ลูกแพ้ยุง แพ้น้ำลายยุง ยุงกัดลูกแล้วบวมปูด แม่เห็นแล้วคันแทน สงสารลูกจับใจ

ช่วงที่ฝนตก ยุงเยอะเช่นนี้ คุณพ่อคุณแม่  อาจพบกับปัญหายุงกัดลูกได้บ่อย

ลูกแพ้ยุง แพ้น้ำลายยุง

นอกจากพ่อแม่จะกลัวการติดเชื้อไข้เลือดออกแล้ว การที่ ลูกแพ้ยุง แพ้น้ำลายยุง ยังอาจเกิดผื่นแพ้จากยุงกัดได้ บางครั้งก็เป็นผื่นขนาดใหญ่ สร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่อย่างมาก วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการแพ้ยุง ทั้งสาเหตุ การรักษา และการป้องกัน ดีกว่าค่ะ

 

การแพ้ยุงเกิดจากอะไร?

เมื่อยุงเพศเมียกัดคน มันจะใช้ปากแหลม ๆ เจาะเข้าไปในเส้นเลือดของเรา แล้วฉีดเอาน้ำลายของยุงเข้าสู่กระแสเลือด และดูดเลือดของเราออกมา ทำให้เกิดปฏิกริยาการตอบสนองของร่างกายขึ้นหลังยุงกัด โปรตีนที่อยู่ในน้ำลายยุงนั่นเองที่ทำให้เราเกิดอาการแพ้ และผื่นคันตามมา บางครั้งจึงเรียกการแพ้ยุงว่า “แพ้น้ำลายยุง” นั่นเอง

 

อาการแพ้ยุงเป็นอย่างไร?

หลังถูกยุงกัด แต่ละคนอาจมีปฏิกริยาอาการแตกต่างกัน โดยทั่วไปมักจะมีแต่อาการเฉพาะที่ไม่รุนแรง คือ

  • มีตุ่มสีแดง ขนาดเล็ก คัน หลังจากยุงกัดในเวลาไม่กี่นาทีจนถึงนานเป็นชั่วโมง หรือ เป็นวัน และอาจหายไปได้เองในเวลาไม่นาน
  • แต่บางคนอาจมีอาการมากเป็นตุ่มสีแดงหรือตุ่มน้ำขนาดใหญ่ อยู่นานหลายวันได้
  • บางคนอาจมีปฏิกริยามากขึ้นคือ เป็นผื่นลมพิษทั่วร่างกาย มีไข้ขึ้น ปวดข้อ ร่วมด้วยได้
  • และมีบางคนที่มีปฏิกริยาถึงขั้นแพ้รุนแรง (anaphylaxis) คือมีอาการหายใจหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก ใจสั่น หน้ามืด เป็นลม หมดสติ ร่วมด้วย แต่พบได้น้อย

 

การรักษาอาการแพ้ยุงทำได้อย่างไร?

หากถูกยุงกัดแล้วมีอาการแพ้เฉพาะที่แค่เป็นตุ่ม บวมแดง ก็สามารถรักษาเบื้องต้นได้โดย การประคบเย็นเพื่อช่วยลดอาการบวมและคัน ยกบริเวณที่ถูกยุงกัดให้สูงขึ้น ทาโลชั่นบรรเทาอาการคัน ซึ่งถ้าอาการเป็นไม่มาก ก็อาจหายไปเองได้ในเวลาไม่นาน แต่หากมีอาการผื่นแพ้ที่ยุบยาก เป็นอยู่นานหลายชั่วโมงอาจทายาลดการอักเสบกลุ่มสเตียรอยด์ ร่วมกับทานยาแก้แพ้กลุ่มต้านสารฮิสตามีนได้

ทั้งนี้ หากมีอาการผื่นขนาดใหญ่ บวมแดงมาก ปวด หรือมีลักษณะอาการติดเชื้อ เช่น มีหนอง มีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไข้สูง ปวดข้อ หรือมีอาการแพ้รุนแรง ก็ควรรีบไปพบคุณหมอค่ะ

 

การป้องกันเพื่อลดโอกาสถูกยุงกัดทำได้อย่างไร?

การป้องกันยุงในเบื้องต้นสามารถทำได้โดย ใส่เสื้อผ้าที่มีแขนขายาว โดยประเทศไทยของเรามีอากาศร้อนอาจจะใช้เสื้อผ้าเนื้อบางแต่ปกปิดมิดชิด, ใส่ถุงเท้า-รองเท้าแทนการใส่รองเท้าแตะ, ไม่ใช้น้ำหอมหรือสบู่กลิ่นหอม, หลีกเลี่ยงการออกจากบ้านช่วงค่ำ ใช้มุ้งหรืออุปกรณ์ป้องกันยุงต่างๆ

ส่วนการป้องกันยุงและแมลงโดยใช้ยาทากันยุงนั้นสมาคมกุมารแพทย์อเมริกัน แนะนำว่าสามารถใช้ยาทากันยุงหรือยาจุดกันยุงที่มีส่วนผสมของ DEET (N,N-diethyl-meta-toluamide) ได้ในเด็กอายุ 2 เดือนขึ้นไป โดยสำหรับเด็กควรมีความเข้มข้นไม่เกิน 10% ส่วนผู้ใหญ่ใช้ได้ถึง 15-20% โดยมีคำแนะนำในการใช้อย่างระมัดระวังคือ

  1. ก่อนเริ่มใช้ทาทั่วร่างกายควรลองทาผิวหนังบริเวณไม่กว้างก่อนแล้วสังเกตอาการ
  2. หากมีอาการผื่นแพ้ ระคายเคืองผิวหนังควรหยุดใช้ทันที
  3. ไม่ควรใช้เกินวันละ 1 ครั้ง, ไม่ควรทาที่มือเด็ก ใกล้ปาก ใกล้ตา หรือผิวหนังบริเวณที่มีการอักเสบ
  4. ล้างออกเมื่อเข้ามาในบริเวณที่ไม่โดนยุงกัดแล้ว

นอกจากนี้ ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์กันยุงที่ไม่มีส่วนประกอบของ DEET เช่น ตะไคร้หอม, น้ำมันยูคาลิปตัส ซึ่งยังไม่มีการศึกษาถึงอายุของเด็กที่ปลอดภัยในการใช้ชัดเจน

คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้วิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ ในการป้องกันและรักษาอาการแพ้ยุงของลูกในเบื้องต้นได้ แต่หากมีอาการรุนแรง หรือดูยืดเยื้อ ก็ควรไปพบคุณหมอนะคะ

 

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

สิ้นสุดการรอคอย วัคซีนไข้เลือดออก ถึงเมืองไทยแล้ว!

8 วิธีรับมือเเบบธรรมชาติ เมื่อทารกโดนยุงกัด

เด็กตู้อบก็รอดได้ ทำอย่างไรให้ทารกแรกเกิดยังมีชีวิตรอด