โรคยอดฮิต ทารกแอดมิทกันเพียบช่วงนี้! ดูให้ดี ลูกมีไข้สูง 5 วัน แล้วออกผื่น หรือไม่?

โรคยอดฮิต ทารกแอดมิทกันเพียบช่วงนี้! ดูให้ดี ลูกมีไข้สูง 5 วัน แล้วออกผื่น หรือไม่?

ไข้ออกผื่นหรือส่าไข้ พบมากในวัยทารก แล้วอย่างนี้ แม่ควรทำยังไงเพื่อบรรเทาอาการลูกรัก

ส่าไข้ ทารก เกิดจากอะไร

ประสบการณ์ตรง ลูกป่วยเป็นส่าไข้ โรคหัดกุหลาบ! ลูกรักป่วยแม่แทบขาดใจ ที่ใคร ๆ บอกว่า แบบนี้เป็นส่าไข้ แม่อยากรู้ว่า ส่าไข้ ทารก เกิดจากอะไร แล้วแม่อาบน้ำให้ลูกได้ไหม ไข้ออกผื่น รักษา ทำยังไงถึงจะหาย ดิเอเชี่ยนพาเร้นท์ มีคำตอบ!

 

ประสบการณ์ตรง ลูกป่วยเป็นส่าไข้ โรคหัดกุหลาบ

ลูกนมแม่ล้วน 9 เดือน 15 วัน ไม่เคยป่วย ขนาดแม่เป็นไข้หวัดใหญ่ลูกยังไม่ติด แต่อยู่ ๆ วันที่เราไม่คาดคิดก็มาถึง น้องมีไข้ 38-38.5 องศาเซลเซียส ก็พาน้องมาหาหมอ หมอให้ยาลดไข้แล้วกลับบ้านรอดูอาการ 2 วัน หมดไป 3,000 แต่ถ้ามีอะไรฉุกเฉินสามารถมาได้ตลอด

พอถึงวันนัดลูกปกติมาก วัดไข้ก็ 37 กว่า ทั้งวัน ไปหาหมอ 4 โมงเย็น ถึงโรงพยาบาล 38.5 องศาเซลเซียส งานเข้าสิคะ!! เช็ดตัวด่วนเพราะเด็กมีสิทธิ์ชักได้ คุณหมอบอกว่าไข้สูงตลอด 5 วัน ต้องแอดมิทแล้วนะคะคุณแม่

หมอจะขอตรวจ RSV ไข้หวัดใหญ่ A,B ไข้เลือดออก ปัสสาวะ แล้วเชื้อไวรัสทุกตัว เพื่อหาสาเหตุ ใจตอนนั้นคือ ประกันเพิ่งทำ ฉันจะเอาไงดี แต่เพื่อลูกตอนนั้นคือต้องแอดมิทแล้ว เพื่อหาสาเหตุ จนเจ้าหน้าที่ขอเช็คประกัน สรุปคือ ประกันเพิ่งผ่านระยะรอคอยมาได้ 3 วันเอง คือโชคดีมาก ใจตอนนั้นคือดีนะที่ตัดสินใจทำ เพราะตอนแรกอีแม่ลังเลแล้วจะทำตอน 6 ขวบ เพราะเบี้ยจะถูก อีแม่คิดว่าเลี้ยงเองต้องแข็งแรง แต่ไม่ใช่เลย เด็กมีโอกาสจะป่วยได้ตลอดเวลา

สรุปสุดท้ายผลออกมาเป็นโรคหัดกุหลาบ คือจะมีไข้สูง 5 วัน แล้วออกผื่น ผื่นออกก็คือหาย เคลมไปเบา ๆ ที่ 23,000 บาท การป่วยของลูกครั้งนี้ทำให้รู้ว่า เลี้ยงดีแค่ไหน อย่าคิดว่าเขาจะไม่ป่วย ทำไว้เถอะ เสียน้อยเสียมาก อีแม่เองก็มัวลังเลจนล่วงเลยมาทำตอน 8 เดือน มีระยะรอคอยอีก ผ่านระยะรอคอยมา 3 วัน อีลูกก็จัดให้แม่ชุดใหญ่เลย ดีที่ไม่เป็นมากไปกว่านี้ ไม่งั้นแม่ ๆ อย่างเราคงอกแตกตายแน่แท้

 

หัดดอกกุหลาบ โรคยอดฮิต ทารกแอดมิทกันเพียบช่วงนี้!

