รู้รอบขอบเตียงกรรมวิธี "ผ่าคลอด"แบบเจาะลึก

lead image

คุณแม่ที่ใกล้คลอดเข้ามาทุกทีแล้ว คุณหมอจะให้คำแนะนำในการเลือกคลอดระหว่างการคลอดธรรมชาติและการผ่าคลอด โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีความจำเป็นหรือมีความประสงค์จะผ่าคลอด คำว่า ผ่าคลอด อาจทำให้คุณแม่รู้สึกกังวลและกลัว บทความนี้ขอนำเสนอเรื่องราวการผ่าคลอด ทำไมต้องผ่าคลอด ขั้นตอนผ่าคลอดแบบชิดขอบเตียงมาฝากค่ะ บอกได้เลยไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ติดตามอ่าน

รู้รอบขอบเตียงกรรมวิธี "ผ่าคลอด"แบบเจาะลึก

ผ่าคลอด : ทำไมต้องผ่าคลอด

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/06/ผ่าคลอด ขั้นตอนการผ่าคลอด ทำไมต้องผ่าคลอด 1.jpg รู้รอบขอบเตียงกรรมวิธี "ผ่าคลอด"แบบเจาะลึก

ก่อนจะผ่าคลอดมาดูกันก่อนนะคะคุณแม่ว่ามีปัจจัยอะไร ทำไมคุณแม่ถึงต้องผ่าคลอด  ข้อนี้ไม่รวมถึงความประสงค์ของคุณแม่เองที่จะเลือกวิธีการผ่าคลอดนะคะ  แต่เป็นปัจจัยที่เกิดจากการตั้งครรภ์ค่ะ

การผ่าคลอดเป็นการผ่าตัดคลอดทารกออกมาทางหน้าท้องตำแหน่งบริเวณด้านล่างของมดลูกและจะทำในกรณีที่จำเป็น  ข้อบ่งชี้ว่าคุณแม่ต้อง / ควร ผ่าตัดคลอด มีดังนี้

1. ขนาดของทารก  ในกรณีที่ทารกมีขนาดตัวใหญ่ไม่สัมพันธ์กับกระดูกเชิงกรานของคุณแม่คุณหมอจะตรวจวัดขนาดศีรษะของทารกเทียบกับกระดูกอุ้งเชิงกรานของคุณแม่  เพราะหากคลอดยากเพราะติดขัดมาก  แบบนี้จำเป็นต้องผ่าคลอดค่ะเพื่อความปลอดภัยของแม่และลูก

บทความแนะนำ  อุ้งเชิงกรานแคบ คนท้องคลอดเองได้ไหม

2. ท่าทางของทารกที่ผิดปกติ คือ  ไม่เอาศีรษะลงอุ้งเชิงกราน  แต่เป็นท่านอนขวาง  ท่าก้น  หรือมีส่วนนำมากกว่าหนึ่ง คือ เป็นศีรษะพร้อมแขนขา

3. มีความผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างการคลอด  เช่น  คุณแม่ปวดท้องคลอดเป็นเวลานานมากไม่คลอดเสียที หรือระหว่างรอคลอดพบว่า การเต้นของหัวใจของทารกในครรภ์ลดลง  หากเริ่มมีปัญหาเช่นนี้คุณหมอมักจะเปลี่ยนไปใช้วิธีการผ่าตัดเพื่อให้ทารกคลอดออกมาให้เร็วและปลอดภัยค่ะ

4. คุณแม่มีอายุมาก คือ 35 ปีขึ้นไปสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์เท่ากับคุณแม่ที่อายุน้อยกว่าที่มีแรงเบ่งคลอดมากกว่า

บทความแนะนำ  ท้องตอนอายุมากกว่า 35 จะมีปัญหาหรือไม่

5. คุณแม่เป็นโรคแทรกซ้อน เช่น  ครรภ์เป็นพิษ  ความดันโลหิตสูง  เป็นต้น  หากคลอดเองอาจเกิดอันตรายได้

6. ภาวะรกเกาะต่ำ เมื่อรกเกาะต่ำขวางทางออกของทารกทำให้ต้องผ่าตัดคลอดค่ะ

7. ตั้งครรภ์แฝด ตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป

8. เกิดภาวะสายสะดือย้อย คือ  สายสะดือพลัดต่ำ ทำให้ไม่สามารถคลอดเองได้

9.คุณแม่เป็นโรคเริมที่อวัยวะเพศซึ่งสามารถติดต่อส่งถึงลูกน้อยได้ผ่านกระบวนการคลอดแบบธรรมชาติ

