รู้จักวัคซีนภูมิแพ้ ก่อนพาลูกรักไปรักษาโรคภูมิแพ้

หัวใจสำคัญในการรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ก็คือการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ และการรักษาด้วยยา นอกจากนี้ การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ก็ยังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาที่ทำได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก

การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ มีจุดเด่นคือ สามารถทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากทำให้อาการของโรคภูมิแพ้ลดลงได้ โดยลดการใช้ยาเหลือน้อยที่สุด หรือผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการน้อยมากจนไม่ต้องใช้ยาเลย และยังสามารถลดโอกาสเกิดโรคหืดในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ที่แพ้สารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับจากทางเดินหายใจ อีกด้วยค่ะ

 

เพราะเหตุใดการฉีดวัคซีนภูมิแพ้จึงช่วยรักษาโรคภูมิแพ้ได้?

เนื่องจาก หลักการรักษาด้วยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ก็คือ การให้สารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยคนนั้นๆ มีอาการแพ้เข้าไปในร่างกายด้วยวิธีการฉีดเข้าไปทางผิวหนัง เริ่มจากปริมาณและความเข้มข้นของสารก่อภูมิแพ้ น้อยๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณขึ้นจนถึงขนาดที่ใช้ในการรักษาที่ผู้ป่วยแต่ละคนทนได้ โดยฉีดให้ซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อสารก่อภูมิแพ้นั้นๆลดลง โดยร่างกายทนต่อการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ได้ดีขึ้น ผู้ป่วยจึงมีอาการของโรคภูมิแพ้ลดลงหรือไม่มีอาการเลย เมื่อสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ชนิดที่มาทำการรักษานั้นๆ นั่นเอง

 

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ โรคใดบ้างที่สามารถรับการรักษาได้ด้วยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้?

เนื่องจากการฉีดวัคซีนภูมิแพ้มีการศึกษาที่ยืนยัน ถึงประสิทธิภาพในการรักษาในบางโรค ได้แก่ โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้, โรคหืด, และผู้ป่วยที่มีภาวะแพ้แมลงในกลุ่มผึ้ง ต่อ แตน ที่มีปฏิกิริยาแพ้ทั่วร่างกายอย่างรุนแรง โดยผู้ป่วยจะต้องได้รับการทดสอบภูมิแพ้แล้วพบว่ามีปฏิกริยาที่จำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดที่สามารถนำมาฉีดวัคซีนภูมิแพ้ได้ และมีลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้คือ ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาร่วมกับการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ หรือเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยา หรือต้องการลดผลข้างเคียงจากการใช้ยารักษาภูมิแพ้เป็นระยะเวลานานและลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ยา หรือมีอาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ร่วมกับโรคหืด หรือต้องการป้องกันการเกิดโรคหืดในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

นอกจากนี้ ในปัจจุบันยังมีการฉีดวัคซีนภูมิแพ้เพื่อรักษาโรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ ในกรณีผู้ป่วยมีปฏิกริยาที่จำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้บางชนิด แพร่หลายมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

 

วิธีการรักษาด้วยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ทำอย่างไร?

วิธีการฉีดวัคซีนภูมิแพ้จะแบ่งได้เป็น 2 ระยะคือ ระยะที่เริ่มต้น (Build-up phase) คุณหมอจะฉีดวัคซีนภูมิแพ้ขนาดความเข้มข้นต่ำที่สุด และปรับเพิ่มขนาดความเข้มข้นและปริมาณขึ้นเรื่อยๆจนถึงขนาดที่ใช้ในการรักษามาตรฐาน ที่ผู้ป่วยสามารถทนได้ โดยจะนัดหมายมาฉีดสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ทุกสัปดาห์ ระยะนี้โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน ต่อมาจะเป็นระยะคงที่ (Maintenance phase) ซึ่งเป็นระยะที่ผู้ป่วยได้รับการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ในขนาดที่เหมาะสมและก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามมาตรฐานการรักษา คุณหมอจะนัดมาฉีดวัคซีนทุก 2 สัปดาห์ แล้วห่างออกเป็น 4 สัปดาห์ เป็นระยะเวลาการรักษารวมนานประมาณ 3-5 ปี และสำหรับเด็กๆ จะสามารถฉีดวัคซีนภูมิแพ้ได้ก็ต่อเมื่ออายุ 4 ปีขึ้นไป

 

จะหยุดการรักษาด้วยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้เมื่อใด?

โดยปกติการฉีดวัคซีนภูมิแพ้จะใช้เวลา ประมาณ 3-5 ปี โดยมีการศึกษาผู้ป่วยที่มารับการฉีดวัคซีนภูมิแพ้อย่างสม่ำเสมอ อาการจะดีขึ้นประมาณร้อยละ 70 - 90 หลังจากฉีดไปประมาณ 3 ปีขึ้นไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของสารก่อภูมิแพ้ และความรุนแรงของอาการของผู้ป่วยแต่ละรายค่ะ

ในกรณีที่ได้รับการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ต่อเนื่องเกิน 1 ปีแล้วไม่ได้ผลดี โดยไม่ได้มีสาเหตุอื่นๆ คุณหมอจะพิจารณาหยุดการรักษาด้วยวิธีนี้ เพราะอาจไม่ได้ผลสำหรับผู้ป่วยคนนั้นๆ

 

ผลข้างเคียงของการฉีดวัคซีนภูมิแพ้มีอะไรบ้าง?

หลังจากการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ ผู้ป่วยอาจมีผลข้างเคียงที่พบบ่อย ก็คือบวม แดง คันบริเวณตำแหน่งที่ฉีด หรืออาจเกิดอาการของโรคภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยเป็นอยู่แล้ว กำเริบมากขึ้น เช่น คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ หรือหอบ ขึ้นมาได้บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่สบายหรือมีอาการของโรคภูมิแพ้กำเริบอยู่มากในขณะที่มาทำการทดสอบ

มีส่วนน้อยของผู้ป่วยที่มารับวัคซีนภูมิแพ้อาจเกิดผลข้างเคียงเป็นอาการแพ้รุนแรงทั่วร่างกาย เช่น เป็นลมพิษ หายใจหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก หรือความดันโลหิตต่ำลง หลังจากการฉีดทุกครั้งผู้ป่วยจึงต้องนั่งพักให้คุณหมอดูสังเกตอาการ อย่างน้อย 30 นาที และห้ามออกกำลังกาย หรือทำงานหนัก หลังฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 ชั่วโมงเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดปฏิกริยารุนแรงหลังการฉีดนะคะ

 

โดยทั่วไปหลังจากรักษาด้วยการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ อาการของผู้ป่วยจึงจะดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังจากรักษาไปแล้วประมาณ 3 – 6 เดือน ระหว่างที่ทำการรักษาผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ใช้ยาตามที่คุณหมอจัดให้ ดูแลรักษาสุขภาพทั่วไปให้แข็งแรง โดยการพักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการรักษา เพื่อช่วยทำให้อาการโรคภูมิแพ้ดีขึ้นได้รวดเร็วค่ะ

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

มาแน่! โรคระบบทางเดินหายใจในเด็ก โรคฮิตปลายฝนต้นหนาว

สงสัยว่าลูกเป็นโรคภูมิแพ้ หมอจะมีวิธีทดสอบอย่างไรบ้าง