้วไม่ยอมแปรงฟัน ผู้ปกครองที่ไม่เห็นความสำคัญของฟันน้ำนม จึงไม่ใส่ใจต่อการแปรงฟันน้ำนมของลูกมากนัก อีกทั้งไม่ช่วยแปรงฟันให้ลูกทุกวัน ก็มีโอกาสที่ฟันน้ำนมจะผุได้มาก
    • ความเชื่อผิด ๆ ที่ว่า เดี๋ยวฟันน้ำนมก็ต้องหลุดไป แล้วมีฟันแท้ขึ้นแทนที่ จึงไม่ใส่ใจต่อการแปรงฟันน้ำนมของลูกมากนัก
  • สาเหตุที่ไม่เกี่ยวกับการเลี้ยงดู อาจเกิดได้จากโครงสร้างของฟันเด็กที่ไม่สมบูรณ์ อาจเป็นเพราะคลอดก่อนกำหนด มีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อย หรือแม่ติดเชื้อขณะตั้งครรภ์

ผลกระทบเมื่อลูกฟันน้ำนมผุ

  • ทำให้ฟันน้ำนมซี่อื่นผุไปด้วย หากลูกฟันผุมาก ๆ ย่อมมีอาการปวดฟันตามมา โดยเฉพาะหากฟันกรามน้ำนมผุ จะสามารถลุกลามเป็นฟันผุลึกขนาดใหญ่ได้ในเวลาเพียง 6-12 เดือน และยังอาจทำให้ฟันน้ำนมซี่ที่อยู่ข้างเคียงผุตามไปได้ด้วย
  • เพิ่มโอกาสที่ฟันแท้จะผุ ฟันน้ำนมเป็นแนวนำทางการขึ้นให้กับหน่อฟันแท้ หากเกิดโรคฟันผุ มักจะมีแนวโน้มที่ฟันถาวรจะมีการผุตามไปด้วย ดังนั้น หากปล่อยให้ลูกฟันน้ำนมผุ แล้วจะมาดูแลตอนที่ฟันแท้ขึ้นนั้นไม่ทันแล้ว
  • มีผลต่อการเจริญเติบโตของลูก เมื่อลูกฟันกรามผุ ก็จะปวดฟันทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ น้ำหนักตัวลดลง บางคนอาจถึงขั้นขาดสารอาหารส่งผลต่อระดับการเจริญเติบโต พัฒนาการของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า และช่องปาก รวมทั้งกระดูกขากรรไกรด้วย
  • อาจเกิดติดเชื้อลุกลาม เนื่องจากเด็ก ๆ ที่มีฟันน้ำนมผุจะมีเชื้อโรคในช่องปากมาก หากฟันน้ำนมผุมาก อาจเกิดการติดเชื้อลุกลามไปยังส่วนต่าง ๆ ของขากรรไกรและใบหน้า ลำคอ หรือทำให้ต่อมน้ำเหลืองโตได้ เนื่องจากความต้านทานเชื้อโรคในตัวเด็กมีน้อยกว่าผู้ใหญ่มาก
  • เกิดปัญหาด้านจิตใจและอารมณ์ เพราะเด็กที่มีฟันน้ำนมผุมากอาจต้องถูกถอนฟัน ทำให้ฟันแท้ที่จะขึ้นตามมาขึ้นได้ช้ากว่าปกติ หรือเกิดปัญหาฟันซ้อนเกได้ เนื่องจากฟันซี่ข้างเคียงฟันน้ำนมที่ถูกถอนล้มเอียงมาแทนที่ หรือเกิดปัญหาทำให้เด็กขาดความมั่นใจในตนเอง จากการมีฟันน้ำนมด้านหน้าสีดำคล้ำ เด็กจะไม่กล้าพูด กล้าคุย เพราะกลัวเพื่อนล้อเลียน

การรักษา ฟันน้ำนมผุ

หากฟันน้ำนมที่ผุไม่ลึก คุณหมอฟันจะช่วยอุดฟันให้ แต่หากฟันน้ำนมที่ผุลึกเข้าไปถึงโพรงประสาทฟัน คุณหมอฟันจะต้องรักษาด้วยการรักษาคลองรากฟันในกรณีที่ยังไม่มีการทำลายรากฟันน้ำนมและกระดูกเบ้าฟันไปมาก หรือถอนฟันในกรณีที่รากฟันน้ำนมและกระดูกเบ้าฟันละลายไปมากแล้ว อย่างไรก็ตามคุณหมอฟันจะแนะนำให้เก็บรักษาฟันน้ำนมไว้สำหรับใช้งาน และช่วยรักษาช่องว่างไว้เพื่อรอจนฟันแท้ขึ้นมาแทนที่

ในการอุดฟันน้ำนมที่ผุลึกมาก การถอนฟันน้ำนม หรือการรักษาคลองรากฟันน้ำนม คุณหมอฟันจะฉีดยาชา หรือป้ายยาชา เพื่อไม่ให้เด็กรู้สึกเจ็บปวดจนทนไม่ไหว

