รับลมหนาวด้วย 5 เมนูต้านหวัด อร่อยได้ทุกวัย

ลมหนาวเริ่มพัดมาทักทายในช่วงเช้ากันแล้วนะคะ ใครที่ชอบลมหนาวรับรองไม่ผิดหวัง ปีนี้ท่าจะหนาวจริง หนาวนาน ยิ่งในภาคเหนือ บนดอยแล้วหละก็ พูดได้คำเดียว สะท้าน! ด้วยอุณหภูมิแทบจะติดลบกันเลยทีเดียว หนาวอย่างนี้ต้องรักษาสุขภาพกันให้ดีทั้งเด็กและผู้ใหญ่มีโอกาสไม่สบายได้เหมือนกันค่ะ

แน่นอนว่าอากาศหนาวเย็นอย่างนี้ก็คงหนีไม่พ้นหวัด ฮัดชิ่ว ๆ กัน  แม้จะเป็นโรคที่พบได้บ่อย และง่าย  มาทำความรู้จักและเข้าใจกว่าโรคหวัดนั้นแท้ที่จริงเป็นอย่างไรกันแน่

รู้และเข้าใจเกี่ยวกับโรคหวัด

โรคหวัด จัดเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน (upper respiratory tract infection URI) โรคหวัดเกิดจากเชื้อไวรัส (Coryza viruses) เป็นสำคัญ  และอาจมีเชื้อโรคชนิดอื่นปะปน  เมื่อเชื้อไวรัสเข้าสู่จมูกและคอ ส่งผลให้เยื่อบุจมูกบวมแดง  และมีการหลั่งสารที่เป็นเมือกออกมา  โดยเฉลี่ยเด็กจะเป็นไข้หวัดปีละ 6 – 12 ครั้ง/ปี ส่วนผู้ใหญ่อาจจะ 2 – 4 ครั้ง/ปี

อาการของไข้หวัด

อาการที่เด่นชัด คือ อาการจาม  น้ำมูกไหลนำมาก่อน  บางรายมีอาการอ่อนเพลีย  ปวดศีรษะเล็กน้อย  ตามปกติแล้วหวัดธรรมดามักจะหายขาดในระยะเวลา 2 สัปดาห์  บางรายอาจมีอาการปวดแก้วหูเนื่องจากสั่งน้ำมูกแรง  เยื่อแก้วหูมีเลือดคั่ง  หรือบางรายอาจมีอาการเยื่อบุตาอักเสบร่วมด้วย

การติดต่อ

1. ติดต่อทางน้ำลาย เสมหะของผู้ป่วยที่ปลิวมาจากการไอหรือจามผ่านทางลมหายใจ

2. เชื้อสามารถผ่านจากทางปากจากมือที่ปนเปื้อนเชื้อโรค

3. ผู้ป่วยสามารถแพร่กระจายเชื้อได้ 1 – 2 วันก่อนการเกิดอาการและ 1 – 2 วันหลังจากเกิดอาการ

4. ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อหวัดได้ง่าย คือ  เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี  รวมถึงเด็กที่อาศัยอยู่ในสภาพแออัด เช่น  สถานรับเลี้ยงเด็ก  เป็นต้น

การรักษา

1. ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ  หากมีอาการไข้ก็ให้รับประทานยาลดไข้ พาราเซตามอล  ห้ามรับประทานยาจำพวก  ยาแอสไพริน

2. ควรนอนพักผ่อนและดื่มน้ำให้มาก ๆ

3. ควรบ้วนปากด้วยน้ำเกลือ

วิธีการป้องกันโรคหวัด

1.หลีกเลี่ยงที่ชุมชน  เช่น  โรงภาพยนตร์  ในช่วงที่มีระบาดของไข้หวัด

2.ขณะที่ไอหรือจาม  ควรใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปากและจมูก

3.ควรล้างมือบ่อย ๆ

4.ไม่เอามือเข้าปากหรือขยี้ตา  เพราะจะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

5.อย่าอยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยที่เป็นโรคหวัด

ข้อแตกต่างระหว่างไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดธรรมดา มักจะมีไข้ต่ำ ๆ  มีอาการปวดศีรษะเล็กน้อย  คัดจมูกและจาม  รวมถึงเจ็บคอ ซึ่งพบได้บ่อย  ไอไม่มาก  มีลักษณะไอแห้ง ๆ อาจมีโรคแทรกซ้อนได้ เช่น  ไซนัสอักเสบ  และหูชั้นกลางอักเสบร่วมด้วย

ไข้หวัดใหญ่ ไข้สูง 38 – 40 องศาเซลเซียส  เป็นเวลา 3 – 4 วัน  ปวดศีรษะมาก  ปวดเมื่อตามเนื้อตัว  อ่อนเพลีย  ไอ  บางครั้งมีแน่นหน้าอก  อาจมีโรคแทรกซ้อน คือ หลอดลมอักเสบหรือปอดบวม

