หัดกุหลาบ ส่าไข้ อันตรายใกล้ตัวทารก แม่ต้องดูลูกให้ดีอย่าประมาท

เตือนแม่ ๆ ต้องระวังลูกเป็นโรคหัดกุหลาบหรือส่าไข้ ไข้ผื่นกุหลาบในเด็กทารก

หัดกุหลาบ ส่าไข้ อันตรายวัยทารก

โรคอันตราย ที่แม่ต้องระวัง หัดกุหลาบ ส่าไข้ เป็นยังไง มาอ่านประสบการณ์ของหนูน้อยคนนี้กันค่ะ

คุณแม่เล่าอาการของน้องในวัย 9 เดือน ที่ต้องทรมานจากโรคหัดกุหลาบอย่างละเอียด ว่า ก่อนจะเป็นส่าไข้น้องเป็นหวัดอยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ ก็ทานยาตามหมอสั่งจนหายจากอาการไข้หวัด หลังจากนั้น 2 วัน ตอนกลางคืนน้องเริ่มมีอาการตัวร้อนจัดไข้สูงประมาณ 39°-41° มีเสมหะมาก น้ำมูกไหลตลอดเวลา หายใจเร็ว มีเสียงครืดคราด ท้องอืด ปวดท้อง นอนบิดไปบิดมา ถ่ายเหลวประมาณ 3-5 ครั้ง

แม่พยายามลดไข้ โดยการให้ยาลดไข้ทุก 4 ชม. เช็ดตัวและอาบน้ำอุ่น ล้างจมูก เคาะปอด และใช้ลูกยางดูดเสมหะ แต่ก็ไม่ดีขึ้นเลย

เช้ามาพาไปโรงพยาบาลใกล้บ้าน พยาบาลวัดไข้ได้ 40° เลยบอกให้แม่พาน้องไปอาบน้ำ โดยใช้น้ำรดลงบนตัวน้องประมาณ 10 นาที และมาวัดไข้อีกรอบได้ 38.5° เข้าพบหมอหมอสั่งเจาะเลือดผลตรวจฉี่ออกมาไม่พบอะไร และสรุปว่าน้องเป็นไข้หวัดแต่ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงไข้สูง จึงให้ยาลดไข้และยาแก้ไอมาทาน

วันที่ 2 น้องก็ยังไข้สูงตลอดทั้งวันอาการโดยรวมไม่ดีขึ้นเลย

แม่เลยพาน้องไปหาหมอที่คลินิกเด็กเฉพาะทาง หมอตรวจซักประวัติอย่างละเอียดและสรุปว่า อาการค่อนไปทางไข้หวัดใหญ่ จึงให้ยามาทานตามอาการและนัดมาดูอาการอีก 3 วัน กลับมาบ้านทานยาตามหมอสั่งน้องก็ยังคงไข้สูงทั้งวันทั้งคืนไม่ดีขึ้นเลย กลับอาการหนักกว่าเดิมท้องเสียหนัก ตัวเริ่มซีด รอบดวงตาเริ่มบวมแดง แต่แม่ก็ยังคงให้ทานยาต่อไปจนถึงเที่ยง

จู่ ๆ กลับไข้ลดอย่างรวดเร็วจนอุณหภูมิร่างกายกลับมาเป็นปกติ น้ำมูกและเสมหะลดลง ไอและถ่ายน้อยลง แม่จึงรอดูอาการน้องที่บ้านยังไม่พาไปโรงพยาบาล หลังจากนั้นพอตกค่ำน้องเริ่มร้องไห้งอแงนอนบิดตัวไปมาเหมือนปวดเมื่อย รอบดวงตามีรอยช้ำแดงจนน่ากลัวและมีผื่นแดงขึ้นที่ใบหน้าและหลังใบหู แม่สงสัยว่าน้องอาจจะแพ้ยาจึงหยุดให้ยาทั้งหมดและพาน้องกลับไปหาหมอที่คลินิกเด็กในตอนเช้า

คุณหมอตรวจผื่นแดงเริ่มมากขึ้นและกระจายไปที่แผ่นหลัง

หมอสรุปว่า น้องเป็นส่าไข้หรือหัดกุหลาบ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสและติดต่อได้โดยการไอ จามรดกันหรือผู้ป่วยอาจจะสัมผัสกับเสมหะ น้ำลายหรือน้ำมูกของคนที่เป็นโรค หลังจากนี้ อาการจะคงอยู่และมีผื่นเพิ่มขึ้น และอาการทั้งหมดจะหายไปได้เองเมื่อครบ 1 อาทิตย์ คุณหมอให้ยาปฏิชีวนะมาทานเพียงอย่างเดียว

