รับมือ “ปู่ย่าตายาย” เรื่องป้อนอาหารลูกยังไง ให้ได้ผล

ป้อนน้ำ ป้อนกล้วย ป้อนอาหารทะเล ป้อนไข่ ป้อนถั่ว จิบเหล้า จิบเบียร์ จิบน้ำอัดลม แม่ๆ อย่างเราเห็นแล้วแทบจะปรี๊ดแตก แต่อีกฝั่งเป็นพ่อแม่เรา พ่อแม่สามี เฮ้อ ทำไงดีเนี่ย

แนวทางการเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานระหว่างคน Gen X และ Gen Y ยังไงก็ต่างกันค่ะ ยิ่งบ้านไหนที่มีผู้สูงอายุที่หวังดี กลัวหลานไม่อิ่ม กลัวหลานไม่โต แต่ก็มีข่าวให้เห็นกันบ่อยครั้งว่าป้อนกล้วยแล้วเด็กๆ มีอาการอุดตันลำไส้บ้าง ไม่ถ่ายบ้าง ท้องเสียบ้าง และที่ร้ายแรงคือถึงขั้นเสียชีวิตได้

คำพูดที่คุณพ่อคุณแม่มักเจอ

  • “ฉันก็เลี้ยงของฉันมาอย่างนี้ ลูกฉันก็โตมาได้ดิบได้ดี ไม่เห็นเป็นไรเลย”
  • “ก็หลานทำหน้าอยากกิน ลองให้กินนิดกินหน่อยก็ได้”
  • “กลัวหลานหิว เห็นกินนมไปแป๊ปเดียว ก็ร้องหิว กินกล้วย กินไข่ดีกว่า อยู่ท้องนานกว่า”
  • “แค่ให้ชิม ให้รู้รส ไม่ได้ให้กินบ่อยสักหน่อย คิดมากไปได้”
  • คุ้นๆ กันไหมละคะ ประโยคเหล่านี้

ทางออกที่ บางทีก็ไม่ได้ผล

  • พาไปหาคุณหมอ ให้คุณหมอช่วยพูด พอกลับมาบ้าน ปู่ย่าตายายก็บอกว่า ไม่ต้องไปเชื่อหมอมากหรอก หมอเคยเลี้ยงเด็กมากี่คนกันเชียว คุณพ่อคุณแม่คงได้แต่เงิบ คิดในใจว่า อ้าว ไม่เชื่อหมอ แล้วจะให้เชื่อใคร
  • เอาข่าวในหนังสือพิมพ์ให้อ่าน พออ่านเสร็จ ปู่ย่าตายายก็บอกว่า ข่าวมั่ว นักข่าวเต้าข่าว ไม่จริงหรอก แค่กินกล้วยจะตายได้ไง คุณพ่อคุณแม่ก็เงิบไปอีกรอบค่ะ

การรับมือที่ "อาจจะ" ได้ผล ของคุณพ่อคุณแม่

หากทุกวิธีที่เคยทำแล้วไม่ได้ผล ลองใช้กลยุทธหาจุดอ่อนของ ปู่ย่าตายายค่ะ

1.พึ่งหมอดู

สำหรับปู่ย่าตายายที่เชื่อหมอดู ยิ่งมีเจ้าประจำแล้วยิ่งง่าย คุณพ่อคุณแม่เตี๊ยมกับหมอดูเลยค่ะ ว่าถ้าป้อนสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้หลาน แล้วจะมีอันตราย ดวงไม่ดี หรืออะไรก็ว่าไป หมอดูคนเดียวอาจจะไม่ได้ผล สัก 3 คนทักเรื่องเดียวกัน ยิ่งปู่ย่าตายายเชื่อเรื่องแบบนี้อยู่แล้วละก็ เดี๋ยวก็เปลี่ยนใจทำตามเองแหละค่ะ

2.พึ่งคนอื่น

สำหรับปู่ย่าตายายที่เชื่อเพื่อนบ้านหรือเพื่อนตัวเอง แนะนำทำวิธีเดียวกันกับหมอดูค่ะ คือเตี๊ยมกันไว้ก่อน แต่ต้องเป็นเพื่อนบ้านหรือเพื่อนปู่ย่าตายายที่ต้องไปในแนวเดียวกับคุณพ่อคุณแม่นะคะ จึงจะได้ผล ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นว่า คุณพ่อคุณแม่จะโดนว่าแทน