10.  การผ่าคลอดในข้อนี้เป็นความประสงค์ของคุณแม่ค่ะ  เพราะคุณแม่หรือคนในครอบครัวมีความเชื่อเรื่องฤกษ์เกิดที่เป็นมงคล คุณแม่บางคนกลัวเจ็บสองต่อ เพราะหากเลือกคลอดแบบธรรมชาติแต่ไม่สำเร็จก็ต้องผ่าคลอด  จึงตัดสินใจผ่าคลอดเลยก็มีค่ะ

อ่าน  ขั้นตอนการผ่าคลอด  คลิกหน้าถัดไป

ขั้นตอนการผ่าคลอด

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/06/ผ่าคลอด ขั้นตอนผ่าคลอด ทำไมต้องผ่าคลอด 3.jpg รู้รอบขอบเตียงกรรมวิธี "ผ่าคลอด"แบบเจาะลึก

การผ่าคลอดในปัจจุบันนี้ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดและมีความปลอดภัยสูง  มีผลข้างเคียงน้อย  อัตราความผิดพลาดและเสียชีวิตต่ำกว่าในสมัยก่อนมาก  คุณหมอสามารถกำหนดวันผ่าคลอดล่วงหน้าได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 37 สัปดาห์เป็นต้นไป เพราะทารกในครรภ์ได้พัฒนาเต็มที่สมบูรณ์พร้อมออกมาลืมตาดูโลกแล้วค่ะ

บทความแนะนำ  กำหนดวันคลอดจากหมอแม่นแค่ไหน

รู้จักลักษณะการผ่าคลอด/แนวแผลผ่าคลอด

1. ผ่าคลอดแนวตั้ง

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/06/ผ่าคลอด ขั้นตอนผ่าคลอด ทำไมต้องผ่าคลอด 6.jpg รู้รอบขอบเตียงกรรมวิธี "ผ่าคลอด"แบบเจาะลึก

การผ่าคลอดแนวตั้งโดยปกติจะผ่าลงไปลึกถึง 7 ชั้น คือ ผ่านชั้นผิวหนัง  ไขมันใต้ผิวหนัง เยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ  ชั้นกล้ามเนื้อชั้นเยื่อหุ้มช่องท้อง  ชั้นผนังเยื่อหุ้มมดลูก  และกล้ามเนื้อมดลูกเป็นชั้นสุดท้าย  การผ่าคลอดแนวตั้งนั้นจะผ่าจากใต้สะดือลงมาถึงช่วงกลางหัวหน่าว ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยมผ่าคลอดแนวตั้งเท่าใดนัก

2. ผ่าคลอดแนวขวางหรือผ่าคลอดแนวนอน

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/06/ผ่าคลอด ขั้นตอนผ่าคลอด ทำไมต้องผ่าคลอด.jpg รู้รอบขอบเตียงกรรมวิธี "ผ่าคลอด"แบบเจาะลึก

การผ่าคลอดแนวขวางหรือผ่าคลอดแนวนอน หรือแนวบิกินีไลน์ คุ้นหูแล้วใช่ไหมคะถ้าบอกว่าเป็นแนวบิกินี การผ่าคลอดแนวขวางจะดีกว่าแบบแรกตรงที่มีแผลเป็นน้อยกว่าและเจ็บน้อยกว่า  เนื่องจากหน้าท้องของคุณแม่จะมีความหย่อนอยู่ก่อนแล้ว  ดังนั้น  เมื่อเปิดแผลแนวนอนไปถึงบริเวณชั้นของกล้ามเนื้อจึงจะเปลี่ยนไปลงตามแนวตั้งเหมือนปกติ  วิธีนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อไม่ช้ำและแผลบริเวณผิวหนังสวยกว่าแบบแรก

บทความแนะนำ  วิธีดูแลแผลผ่าคลอดอย่างถูกวิธี ให้แผลเป็นเนียนเร็ว

ขั้นตอนการเตรียมตัวผ่าคลอด

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/06/ผ่าคลอด ขั้นตอนผ่าคลอด ทำไมต้องผ่าคลอด 5.jpg รู้รอบขอบเตียงกรรมวิธี "ผ่าคลอด"แบบเจาะลึก

1. เริ่มต้นด้วยการพูดคุยกับวิสัญญีแพทย์เป็นการซักประวัติการเจ็บป่วย  และโรคประจำตัวซึ่งขั้นตอนนี้หากคุณแม่มีข้อสงสัยสามารถถามคุณหมอได้นะคะ

2. คุณหมอจะเจาะตัวอย่างเลือดและให้คุณแม่ลงชื่อในหนังสือแสดงความยินยอมผ่าคลอด

3. คุณหมอจะให้ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร   เพื่อปรับสภาพความเป็นกรดในกระเพาะอาหารให้เป็นกลางและต่อสายน้ำเกลือเข้าหลอดเลือดดำที่แขน สำหรับคุณหมอจะได้สามารถสังเกตระดับสารน้ำในร่างกาย และให้ยาแก้ปวดเพิ่มเติมหากคุณแม่ต้องการ