ตอนนี้น้องยังมีผื่นแดงเต็มตัว อาการโดยรวมคล้ายไข้หวัดแต่ไม่มีไข้แล้วค่ะ ตัวผื่น ไม่ต้องทายา หายไปได้เอง

หัดกุหลาบ ส่าไข้ อันตรายใกล้ตัวทารก แม่ต้องดูลูกให้ดีอย่าประมาท

ทีมงานดิเอเชี่ยนพาเร้นท์ ขอให้น้องแข็งแรงไว ๆ นะคะ

 

อ่านอาการของโรคหัดดอกกุหลาบหรือส่าไข้ ต่อหน้าถัดไป

โรคหัดดอกกุหลาบหรือส่าไข้

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิง อรุณี เจตศรีสุภาพ วว.กุมารเวชศาสตร์, อว.โลหิตวิทยา ได้อธิบายถึงโรคหัดกุหลาบว่า หัดกุหลาบ หรือ Roseola infantum หรือ Exanthem subitum หรือ Sixth disease พบส่วนใหญ่ในเด็กอายุ 6-12 เดือน โดย 95% ของผู้ป่วยมักเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ส่วนใหญ่เกิดจากไวรัส HHV-6 ส่วนอาการที่พบในเด็กที่อายุมากกว่านี้คือ ในอายุ 2-3 ปี มักเกิดจากติดเชื้อไวรัส HHV-7 ติดต่อได้โดยการสัมผัสไวรัสที่มีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย ติดต่อทางการ ไอ จาม และจากการสัมผัสเด็กป่วย

อาการของส่าไข้ที่แม่ต้องรู้

  • ไข้สูงเฉียบพลัน (สูงเฉลี่ย 39.7 องศาเซลเซียส/Celsius หรือ 103-104 องศาฟาเรนไฮต์/Fahrenheit)
  • จากนั้น 3 วัน ไข้จะลดลงอย่างรวดเร็ว หรืออาจจะค่อย ๆ ลง
  • มีผื่นบาง ๆ สีชมพู หรือสีดอกกุหลาบขึ้นมาช่วงไข้ลงภายใน 48 ชั่วโมง ผื่นมีขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร เกิดทั่ว ลำตัว ไม่ค่อยมีอาการคัน เมื่อเอามือกด ผื่นจะจางซีดลง ผื่นอาจอยู่นาน 1-3 วัน หรืออาจขึ้นผื่นมาเพียงไม่กี่ชั่วโมงแล้วหายไป
  • บางครั้ง เด็กมี คอแดง ตาแดง หรือมีการอักเสบที่แก้วหูร่วมด้วย และมีต่อมน้ำเหลืองด้านหลังศีรษะ (Sub occipital node) โต คลำได้
  • ในเด็กแถบเอเชีย อาจพบมีแผลบริเวณด้านหลังของเพดานอ่อนติดกับลิ้นและลิ้นไก่ด้วย
  • บางคนพบมีน้ำมูก มีท้องเสีย บางคนมีอาการทางสมองร่วมด้วย เช่น อาการชัก ทั้งนี้โรคมักหายได้ (การดำเนินโรค) ในระยะประมาณ 6 วัน แต่ประมาณ 15% ของเด็ก อาจมีไข้นาน 6 วัน หรือมากกว่า

เมื่อลูกเป็นโรคหัดกุหลาบ แม่ต้องทำยังไง

  1. พ่อแม่ต้องสังเกตอาการ เช็ดตัว ให้ลูกดื่มน้ำมาก ๆ (ลูกที่อายุเกิน 6 เดือน) และกินยาลดไข้ตามหมอสั่ง ต้องระวังไข้สูง เพราะเด็กอาจชักได้
  2. หากเด็กมีอาการไม่ดี เช่น ไม่ค่อยยอมกิน หรือกินน้อยลง หรือซึมลง หรือไม่ปัสสาวะนานเกิน 4-6 ชั่วโมง ไม่ควรดูอาการอยู่ที่บ้าน ควรรีบพาเด็กไปโรงพยาบาล

นอกจากนี้ ยังต้องระวังการชักจากไข้สูง หนึ่งในสามของผู้ป่วย โดยโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส HHV-6 มีการชักร่วมด้วยสูง ส่วนอาการแทรกซ้อนอื่นที่อันตราย คือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ สมองอักเสบ ปอดบวม และตับอักเสบ

 

ที่มา : http://haamor.com/th/

ทารกแก้มแดง แก้มแตก หน้าหนาว ระวังลุกลามเป็นน้ำเหลืองเยิ้ม

เตือนโรคร้ายที่มากับหน้าหนาว แม่ๆ รีบดูแลลูกด่วน!

โรคตับในเด็ก จากใจของแม่ที่ลูก 9 เดือน ป่วยเป็นตับแข็งระยะสุดท้าย