ท้องมาตั้งนาน ลูกในท้องโตช้า ทำไงดี แล้วจะรู้ได้ไงว่าลูกในท้องโตช้า

จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกในท้องโตช้า สาเหตุที่ลูกในท้องโตช้า เป็นเพราะอะไร จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าลูกในท้องโตช้า คลอดธรรมชาติได้ไหม หรือต้องผ่าคลอด แล้วจะดูแลตัวเองอย่างไร ถ้าลูกในท้องโตช้า

ลูกในท้องโตช้า

ลูกในท้องโตช้า หรือ ภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ คือ การที่ทารกในครรภ์ไม่สามารถเจริญเติบโตหรือมีพัฒนาการอย่างที่ควรจะเป็น ทารกบางคนอาจจะมีน้ำหนักน้อยเมื่อเทียบกับทารกที่เจริญเติบโตตามปกติ อย่างไรก็ตาม การที่ทารกในครรภ์ตัวเล็ก น้ำหนักน้อย ก็ไม่ได้หมายความว่าทารกทุกคนจะเจิญเติบโตช้าในครรภ์ทั้งหมด เพราะบางครั้ง การที่พ่อแม่ตัวเล็ก ก็อาจมีผลทำให้ทารกตัวเล็กตามไปด้วยได้เหมือนกัน

ลูกในท้องโตช้าเพราะอะไร

สาเหตุที่ทำให้ลูกในท้องโตช้า มาจากปัจจัยหลัก 3 ประการ ดังนี้

1. เกิดจากความผิดปกติของแม่ท้อง

ลูกในท้องโตช้า อาจเป็นผลมาจากการที่มารดาน้ำหนักตัวน้อย ขาดอาหารก่อนหรือในขณะตั้งครรภ์ หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจทำงานผิดปกติ ทำให้การลำเลียงออกซิเจนส่งไปยังลูกไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ ในกรณีที่แม่ท้องดื่มเหล้า ก็อาจทำให้ทารกในครรภ์โตช้า มีความผิดปกติ หรือพิการ และหากสูบบุหรี่ตอนท้อง ก็จะมีผลทำให้รกเสื่อมเร็วได้

2. เกิดจากความผิดปกติของทารก

มีโครโมโซมผิดปกติ เช่นกลุ่มดาวน์ซินโดรม หรือมีความพิการแต่กำเนิดที่ทำให้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้เต็มที่

อีกทั้งยังเกิดจากครรภ์แฝด โดยเฉพาะแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียว ที่มีการเชื่อมต่อผิดปกติของหลอด เลือด ทำให้มีการถ่ายเทเลือดระหว่างเด็กแฝดผิดปกติ ทำให้การเจริญเติบโตของเด็กแฝดผิดปกติได้

3. เกิดจากความผิดปกติของรก มดลูก และสายสะดือ

การที่มดลูกมีรูปร่างผิดปกติ ทำให้ทารกเจริญเติบโตได้ไม่ดี หรืออาจเกิดจากการที่รกเสื่อม รกลอกตัวบางส่วน รกเกาะต่ำ หรือสายสะดือพันกัน ก็อาจทำให้เลือดไปเลี้ยงทารกไม่เพียงพอ จึงทำให้ทารกเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่

ลูกในท้องโตช้า ภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ ลูกในท้องโตช้า

จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกในท้องโตช้า

การที่จะทราบได้ว่าลูกในท้องโตช้าหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่สังเกตได้ค่อนข้างยาก นอกเสียจากว่าลูกในท้องเจริญเติบโตน้อยมาก ซึ่งแม่ท้องก็อาจสังเกตได้ว่าขนาดครรภ์ไม่โตขึ้น หรือยอดมดลูกไม่สูงขึ้น หรือน้ำหนักตัวของแม่ท้องไม่เพิ่มขึ้น

เนื่องจากเป็นเรื่องที่สังเกตยาก แม่ท้องจึงอาจจะต้องเข้าพบคุณหมอเพื่อทำการตรวจครรภ์ ซึ่งคุณหมอก็จะทำการวินิจฉัยภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ ด้วยการวินิจฉัยความเสี่ยงว่ามีโอกาสที่ทารกในครรภ์โตช้าหรือไม่ จากการสอบถามประวัติเช่น