วิธีป้องกันไม่ให้ฟันน้ำนมผุ

ปัญหาฟันน้ำนมผุเป็นปัญหาใหญ่ และส่งผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ดังนั้น หากคุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้ฟันน้ำนมของลูกผุ ต้องหมั่นใส่ใจเรื่องความสะอาดช่องปากของลูก และปฏิบัติตามข้อแนะนำต่อไปนี้

  • ฝึกให้ลูกเข้านอนโดยไม่มีนิสัยติดขวดนม
  • ป้องกันไม่ให้ลูกถือขวดนมเดินเล่น หรือปล่อยลูกนอนดูดขวดนมแล้วเผลอหลับขณะดูดขวดนมอยู่
  • สอนให้ลูกดื่มนมจากแก้วน้ำแทนขวดนม ตั้งแต่อายุ 6-12 เดือน และควรเลิกใช้ขวดนม เมื่ออายุ 1 ปีไปแล้ว
  • ฝึกนิสัยไม่ให้ลูกรับประทานขนมจุบจิบ กรุบกรอบ หรืออาหารรสหวาน เพราะเป็นสาเหตุของฟันผุ ควรให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และเป็นเวลา
  • ล้างปากให้ลูกหลังดื่มนม หรือหลังรับประทานอาหารทุกครั้ง
  • แปรงฟันให้ลูกด้วยยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น
  • สอนวิธีทำความสะอาดช่องปาก และการแปรงฟันอย่างถูกวิธีให้ลูก
  • พาลูกไปพบทันตแพทย์ เพื่อตรวจฟันเป็นประจำทุก 6 เดือน เพื่อจะได้รับความรู้ และแนวทางปฏิบัติในการดูแลสุขภาพในช่องปากอย่างถูกต้อง

หากคุณพ่อคุณแม่ฝึกฝนลูก จนเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ทีนี้เมื่อลูกโตขึ้นก็จะเห็นความสำคัญและสามารถดูแลสุขภาพฟันด้วยตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาลูกฟันน้ำนมผุ ก็จะไม่ใช่ปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่ต้องมานั่งกังวลอีกต่อไป

แปรงฟันให้ลูกอย่างถูกวิธี

โครงการรณรงค์ "ลูกรักฟันดีเริ่มที่ซี่แรก" ภายใต้การสนันสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำวิธีแปรงฟันให้ลูกน้อย ไว้ดังนี้

  • แปรงฟันตั้งแต่ฟันซี่แรกขึ้น ด้วยยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ 500 ppm ในปริมาณขนาดแตะปลายขนแปรงพอชื้น
  • เลือกแปรงสีฟันที่มีลักษณะขนแปรงนุ่ม หน้าตัดเรียบ หัวเล็กที่สามารถครอบคลุมฟันประมาณ 3 ซี่ และมีด้ามจับที่ใหญ่
  • ให้ลูกอยู่ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนหรืออาจให้เด็กนอนบนตัก โดยที่สามารถแปรงฟันได้อย่างรอบด้านและใช้ผ้าสะอาดเช็ดเหงือกในบริเวณที่เหลือ เช็ดลิ้นด้วยผ้าสะอาด และเช็ดฟองที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ควรใช้มืออีกข้างที่ไม่ได้จับแปรงช่วยประคองคาลูก ใช้นิ้วช่วยดันแก้ม และริมฝีปากออก เพื่อให้เห็นบริเวณที่จะแปรง วิธีนี้ช่วยป้องกันไม่ให้แปรงสีฟันกระแทกถูกริมฝีปาก หรือกระพุ้งแก้มของเด็ก
  • ควรแปรงฟันให้ลูกจนถึงอายุประมาณ 7-8 ขวบ ซึ่งจะเป็นช่วงอายุที่เด็กมีการพัฒนาของกล้ามเนื้อมัดเล็กได้ดีแล้ว หรือสังเกตจากที่เด็กผูกเชือกรองเท้าได้ด้วยตัวเอง

คุณพ่อคุณแม่ได้ทราบแล้วว่า การปล่อยให้ลูกฟันน้ำนมผุนั้น มีผลต่อสุขภาพของลูกในระยะยาว ไม่ใช่แค่สุขภาพฟัน แต่กระทบถึงสุขภาพร่างกาย และจิตใจของลูกด้วย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรหันมาจริงจังกับการดูแลฟันน้ำนมของลูก หากลูกไม่ให้ความร่วมมือ คงต้องพยายามหากลยุทธ์สนุกๆ มาหลอกล่อกันหน่อยแล้วล่ะ

ที่มา www.info.dent.nu.ac.th, www.manager.co.th

บทความที่น่าสนใจอื่นๆ

ลูกกินยาสีฟัน อันตรายหรือไม่

การดูแลช่องปากและฟันสำหรับเด็ก

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย
ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

app info
get app banner