4. จะมีการสวนสายปัสสาวะเพื่อระบายปัสสาวะ ซึ่งสายนี้จะทิ้งไว้ประมาณ 12 - 24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด อาจต้องเตรียมโกนขนบริเวณหัวหน่าวเพื่อเตรียมการผ่าคลอดด้วย

ขั้นตอนการบล็อกหลัง/ ยาสลบ

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/06/ผ่าคลอด ขั้นตอนผ่าคลอด ทำไมต้องผ่าคลอด 4.jpg รู้รอบขอบเตียงกรรมวิธี "ผ่าคลอด"แบบเจาะลึก

บล็อกหลัง

การบล็อกหลังเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน  เพราะตัดความเจ็บปวดของร่างกายท่อนล่างตั้งแต่เอวลงไปเท่านั้น  คุณแม่ยังมีสติสัมปชัญญะอยู่  สามารถรับรู้ความรู้สึกจากร่างกายท่อนบนได้ตามปกติ ทำให้คุณแม่ได้มีส่วนร่วมในการคลอดอยู่ตลอด  ได้เห็นหน้าลูกน้อยเมื่อคลอดผ่านหน้าท้องออกมา

ทารกน้อยจะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ จากการใช้ยาบล็อกหลังเลย  เพราะยาออกฤทธิ์โดยตรงที่โพรงไขมันหลังของคุณแม่เท่านั้น ไม่ถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด

ยาสลบ

การใช้วิธีดมยาสลบ  คณหมอจะเลือกใช้ในกรณีที่จำเป็น  เช่น  ต้องการระงับสติอารมณ์ที่ควบคุมไม่ได้ของคุณแม่หรือเป็นความต้องการของคุณแม่เองเพราะกลัวมีดและกลัวเลือด   แต่การดมยาสลบคุณแม่จะไม่รับรู้และไม่มีส่วนร่วมใด ๆ ในการคลอดเลยนะคะ จะสลบไปจนกว่าวิสัญญีแพทย์จะให้ยากระตุ้นให้ฟื้น  คุณแม่จะไม่ได้เห็นหน้าทารกเมื่อคลอดผ่านหน้าท้อง

ทารกอาจได้รับฤทธิ์ของยาสลบเข้าไปด้วย  เมื่อแรกคลอดทารกจะไม่ค่อยหายใจด้วยตนเอง ไม่ตอบสนองต่อการกระตุ้นของคุณหมอ ทำให้ต้องได้รับการดูแลจากกุมารแพทย์อย่างใกล้ชิด

ขั้นตอนผ่าคลอด

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/06/ผ่าคลอด ขั้นตอนการผ่าคลอด ทำไมต้องผ่าคลอด.jpg รู้รอบขอบเตียงกรรมวิธี "ผ่าคลอด"แบบเจาะลึก

 

1. การผ่าคลอดส่วนใหญ่จะใช้วิธีการบล็อกหลัง  เป็นการบริหารยาชาเข้าไปในช่องไขสันหลังระดับบั้นเอว เพื่อหยุดการนำความรู้สึกของเส้นประสาทจนทำให้เกิดอาการชา จนไม่รับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดในบริเวณประมาณชายโครงจนถึงปลายเท้านานประมาณ 1 - 3 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น  แล้วแต่ชนิดของยาที่ใช้ เป็นวิธีที่ปลอดภัยสำหรับแม่และทารกค่ะ และคุณแม่ยังมีส่วนร่วมในการคลอดได้เห็นหน้าลูกทันทีเมื่อคลอดผ่าคลอดออกมาทางหน้าท้อง

2. เมื่อยาชาออกฤทธิ์  คุณหมอจะเริ่มลงมือผ่าตัดด้วยการเปิดหน้าท้องทำให้สามารถมองเห็นลูกน้อยที่นอนอยู่ในถุงน้ำคร่ำสู่อ้อมอกคุณแม่ โดยที่คุณแม่จะรับรู้ทุกขั้นตอนของการผ่าตัดที่เกิดขึ้นทุกอย่าง

3. เมื่อนำรกออกจากท้องคุณแม่หมดแล้ว  คุณหมอจะเย็บปิดมดลูกและหน้าท้องของคุณแม่

4. การผ่าตัดคลอดใช้ระยะเวลาทั้งสิ้นประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นพยาบาลจะนำคุณแม่ไปพักที่ห้องดูอาการหลังคลอดหรือหอผู้ป่วยสูติกรรม

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/06/ผ่าคลอด ขั้นตอนผ่าคลอด ทำไมต้องผ่าคลอด 2.jpg รู้รอบขอบเตียงกรรมวิธี "ผ่าคลอด"แบบเจาะลึก

