ส่องสุขภาพ ตกขาวบอกโรคได้

lead image

เรื่องตกขาวกับผู้หญิงเป็นของคู่กัน แต่จะคู่ดีหรือคู่ร้าย ต้องหมั่นสังเกตว่าตกขาวของคุณเป็นอย่างไร มีสีแปลก ๆ หรือกลิ่นไม่พึงประสงค์หรือไม่ ติดตามอ่าน ส่องสุขภาพ ตกขาวบอกโรคได้

ตกขาวคืออะไร

นพ.ธีรยุทธ  เต็มธนะกิจไพศาล สูตินรีแพทย์ กล่าวถึง  ตกขาว (Leukorrhea) หรือที่เรียกว่า “มุตกิด” หรือ “ระดูขาว” คือ สิ่งที่คัดหลั่งจากอวัยวะในอุ้งเชิงกรานไม่ว่าจะเป็นจากช่องคลอด  ปากมดลูก หรือแม้กระทั่งตัวมดลูกเอง  ตกขาวอาจเป็นอาการปกติหรืออาการผิดปกติก็ได้  ลักษณะของตกขาวปกติ คือ  ตกขาวจะเปลี่ยนลักษณะตามรอบประจำเดือน  โดยขึ้นอยู่กับปริมาณของฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตโรน  (Progesterone)มีลักษณะใสไม่มีสีหรือเป็นสีขาว  ไม่มีกลิ่นเหม็น  ปริมาณไม่มากและไม่มีอาการคัน  ตกขาวปกติจะพบมากในช่วงกลางของรอบประจำเดือนหรือขณะตั้งครรภ์

อาการของตกขาว

อาการของตกขาวถือเป็นอาการธรรมชาติอย่างหนึ่งของผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์  ซึ่งไม่ใช่อาการของโรค  สามารถแบ่งออกเป็นตกขาวปกติ และตกขาวผิดปกติโดยที่ตกขาวแบบปกติจะมีลักษณะเป็นเมือกขาวขุ่น  คล้ายแป้งเปียก  ไม่มีกลิ่นหรืออาจมีกลิ่นเปรี้ยวเล็กน้อย  แต่จะไม่มีอาการแสบหรือคัน  และมีปริมาณไม่มาก สามารถหายเองได้โดยไม่ต้องพบแพทย์ ส่วนตกขาวผิดปกติเป็นอาการที่เกิดจากการติดเชื้อโรคต่างๆ การแพ้หรือการระคายเคืองจากสารเคมีทำให้มีสี  มีกลิ่น  แตกต่างไปจากตกขาวปกติ

ส่องสุขภาพตกขาวบอกโรคได้

นพ.สุรเชษฐ์  อภินิลบงกช  สูตินรีแพทย์  โรงพยาบาลสมิติเวช  ศรีนครินทร์  อธิบายว่า  การสังเกตตกขาวต้องสังเกตที่ปริมาณ  ลักษณะ  และสี

ปริมาณ  ปริมาณของตกขาวแต่ละคนจะมีไม่เหมือนกัน  บางคนออกมาก  บางคนออกน้อย  เพราะฉะนั้นต้องเปรียบเทียบกับตนเอง  เคยหลังรอบเดือนมาเท่านี้  กลางรอบเดือนมาแบบนี้  ก่อนรอบเดือนมาอีกแบบ  ถ้าเราเปรียบเทียบกับตนเองว่ามันมากจนเกินไป  อันนี้ถือว่าผิดปกติ

ลักษณะ  คือ  ลักษณะจะเปลี่ยนไป  ปกติลักษณะของตกขาวเป็นน้ำขุ่น ๆ แต่จะแปรตามช่วงรอบเดือนเพราะช่วงรอบเดือนจะเปลี่ยนแปลงไป  ช่วงหลังประจำเดือนอาจจะขุ่น ๆ หน่อย  กลางรอบเดือนจะใสขึ้น  ก่อนรอบเดือนก็จะกลับมาขุ่นอีกที  อาจมีเมือกนิดหน่อยสำหรับบางคนก่อนประจำเดือนมา  ถ้าออกลักษณะขุ่นมากขึ้น  เหมือนแป้งเปียก  เหมือนคราบนม  อาจมีสาเหตุมาจากเชื้อราหรือพยาธิในช่องคลอด  ต้องตรวจวินิจฉัยอีกที