ไขหวัดหากเป็นในผู้ใหญ่ก็ดูแลรักษากันไปตามอาการ  หากเป็นในเด็กแล้ว  แน่นอนว่าต้องมีร้องโยเย  หงุดหงิดเพราะไม่สบายเนื้อสบายตัว ยิ่งอากาศเริ่มเย็นเช่นนี้ คงลีกเลี่ยงได้ยาก หากลูกน้อยเป็นหวัดแล้วมีวิธีการดูแลลูกน้อยเมื่อเป็นหวัดมาฝากกันค่ะ

อ่านการดูแลลูกน้อยเมื่อเป็นหวัด คลิกหน้าถัดไป

การดูแลลูกน้อยเมื่อเป็นหวัด

1.ยาที่เด็กสามารถกินได้เมื่อเป็นหวัด  ได้แก่

ยาลดน้ำมูก  ยาประเภทนี้มักจะมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์  ดังนั้น คุณแม่ไม่ควรให้ลูกรับประทานยาเป็นเวลานานเพราะอาจเกิดผลเสียกับลูกได้

ยาแก้ไอ  ควรปรึกษาเภสัชกรก่อนซื้อยา  เพราะยาแก้ไอบางตัวมีอยู่ในกลุ่มยาขยายหลอดลม  อาจทำให้รู้สึกใจสั่นและเหนื่อยได้

-  ยาแก้แพ้  ไม่ควรกินติดต่อกันเป็นเวลานาน  เพราะยาบางตัวมีส่วนผสมของสเตรียรอยด์  อาจมีผลข้างเคียงได้

ยาลดไข้   หากไม่มีอาการไข้สูงมาก  อาจใช้วิธีการเช็ดตัวเพื่อลดไข้จะดีกว่า  หากจำเป็นต้องกินยาควรกินในปริมาณที่เหมาะสมตามที่ฉลากยาแจ้งไว้  และปรึกษาเภสัชกรก่อนซื้อยา

2.ในช่วงที่เป็นหวัดโดยเฉพาะทารกและเด็กเล็กจะสูญเสียความร้อนจากร่างกายได้ง่าย  ดังนั้นเมื่อมีอาการหวัดและไอ  ควรสวมเสื้อผ้าให้อบอุ่นอยู่เสมอ  ไม่ปล่อยให้ลมโกรกหรืออยู่ในที่เย็นเกินไป

3.หากเด็กเป็นหวัด มีอาการไอ  เจ็บคอ มีไข้ต่ำ ๆ  แต่ยังหายใจเป็นปกติ  คุณพ่อคุณแม่ยังไม่ต้องให้เด็กกินยาลดไข้  เพียงแต่เช็ดตัว  สวมเสื้อผ้าให้อบอุ่น  หากมีความจำเป็นต้องกินยาลดไข้  ควรปรึกษาคุณหมอหรือเภสัชกรก่อน

4.หากลูกมีน้ำมูกใส ๆ หรือเริ่มเขียวข้นแล้ว  การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นวิธีการที่ดีที่จะช่วยให้โพรงจมูกสะอาดและหายใจได้สะดวกขึ้น  นอกจากนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถเอาน้ำอุ่นใส่ชามให้เด็กสูดไอน้ำเข้าโพรงจมูกช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น  แต่ต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยไม่ควรให้เด็กทำด้วยตนเองอาจเกิดอันตรายได้

5.ในช่วงที่เด็กป่วยอาจไม่อยากดื่มนม  ควรกระตุ้นให้เด็กกินอาหารอ่อนและดื่มน้ำทีละน้อย ๆ แต่ดื่มบ่อยครั้ง  เมื่อเด็กหายป่วยแล้วควรเสริมอาหารเป้นพิเศาอีก 1 มื้อ  อย่างน้อย 1 สัปดาห์เพื่อชดเชยในส่วนที่ขาดไปในช่วงที่ป่วย

6.หวัดสามารถติดต่อกันได้ง่าย  ดังนั้น  หากเด็กไอ  จามหรือสั่งน้ำมูก  ควรดูแลด้วยการให้เด็กปิดปาก  ปิดจมูกทุกครั้ง  หากใช้มือป้องปาก  ควรไปล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหากเด็กที่ไปโรงเรียนแล้วควรให้หยุดพักผ่อน 1 – 2 วัน  อาการจะดีขึ้นและไม่ไปแพร่เชื้อโรคให้เพื่อน ๆ อีกด้วย