คุณแม่ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า คุณหมอบอกว่า ตอนนี้เด็ก ๆ ป่วยโรคนี้กันเยอะ ที่เด่นเลยคือ ไข้สูง เช็ดตัวยังไงไข้ก็ไม่ลง ลงก็แป๊บ ๆ เองค่ะ ตอนแรกหมอสันนิษฐานว่า RSV ไข้หวัดใหญ่ หรือไข้เลือดออก ขอเจาะเลือดทั้งหมดทุกตัว สรุปไม่เป็น เป็นไวรัสตัวนี้ ก็คือส่าไข้ จะมีไข้สูง 5 วัน แล้วออกผื่นหลังจากไข้ลด บางคนก็ไม่รู้ ไม่พาไปหาหมอ เด็กมีสิทธิชักได้เหมือนกัน

วันแรกไป คุณหมอจะไม่ให้แอดมิท แต่จะให้ยาลดไข้มาก่อน เพื่อดูอาการ ถ้าสูงมากให้มาด่วน กันชัก แต่ของน้องไข้ไม่ลงเลยไปอีกรอบ คุณหมอจะแอดมิทเพื่อตรวจดูอาการ 2 วัน ก่อนออกจากโรงพยาบาล น้องไข้ไม่มีแล้ว ผื่นเริ่มขึ้น คุณหมอเลยให้กลับได้

นอกจากส่าไข้ ที่เด็ก ๆ แอดมิทกันเยอะ อีกโรคที่ต้องระวังคือ โรคไข้เลือดออก คุณแม่บอกว่า ตอนนี้ไข้เลือดออกกำลังมาแรง อาการจะคล้ายกัน คุณหมอเลยต้องขอเจาะเลือด

 

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทารกป่วยได้ง่าย แม่ต้องสังเกต และอย่าประมาท อย่างไรก็ตาม ทางทีมงานดิเอเชี่ยนพาเร้นท์ ขอขอบคุณคุณแม่ที่มาแบ่งปันประสบการณ์ และขอให้น้องสุขภาพแข็งแรงเร็ว ๆ นะคะ

 

ส่าไข้ ทารก ไข้ออกผื่น เกิดจากอะไร แม่อาบน้ำให้ลูกได้ไหม ทำยังไงถึงจะหาย

ไข้ออกผื่น ส่าไข้

เว็บไซต์ medthai.com อธิบายถึง ส่าไข้ เอาไว้ว่า ส่าไข้ นั้นเป็นโรคไข้ออกผื่น มีชื่อเรียกอื่น ๆ ทั้ง หัดกุหลาบ, หัดดอกกุหลาบ หรือ ไข้ผื่นกุหลาบในทารก สาเหตุที่เกิดส่าไข้ในทารก ก็เพราะว่า ทารกติดเชื้อไวรัส Human herpesvirus type 6 (HHV-6)

ไข้ออกผื่นอันตรายไหม

เชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Human herpesvirus type 6 (HHV-6) และ Human herpesvirus type 7 (HHV-7) เป็นสาเหตุของส่าไข้ อยู่ในตระกูล Roseolovirus genus จำพวกเดียวกับไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเริม (Herpesvirus) ส่วนการมีชื่อ HHV-6 และ HHV-7 เนื่องจากพบตามหลังไวรัส Herpes simplex 1 และ 2, Cytomegalovirus, Ebstein-Barr Virus, และ Varicella-Zoster virus ในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี ส่วนใหญ่มักเกิดจากไวรัส HHV-6 แต่อาการที่พบในเด็กที่มีอายุ 2-3 ปี มักจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส HHV-7

 

อาการของทารกที่เป็นส่าไข้

ระยะแรกเด็กจะมีไข้สูงหรือตัวร้อนอยู่ตลอดเวลา แต่ยังไม่มีอาการเพิ่มเติมจึงดูเหมือนว่า ทารกไม่เป็นโรคร้ายแรง และไม่กี่ชั่วโมงต่อมา อาการไข้ก็จะลดลง จากนั้นเจ้าผื่นเล็ก ๆ ก็จะปรากฏตัวขึ้นมา ด้วยสีที่ออกชมพูหรือสีแดง คล้ายกับสีของกลีบกุหลาบ จึงเรียกกันว่า หัดกุหลาบ และถ้าเป็นโรคนี้แล้วมักจะไม่เป็นซ้ำอีก

 

ส่าไข้ในทารกและเด็กเล็ก

  • ช่วงอายุที่ทารกและเด็กเล็กเป็นส่าไข้คือ อายุ 3 เดือน ถึง 3 ปี 95% ของผู้ป่วยมักจะเป็นเด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี
  • ทารกในวัย 6 - 12 เดือน จะพบโรคส่าไข้ได้มากที่สุด
  • เมื่อผ่านพ้นอายุ 3 ปีไปแล้ว จะพบได้น้อยมาก ไม่พบในเด็กโตหรือผู้ใหญ่

