ระวังเด็กเล็กติดเชื้อไรโนไวรัส ก่อน 2 ขวบ เสี่ยงเป็นหอบหืดหรือภูมิแพ้

ระวังเด็กเล็กติดเชื้อไรโนไวรัส ก่อน 2 ขวบ เสี่ยงเป็นหอบหืดหรือภูมิแพ้ สังเกตลูกไอเยอ หายใจเร็ว ถึงขั้นหอบเหนื่อย มีอาการที่รุนแรง

ระวังเด็กเล็กติดเชื้อไรโนไวรัส ก่อน 2 ขวบ เสี่ยงเป็นหอบหืดหรือภูมิแพ้

ระวังเด็กเล็กติดเชื้อไรโนไวรัส ...ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวก็หนาว เดี๋ยวก็มีฝนตก หมอพบว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อไข้หวัด ไอ เยอะมากๆ บางคนก็มีอาการแค่หวัดธรรมดา แต่บางคน โดยมีอาการรุนแรง หายใจเร็ว ถึงขั้นหอบเหนื่อย ด้วยความก้าวหน้าของวิทยาการแพทย์ในปัจจุบันทำให้เราสามารถตรวจหาเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุของอาการดังกล่าวได้ง่าย จึงทราบว่า ช่วงนี้เริ่มมีการระบาดของเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า “ ไรโนไวรัส” (Rhinovirus)

 

เชื้อไรโนไวรัส คืออะไร?

ไรโนไวรัส เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง อยู่ในกลุ่มเดียวกับ enterovirus ที่มีการค้นพบมานานแล้วว่า เป็นสาเหตุที่พบมากที่สุดของอาการไข้หวัดธรรมดา ไรโนไวรัสที่พบบ่อยในคน เรียกว่า HRVs-Human rhinovirus ซึ่งมีอยู่ 3 ชนิดย่อย คือ ชนิด HRV-A, HRV-B, และ HRV-C เชื้อไวรัสชนิดนี้ติดต่อกันได้ง่ายมาก เมื่อมีการไอ จามรดกัน หรือสัมผัสน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยเป็นต้น

 

อาการของการติดเชื้อไรโนไวรัสเป็นอย่างไร?

อาการเมื่อติดเชื้อไรโนไวรัส ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่มักจะมีอาการของไข้หวัดธรรมดา คือ คันจมูก คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม และมีไข้ต่ำๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว ซึ่งเป็นอาการที่คล้ายกับเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดธรรมดาอื่นๆ นอกจากนี้เชื้อไรโนไวรัสสามารถทำให้เกิดอาการไอมาก หอบเหนื่อย มีปอดอักเสบติดเชื้อ อาการอาจรุนแรงจนถึงขั้นมีภาวะหายใจล้มเหลวได้ คล้ายกับการติดเชื้อไวรัส RSV และมีการศึกษาพบว่าเด็กที่เคยติดเชื้อไรโนไวรัสก่อนอายุ 2 ปีมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นหอบหืดหรือภูมิแพ้อื่นๆ ตามมาในอนาคตได้อีกด้วย

 

ทราบได้อย่างไรว่ามีการติดเชื้อไรโนไวรัส?

โดยทั่วไปผู้ป่วยที่มีอาการหวัดเพียงเล็กน้อย ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องตรวจหาเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ แต่หากผู้ป่วยมีอาการติดเชื้อไวรัสในทางเดินหายใจ ที่มีอาการรุนแรง เช่น ไอมาก หายใจหอบเหนื่อย คุณหมออาจจะส่งตรวจหาเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้โดยการป้ายตรวจตรงหาเชื้อจากบริเวณโพรงจมูกหรือคอหอย หรือส่งเพาะเลี้ยงเชื้อไวรัสซึ่งในทางปฏิบัติไม่นิยมใช้เพราะทำได้ยากและใช้เวลานาน

 

หากสงสัยว่าลูกมีอาการติดเชื้อไรโนไวรัสควรทำอย่างไร?

เนื่องจากผู้ที่ติดเชื้อไรโนไวรัสมักจะมีอาการเป็นเหมือนไข้หวัดธรรมดาที่อาการไม่รุนแรง และเด็กที่เป็นหวัด มักจะหายได้เองภายใน ระยะเวลา 5- 7 วัน ถ้ายังไม่หาย ควรพาลูกไปพบคุณหมอเนื่องจากอาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน หรือมีการติดเชื้อลุกลามไปที่อวัยวะอื่นๆ นอกจากจมูก เช่น ไซนัส หูชั้นกลาง ปอด และหลอดลม คุณหมออาจจะให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ร่วมกับยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ล้างมูก ยาหยอดลดจมูก นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ

 

การป้องกันการติดเชื้อไรโนไวรัสทำได้อย่างไร?

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไรโนไวรัส หลักทั่วไปในการป้องกันเชื้อโรคชนิดนี้ก็ใช้หลักการเดียวกับการป้องกันโรคไข้หวัด ได้แก่ การรักษาสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ล้างมือให้สะอาด ไม่ใกล้ชิดกับคนที่เป็นหวัด หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ เป็นต้น

 

โดยสรุป ไรโนไวรัส เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดอาการติดเชื้อทางเดินหายใจ โดยอาจมีอาการตั้งแต่เป็นแค่หวัดธรรมดาหรือมีอาการรุนแรงหายใจหอบเหนื่อยได้ การรักษาจะใช้ยาตามอาการ และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนค่ะ

 

บทความอื่นๆ ที่น่าสนใจ

เดี๋ยวฝน เดี๋ยวหนาว ทำไงให้ลูกไกลจากไข้หวัดยามฝนตก

โรคหัด โรคไข้ออกผื่น โรคร้ายมาพร้อมฤดูหนาว

อาการป่วยของลูกในหน้าหนาว ที่พ่อแม่ต้องระวัง