กลิ่น  ผู้หญิงแต่ละคนจะมีกลิ่นเฉพาะของตนเอง ตกขาวปกติมักจะไม่มีกลิ่นหรือมีกลิ่นเปรี้ยวนิด ๆ  แต่ถ้ามีกลิ่นเหม็นมากอย่างนี้แล้วเรียกว่าตกขาวผิดปกติอย่างแน่นอน

สี  ตกขาวที่ผิดปกติจะมีสีต่าง ๆ  เพราะมีสาเหตุจากความผิดปกติที่แตกต่างกันไป  ดังนี้

ตกขาวสีเหลือง  มักเกิดจากติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด มักมีสีเหลืองแต่ไม่ข้นมากบางครั้งมีฟอง  มีอาการคัน  และมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ส่วนใหญ่เกิดจากโรคติดต่อที่มาจากเพศสัมพันธ์หรืออาจเกิดจากสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในช่องคลอด เช่น  ผ้าอนามัยแบบสอด  หรืออุปกรณ์ทางเพศ  เป็นต้น

ตกขาวสีเหลืองหรือสีขาวขุ่น    มักเป็นตกขาวที่มีสาเหตุมาจากเชื้อรา  ลักษณะเป็นก้อนที่มีขนาดเล็ก  มีกลิ่นคล้ายนมบูด และมีกลิ่นเหม็นอับ  เวลาปัสสาวะออกมาจะมีอาการแสบคัน  เพราะช่องคลอดเกิดการระคายเคือง  บางคนมีอาการลุกลามมาจนถึงขาหนีบจะแสบแดง  ตกขาวลักษณะนี้ไม่ค่อยเกิดจากการติดต่อจากเพศสัมพันธ์ แต่มักจะเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะหรือไม่ก็เกิดจากผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่ำ  เช่น  ผู้ป่วยที่ใช้ยาที่มีฤทธิ์กดภูมิต้านทาน  ผู้ป่วยโรคเบาหวาน  เป็นต้น

ตกขาวสีเขียว   มักเป็นตกขาวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย  อาจเกิดได้จากการมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในช่องคลอด  หรือแม้แต่การมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อโรค  เช่น  โรคหนองใน  เป็นต้น  ลักษณะของอาการ คือ  ตกขาวจะมีสีเขียวหรือสีเหลืองปนเขียว  มีกลิ่นเหม็นคาวปลา  บางรายจะมีอาการคันและปวดแสบขณะปัสสาวะ

ตกขาวสีน้ำตาล  ส่วนใหญ่เกิดจากที่ผนังมดลูกลอกตัวช้าสามารถพบได้หลังจากมีประจำเดือนซึ่งในช่วงที่มีประจำเดือนผนังมดลูกยังไม่ทันลอกตัวหมด  หรือบางทีไม่ลอกตัวออกมาเป็นประจำเดือน ทำให้ตกขาวกลายเป็นสีน้ำตาลภายหลังที่มีประจำเดือนไปแล้ว  ปัญหานี้สามารถแสดงให้เห็นว่ามดลูกของคุณนั้นเริ่มหย่อนคล้อยและไม่กระชับนั่นเอง  หากตกขาวสีน้ำตาลแต่ดังนี้จะถือว่าผิดปกติ คือ มีฟอง  มีกลิ่นเหม็นอับ  เวลาปัสสาวะออกมาจะมีอาการแสบคันเพราะช่องคลอดเกิดการระคายเคือง  บางคนแทบทนไม่ได้กับอาการแสบคัน  เพราะมีอาการรุนแรงมากและคันมากจนถึงบริเวณขาหนีบและแสบแดง  หากพบว่ามีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