การติดต่อของโรคส่าไข้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องระวัง เพราะเชื้อจะมีอยู่ในเสมหะและน้ำลาย ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรด ติดต่อโดยการสัมผัส เชื้ออาจติดอยู่ที่มือ สิ่งของเครื่องใช้ เมื่อทารกหรือเด็ก จับแล้วนำไปขยี้ตาหรือแคะขี้มูก

 

ส่าไข้ อันตรายไหม

อาการของส่าไข้และสิ่งที่แม่ต้องรู้

  • ทารกหรือเด็กเล็กจะมีไข้สูงมากถึง 39.5-40.5 องศาเซลเซียส (ไข้สูงเฉลี่ย 39.7 องศาเซลเซียส หรือ 103-104 องศาฟาเรนไฮต์) มักจะเกิดอย่างฉับพลัน อาจตัวร้อนตลอด อาการไข้จะเป็นอยู่ประมาณ 1-5 วัน (โดยเฉลี่ยคือ 3 วัน)
  • ส่วนใหญ่จะรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ตามปกติ มีบางรายที่งอแง หรือเบื่ออาหารเล็กน้อย และบางรายมีอาการไอ เจ็บคอ มีน้ำมูกใส หรือท้องเดินเล็กน้อย แต่ต้องระวังอาการชักจากไข้ร่วมด้วย
  • ช่วงที่ไข้ลดหรือหลังจากไข้ลด จะมีผื่นราบบางขนาดเล็ก ๆ ประมาณ 2-5 มิลลิเมตร มีชมพูหรือสีแดงคล้ายดอกกุหลาบเกิดขึ้นทั่วไปตามลำตัว เกิดได้ทั้งหน้าอก หลัง ท้อง แล้วกระจายไปที่คอและแขน อาจขึ้นไปที่หน้าหรือลงไปที่ขาด้วย
  • เด็กบางคนมีอาการคอแดง หนังตาบวมเล็กน้อย เยื่อบุตาแดง หรือมีอาการอักเสบที่แก้วหูร่วมด้วย และอาจคลำพบต่อมน้ำเหลืองโตที่บริเวณหลังหู ท้ายทอย ในเด็กแถบเอเชียอาจพบมีแผลบริเวณด้านหลังของเพดานอ่อนติดกับลิ้นและลิ้นไก่ด้วย ทั้งนี้ ทารกบางรายอาจมีไข้สูงเพียงอย่างเดียว ไม่มีผื่นขึ้น หรือมีเพียงผื่นจาง ๆ

 

ส่าไข้ต่างจากโรคหัดอย่างไร

  • โรคส่าไข้ หลังจากผื่นขึ้นเด็กจะหายตัวร้อนและสบายดี ผื่นของโรคนี้จะขึ้นที่ลำตัวก่อนและเป็นผื่นเล็ก ๆ อยู่แยกจากกัน
  • โรคหัดขณะที่ผื่นขึ้นจะมีไข้สูงต่อไปอีกหลายวัน ผื่นของโรคหัดจะขึ้นที่ใบหน้าก่อนแล้วค่อยกระจายลงล่าง และผื่นมักจะแผ่รวมกันเป็นแผ่นใหญ่

 

ไข้ออกผื่น รักษา อย่างไร

วิธีดูแลรักษาโรคส่าไข้ในทารก

เมื่อเด็กเล็กหรือทารกมีไข้สูงมากต้องรีบพาไปพบแพทย์ เนื่องจากการมีไข้สูงเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่สิ่งที่แม่ต้องระวังคือ อย่าให้ลูกมีไข้สูงมากเพราะเด็กอาจเกิดอาการชักจากไข้ แม่สามารถช่วยได้ ดังนี้

  1. ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดตัวบ่อย ๆ โดยให้เช็ดย้อนรอยรูขุมขน และไม่สวมใส่เสื้อผ้าหนา ๆ หรือห่มผ้าหนา ๆ จนอบเกินไป เพื่อช่วยระบายความร้อนในร่างกาย
  2. ในระยะที่มีไข้สูงให้รับประทานยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ร่วมกับการใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อย ๆ ในผู้ใหญ่ให้รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด (ชนิดเม็ด 500 มิลลิกรัม) ส่วนในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 12 ปี ให้ใช้ในขนาด 10-15 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/ครั้ง สามารถรับประทานซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง แต่สูงสุดไม่เกินวันละ 5 ครั้ง โดยควรรับประทานเฉพาะเวลาที่มีอาการ ถ้าไม่หายให้ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง สำหรับผู้ใหญ่ไม่ควรเกิน 8 เม็ด หรือ 4 กรัมต่อวัน ส่วนในเด็กไม่ควรเกิน 5 ครั้งต่อวัน และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 5 วัน เนื่องจากมีโอกาสเกิดพิษต่อตับ ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปี ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) เพราะอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคเรย์ซินโดรม (Reye’s syndrome) ได้
  3. ควรดื่มน้ำให้มาก ๆ ทีละน้อยแต่บ่อย ๆ โดยอาจเป็นน้ำ นม หรือน้ำหวานก็ได้ เพื่อช่วยลดความร้อนในร่างกาย
  4. ถ้าเด็กร้องงอแงผู้ปกครองอาจพาอุ้มเดินและตบหลังเบา ๆ เพื่อช่วยปลอบโยน