3.ทำตัวเป็นคนขี้บ่น

วิธีนี้ใช้แนวคิดเดียวกับ ตื้อเท่านั้นที่ครองโลก แต่คุณพ่อคุณแม่อย่าติดการบ่นจนกลายเป็นนิสัยละค่ะ และอย่าใช้วิธีนี้ต่อหน้าบรรดาญาติๆ หรือคนอื่นๆ เนื่องจากจะกลายเป็นการหักหน้า ปู่ย่าตายายได้ ใช้วิธีบ่นทั้งวันค่ะ บ่นจนปู่ย่าตายายเบื่อ และไม่อยากโดนบ่นอีกแล้ว พวกท่านจะเลิกยุ่งไปเอง แต่สิ่งที่ควรระวังคือ คำพูดเชิงตำหนิตัวตน เช่น ก็แม่เรียนมาน้อย ก็แม่เป็นคนต่างจังหวัด หรือคำพูดที่แสดงว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่เคารพ เช่น ก็เพราะแม่เป็นอย่างนี้ไง หนูถึง...

4.พึ่งพาจิตแพทย์

ไม่จำเป็นต้องพาปู่ย่าตายายไปพบจิตแพทย์ เพื่อที่จะได้เกลี่ยกล่อมให้พวกท่านยอมทำตามคุณพ่อคุณแม่ แต่คุณพ่อคุณแม่น่ะแหละค่ะ ที่ต้องไปหาจิตแพทย์ ก็เพื่อเล่าปัญหาให้ฟัง และขอคำแนะนำเชิงจิตวิทยาเพื่อนำไปใช้กับผู้ใหญ่ที่บ้านนะคะ

5.พึ่งภาพข่าวสยองๆ เกี่ยวกับเด็กที่เสียชีวิตมาแปะไว้เต็มบ้าน

แม้วิธีนี้จะรุนแรงไปหน่อย และขอให้คุณพ่อคุณแม่ใช้เป็นวิธีท้ายๆ นั่นคือการปริ๊นท์ภาพสี ของเด็กที่เสียชีวิตจากสาเหตุเดียวกัน กับสิ่งที่ปู่ยาตายายกำลังจะทำให้หลานเสี่ยง เพื่อเป็นกึ่งการล้างสมองว่า ถ้ายังทำอย่างนี้ต่อไป หลานจะกลายเป็นแบบนั้น เพราะอย่าลืมว่า ปู่ย่าตายาย สิ่งหนึ่งหรือเหมือนกับคุณพ่อคุณแม่คือ รักเจ้าตัวน้อยนั่นแหละค่ะ

6.ย้ายออก

เมื่อทุกวิธีไม่ได้ผลเลย และการปล่อยไว้เป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง คงเหลือวิธีสุดท้ายที่ได้ผลที่สุด แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องแลกกับสิ่งอื่นๆ เช่นกัน ก็ขอให้ชั่วใจนะคะ ว่าไม่จำเป็นจริงๆ อย่าใช้วิธีนี้เลย

อย่างไรก็ตามให้จำไว้ว่า แม้ปู่ย่าตายายจะทำในเรื่องที่ไม่ถูกใจคุณพ่อคุณแม่ ไม่ถูกต้อง หรือแม้แต่ทำให้หลานเสี่ยงตาย แต่เป็นเพราะหวังดีและรักหลานไม่แพ้คุณพ่อคุณแม่เลยนะคะ อีกประเด็นอ่อนไหวก็คือ พวกท่านอาจจะคิดว่า คนที่รักและหวังดีต่อลูกต่อหลานที่สุดคือพวกท่านน่ะแหละ หากคุณพ่อคุณแม่อ้างอิง หมอหรืองานวิจัย ประเด็นอย่างการเชื่อคนอื่นมากกว่าพ่อแม่ตัวเอง ก็เป็นอีกประเด็นที่พวกท่านจะน้อยใจเอาได้นะคะ