  • แม่ท้องมีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้องหรือไม่
  • เป็นการตั้งครรภ์ครั้งแรกหรือไม่
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ก่อนอายุ 19 ปีหรือไม่
  • คุณแม่ตั้งครรภ์มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไปหรือไม่
  • คุณแม่ตั้งครรภ์มากกว่า 5 ครั้งขึ้นไปหรือไม่

นอกจากการสอบถามประวัติ เพื่อวินิจฉัยความเสี่ยงถึงภาวะทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์แล้ว คุณหมอจะทำการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีการอื่น ๆ ด้วย เช่น

  • อัลตราซาวนด์ เพื่อวัดขนาดของอวัยวะสำคัญ ได้แก่ ความกว้างของศีรษะ เส้นรอบวงศีรษะ เส้นรอบท้อง ความยาวกระดูกต้นขา เพื่อวินิจฉัยว่าทารกในครรภ์อยู่ในภาวะโตช้าหรือไม่
  • ตรวจร่างกาย ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อตรวจดูว่าขนาดของครรภ์สัมพันธ์กับอายุครรภ์หรือไม่
  • ตรวจเลือด เพื่อตรวจดูการติดเชื้อ และภาวะซีด
  • วัดความสูงยอดมดลูก
  • ตรวจสุขภาพทารกในครรภ์ เช่น ตรวจคลื่นหัวใจทารก ตรวจการไหลเวียนของเลือด เป็นต้น

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าลูกในท้องโตช้า

อันตรายจากการที่ลูกในท้องโตช้ามีหลายระดับ ตั้งแต่ไม่ค่อยรุนแรง ไปจนถึงระดับรุนแรงมากจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้ลูกในท้องโตช้า เช่น

  • หากเกิดจากรกเสื่อม หรือแม่มีความความดันโลหิตสูง ตั้งครรภ์เกินกำหนด หรือทารกมีภาวะขาดออกซิเจนไม่นาน หากรักษาได้ทันท่วงที และเมื่อคลอดออกมาแล้วได้รับสารอาหารที่เพียงพอ เด็กก็จะสามารถเติบโตได้ดีเป็นปกติเหมือนเด็กทั่วไป
  • หากเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม ทารกอาจมีชีวิตหลังคลอดหรือเสียชีวิตหลังคลอด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของความผิดปกตินั้น
  • หากเกิดจากการติดเชื้อตั้งแต่ในครรภ์ อาจทำให้ทารกพิการแต่กำเนิดได้
  • หากเกิดจากทารกได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ น้ำคร่ำน้อย หรือไม่มีน้ำคร่ำ อาจส่งผลให้ทารกพิการ ติดเชื้อ หรือเสียชีวิตได้

ถ้าลูกในท้องโตช้า คลอดธรรมชาติได้ไหม หรือต้องผ่าคลอด

โดยทั่วไปแล้ว หากทารกไม่มีอาการผิดปกติ คุณหมอมักจะพิจารณาให้คลอดธรรมชาติทางช่องคลอด เพราะทารกน้ำหนักตัวน้อย จะคลอดได้ง่าย แต่หากทารกมีภาวะผิดปกติ เช่น ขาดออกซิเจนเรื้อรัง หรือกรณีมีปริมาณน้ำคร่ำน้อย เมื่อเวลามดลูกหดรัดตัวจะทำให้สายสะดือถูกกด ทารกจะขาดออกซิเจนเพิ่มขึ้น คุณหมอก็อาจจะต้องใช้วิธีผ่าคลอด

ดูแลตัวเองอย่างไร ถ้าลูกในท้องโตช้า

  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัด
  • กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสม
  • งดทำงานหนัก และพักผ่อนให้เพียงพอ
  • สังเกตและจดบันทึกการดิ้นของลูก นับลูกดิ้นในเวลา 12 ชั่วโมง ลูกควรจะดิ้น ไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง
  • ไปพบคุณหมอเพื่อตรวจครรภ์ตามนัดเสมอ

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

ท้องแข็งแบบต่างๆ แยกอย่างไร ลูกโก่งตัว แค่กินอิ่ม หรือใกล้คลอดแล้ว

เจ็บท้องหลอก ต่างจากเจ็บท้องจริงอย่างไร เจ็บแบบไหนใกล้คลอด

วิธีนับลูกดิ้น นับอย่างไร ถึงจะรู้ว่าลูกปลอดภัย ไม่เสียชีวิตในครรภ์

parenttown