 

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เด็กมีอาการชักร่วมด้วย ควรรีบพาไปพบแพทย์ ก่อนจะถึงมือหมอต้องมีการปฐมพยาบาลเด็กที่มีอาการชักจากไข้ ตามขั้นตอนต่อไปนี้

  • จับเด็กนอนหงาย ตะแคงศีรษะไปด้านในด้านหนึ่ง หรือจับเด็กนอนตะแคง พร้อมกับเชยคางขึ้นเล็กน้อย (ควรให้นอนบนพื้นที่โล่งและปลอดภัย)
  • ถ้ามีน้ำลาย เสมหะ หรือเศษอาหารในบริเวณปากหรือใบหน้า ให้เช็ดหรือดูดออกเพื่อไม่ให้เด็กสำลัก
  • ควรถอดหรือปลดเสื้อผ้าให้หลวม แล้วรีบใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเพื่อลดไข้
  • เฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด สังเกตลักษณะการชักและจับระยะเวลาของการชัก เพื่อแจ้งให้แพทย์ที่ให้การรักษาทราบในภายหลัง
  • อย่าผูกหรือมัดตัวเด็ก หรือใช้แรงฝืนหรือจำกัดการเคลื่อนไหวของเด็ก
  • อย่าใช้วัตถุ เช่น ด้ามช้อน ไม้ ปากกา ดินสอ สอดใส่ปากเด็ก เพราะอาจจะทำให้ปากหรือฟันได้รับบาดเจ็บ
  • อย่าให้เด็กรับประทานอะไรในระหว่างชักหรือหลังชักใหม่ ๆ เพราะอาจจะทำให้เด็กสำลักได้

ควรรีบพาเด็กไปโรงพยาบาลใกล้บ้านทันที ถ้าเด็กมีอาการชักนานเกิน 5 นาที หรือเป็นการชักครั้งแรก แม้ว่าจะเป็นการชักเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ก็ตาม หรือมีอาการอาเจียน ซึม หรือหายใจลำบาก

โรคนี้ส่วนใหญ่มักหายได้เองภายใน 3-5 วัน หรือไม่เกิน 1 สัปดาห์ (ประมาณ 15% ของเด็กที่ป่วยอาจมีไข้นาน 6 วันหรือมากกว่า) จัดเป็นโรคที่ไม่มีอันตรายนอกจากอาจทำให้เกิดอาการชักจากไข้ หรืออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนในเด็กที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำ

 

ระหว่างที่ลูกไม่สบาย มีไข้สูง แม่ควรเช็ดตัวลดไข้ก็พอ และรีบพาลูกไปหาหมอเพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียด จะได้ปลอดภัย หายห่วงอย่างแท้จริง เมื่อไข้ลดลงแล้ว มีผื่นขึ้น ก็ให้เลี่ยงอาบน้ำอุ่น ที่สำคัญอย่าเพิ่งพาลูกไปตากแอร์ หรือเจอคนเยอะ ๆ ตามห้างสรรพสินค้า แล้วอาการลูกจะค่อย ๆ ดีขึ้นค่ะ

 

ที่มา : medthai.com

น้ำอุ่นผสมมะนาว หรือน้ำต้มใบมะขามหัวหอม แบบไหนลดไข้ ไล่หวัดลูกได้ดีกว่ากัน

ทราบได้อย่างไรว่าลูกแพ้อาหารผ่านนมแม่ ทารกเป็นผื่น ถ่ายมีมูกเลือด คือแพ้ใช่ไหม

ทารกควรนอนท่าไหน ปลอดภัยที่สุด

 

มีข้อสงสัยเรื่องการตั้งครรภ์ หรือมีคำถามเรื่องการเลี้ยงลูกหรือเปล่าคะ? ติดตามอ่านบทความ หรือสอบถามสิ่งที่คุณอยากรู้ผ่านแอปของเราได้เลย ดาวน์โหลด theAsianparent แอปพลิเคชัน ทั้ง IOS และ Android ได้แล้ววันนี้!

ข้อความที่ปรากฎในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว และผู้เขียนไม่ได้เป็นตัวแทนของ theAsianparent หรือลูกค้า

บทความโดย

Tulya

app info
get app banner