อ่าน วิธีรักษาอาการตกขาว คลิก

วิธีรักษาอาการตกขาว

ตกขาวที่ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการใด ๆ ไม่เจ็บ  ไม่แสบ  ไม่คัน  ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาเพราะไม่มีอันตรายใด ๆ แต่ถ้าเป็นตกขาวที่เกิดจากการติดเชื้อ แบ่งการรักษาออกเป็น 2 วิธี

1.การรักษาในเรื่องทั่วไป ได้แก่  การเลือกสวมเสื้อผ้าที่ใส่สบายไม่รัดแน่นจนเกินไป  เพื่อระวังไม่ให้เกิดความอับชื้น  รวมทั้งหยุดรับประทานยาปฏิชีวนะหรือยาคุมกำเนิด  ควรใช้รักษาตามอาการ  เช่น  ยาแก้คัน  ยาแก้ปวด

2.ใช้ยารักษาอาการติดเชื้อ แบ่งออกเป็น

ผู้ติดเชื้อแบบธรรมดา  หมายถึง  ผู้ที่เพิ่งเป็นครั้งแรก  หรือมีอาการไม่รุนแรงและใช้การรักษาในระยะสั้น ๆ โดยสามารถหาซื้อยาจากร้านขายยาทั่วไป  เช่น  ใช้ครีมรักษาเชื้อราชนิดทาหรือใส่ในช่องคลอด ใช้ยาเหน็บหรือกินยาระยะสั้น  เช่น  ฟลูโคนาโซล  (Fluoonasole 150 มิลลิกรัม)

ผู้ติดเชื้อแบบซับซ้อน  หมายถึง  ผู้ที่มีอาการรุนแรง และมักจะกลับมาเป็นอยู่บ่อย ๆ เช่นนี้ควรพบแพทย์เพื่อสั่งยารักษาเชื้อราซึ่งต้องกินนานกว่าปกติ

การป้องกันตกขาว

1.ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน ๆ ถ้าหากไม่มีความจำเป็น

2.ควรรับประทานอาหารที่สดใหม่  และมีคุณภาพ ดื่มน้ำเยอะ ๆ ออกกกำลังกายสม่ำเสมอและต้องพักผ่อนให้เพียงพอ

3.ก่อนมีเพศสัมพันธ์ให้ล้างอวัยวะเพศก่อนทุกครั้ง

4.ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้า  กางเกงที่รัดแน่นจนเกินไป  สวมใส่ชุดชั้นในที่ไม่รัดแน่นและระบายความชื้นได้ดี

5.ดูแลไม่ให้อวัยวะเพศอับชื้น

6.การใช้กระดาษเช็ดก้น  ควรเช็ดจากด้านหน้ามาด้านหลังเพื่อความสะอาดและลดการติดเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ช่องคลอด

7.ไม่ควรสวนล้างช่องคลอด

8.ใช้สบู่อ่อน ๆ และน้ำอุ่นทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นและไม่ควรถูแรง ๆ หรือฉีดล้างด้วยน้ำยา  สเปรย์หรือสบู่ที่มีฟองมากเกินไป

9.ใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์

10.รับประทานโยเกิร์ต หรือยาคูลท์ ซึ่งมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์  จะช่วยรักษาสมดุลของจุดซ่อนเร้น

 

การรักษาความสะอาดของจุดซ่อนเร้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้หญิงทุกคน  การดูแลอย่างถูกวิธีจะช่วยป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ ได้  อย่างไรก็ตามควรหมั่นตรวจเช็คสุขภาพด้วยตนเองก่อน  ตรวจดูตกขาวว่ามีความผิดปกติหรือไม่  เพื่อสุขภาพของตัวคุณเองนะคะ

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

http://haamor.com/th/%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7/

http://health.kapook.com/view122928.html

http://www.bangkokhealth.com/

บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

น้องสาวมีตกขาว คัน มีกลิ่น…ถุงยางอนามัยอาจช่วยได้

ภัยเงียบมะเร็งปากมดลูกอันตรายใกล้ตัวคุณ

ตกขาวระหว่างตั้งครรภ์คืออะไร?