ได้ทราบกันแล้วถึงวิธีการดูแลลูกน้อยในยามป่วยด้วยโรคหวัด  อย่างไรก็ดีการดูแลลูกอย่างถูกต้อง  เป็นการช่วยป้องกันโรคหวัดหรือช่วยให้บรรเทาเบาบางจนหายดี  แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญ  คือ  อาหารที่จะช่วยป้องกันโรคหวัดได้  เพราะอาหารบางชนิดมีส่วนประกอบจากสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการต้านโรคหวัด เช่น  ขิง  หอมแดง  เป็นต้น แต่อาหารสำหรับเด็ก  ๆ คุณแม่คงต้องใช้วิธีการปรุงที่รสชาติไม่จัดจ้านเพราะไม่เช่นนั้นลูกน้อยคงไม่สามารถกินได้แน่ ๆ มาดูกันค่ะว่า  อากาศหนาว ๆ เช่นนี้  จะทำอะไรเพื่อให้ลูกห่างไกลหวัดกันดี

อ่านเมนูต้านหวัดหน้าหนาว คลิกหน้าถัดไป

เมนูต้านหวัดหน้าหนาว

1.ซุปปลาสมุนไพร
อาหารจานนี้มีทั้งปลาและสมุนไพร ได้แก่ ตะไคร้ ขับเหงื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย มะกรูดช่วยขับเสมหะ แก้ไอ ข่า นอกจากจะช่วยขับลมแก้ท้องอืดแล้ว ยังช่วยขับเสมหะได้ดีอีกด้วย หมอแดง มีน้ำมันหอมระเหย ที่ทำให้หายใจคล่องขึ้น แก้อาการคัดจมูก ใบสะระแหน่ ช่วยรักษาอาการหวัดลมร้อนในได้
2.เบอร์เกอร์หมูกระเทียม
อาหารฝรั่งจานนี้ ช่วยหลีกหนีความจำเป็นหรือเบื่ออาหรให้กับลูกน้อยได้ อีกทั้งส่วนผสมที่ประกอบด้วยหอมแดง กระเทียม ซึ่งเป็นสุมนไพรอย่างดี ช่วยให้หายใจสะดวกสำหรับผู้ป่วยที่เป็นหวัดคัดจมูกอยู่ เพราะน้ำมันหอมระเหยในหอมแดงและกระเทียม นอกจากจะช่วยให้หายใจคล่องแล้วยังมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อหวัดอีกด้วย
3.มันบดซอสส้ม
มีส่วนประกอบของมันเทศ ฟักทอง น้ำส้มคั้น ที่ช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินเอ บี ซี และฟอสฟอรัส ช่วยในการย่อยและลดอาการอักเสบ อีกทั้งยังมีส่วนประกอบของขิงที่นำไปต้มในน้ำก่อนที่จะใส่มันเทศและฟักทองลงไป ขิงช่วยในการขับเสมหะได้อย่างดี
4.ปลากะพงอบวุ้นเส้น
นอกจากจะได้รับโปรตีนจากเนื้อหาปลาเสริมสร้างความแข็งแรงให้ร่างกายแล้ว ส่วนประกอบของการอบวุ้นเส้นที่มีขิง กระเทียม รากผักชี ขึ้นฉ่าย ล้วนแล้วแต่เป็นสมุนไพรที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น แก้ไอ ขับเสมหะ วุ้นเส้นยังเป็นอาหารจานโปรดที่เด็ก ๆ ชอบรับประทาน ความหอม อร่อย คงถูกปาก ถูกใจลูกน้อยอย่างแน่นอน
5.ต้มยำปลาทู
ต้มยำอาจเป็นเมนูของผู้ใหญ่แต่คุรแม่สามารถดัดแปลงมาทำให้ลูกกินได้ โดยไม่ต้องใช้พริกเป็นส่วนประกอบ แต่ยังคงใช้ ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด น้ำมะนาว ช่วยปรุงแต่งรสชาติให้น่ารับประทาน คงความเป็นเอกลักษณ์ของต้มยำเช่นเดิม อาหารจานี้เรียกเหงื่อได้ดี ช่วยขับไอร้อนจากร่างกาย แก้อาการไอ ขับเสมหะ หายใจโล่งสะดวก แถมยังมีรสชาติเปรี้ยวของน้ำมะนาว ได้วิตามินซีอีกเต็ม ๆ คำ รับรองห่างไกลหวัดแน่นอนค่ะ

จะเห็นได้ว่า การป้องกันโรคหวัด การดูแลลูกน้อยในขณะป่วยเป็นไข้หวัด หรือแม้แต่การทำเมนูอาหารต้านหวัด ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หากทำตามวิธีที่กล่าวมาแล้ว รับรองได้ผลดีแน่ ๆ ค่ะ

บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ไข้หวัดใหญ่ในเด็ก

ทำไมผู้หญิงจึงมีแนวโน้มเป็นหวัดหรือไข้หวัดใหญ่มากกว่าคนปกติ