5. สำหรับทารกน้อย กุมารแพทย์จะนำไปไว้ในตู้อบซึ่งเป็นเตียงที่อบอุ่นขนาดเล็ก  เพื่อทำการตรวจร่างกายทารก เมื่อคุณหมอตรวจเสร็จเรียบร้อย

6. หากทารกไม่มีความผิดปกติใด ๆ หลังคลอด คุณหมอจะห่อตัวทารกด้วยผ้าห่มและส่งให้คุณแม่หรือคุณพ่ออุ้มลูกสักพัก  ตามปกติแล้วทารกที่ผ่าตัดคลอดอาจจะมีอาการอ่อนเพลียนานถึง 12 ชั่วโมง

อาการหลังคลอด

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/06/ผ่าคลอด ขั้นตอนผ่าคลอด ทำไมต้องผ่าคลอด 8.jpg รู้รอบขอบเตียงกรรมวิธี "ผ่าคลอด"แบบเจาะลึก

1. หลังผ่าคลอดในระยะ 12 ชั่วโมงแรก คุณแม่จะอ่อนเพลียจากการเสียเลือดในระหว่างที่ทำการผ่าตัด ซึ่งในระยะนี้ต้องงดข้าว งดน้ำ  จะได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำและคาสายสวนปัสสาวะไว้

2. ในระยะนี้ต้องพักผ่อนให้เพียงพอหากมีอาการปวดแผลมาก จะได้รับยาระงับปวดโดยฉีดเข้าที่เยื่อหุ้มไขสันหลัง (epidural block) ซึ่งจะสามารถแก้ปวดได้ในระยะเวลา 24 ชั่วโมง  คุณแม่ที่บล็อกหลังบางคนอาจต้องนอนราบไม่หนุนหมอนนาน 6 - 12 ชั่วโมง

3. เมื่ออาการดีขึ้นแล้วควรเริ่มบริหาร  เช่น ท่าการฝึกหายใจ  ท่าบริหารแขน คอ และส่วนต่าง ๆ ที่ไม่กระทบกระเทือนแผลผ่าคลอดหมั่นพลิกตะแคงตัวบ่อย ๆ เพื่อเตรียมตัวในการลุกเดินและป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการนอนบนเตียงนาน ๆ

4. ตามปกติหลังคลอดลูกแล้ว  จะพบว่า  คุณแม่จะมีน้ำหนักตัวลดลงไปประมาณ 4 - 5 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักของทารกประมาณ 3,400 กรัม รก 650 กรัม น้ำคร่ำ 800 กรัม ที่เหลือเป็นเลือด  การคลอดปกติจะเสียเลือดประมาณ 200 - 300 มิลลิลิตร

src=https://th admin.theasianparent.com/wp content/uploads/sites/25/2016/06/ผ่าคลอด ขั้นตอนผ่าคลอด ทำไมต้องผ่าคลอด 7.jpg รู้รอบขอบเตียงกรรมวิธี "ผ่าคลอด"แบบเจาะลึก

5. ลักษณะทารกแรกคลอด  ความยาวมักจะอยู่ที่ 46 - 48 เซนติมตร หนักประมาณ 2,500 - 3,500 กรัม ทารกเพศหญิงมักจะตัวเล็กกว่าเพศชาย ผิวหนังเป็นสีแดงเรื่อ ๆ มีขนอ่อนขึ้นเต็มตัว อวัยวะเพศไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงจะมีขนาดใหญ่เพราะฮอร์โมนเพศที่มาจากคุณแม่  ในภายหลังอวัยวะเพศจะค่อย ๆ เล็กลงไปเองจนขนาดเท่ากับเด็กเล็กปกติทั่วไป

6. เมื่อพยาบาลนำทารกมาให้คุณแม่ที่เตียง คุณแม่ควรให้ลูกดูดนมจากเต้า  ตอนนี้จะเป็นน้ำนมเหลือง ให้เร็วที่สุด เพื่อช่วยกระตุ้นให้น้ำนมไหลเร็วขึ้น เป็นการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก

7. ภายหลังผ่าคลอดภายใน 24 ชั่วโมง  หากไม่มีภาวะแทรกซ้อน  คุณหมอจะเริ่มให้จิบน้ำ  กินอาหารเหลว  อาหารอ่อนตามลำดับ หากคุณแม่ทานอาหารปกติเร็วเกินไป จะทำให้ปวดท้อง  ท้องอืด และปวดบีบลำไส้ เพราะลำไส้เริ่มทำงาน และจะหยุดให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ พร้อมทั้งนำสายสวนปัสสาวะออก ในระยะนี้คุณแม่จึงเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระแล้วค่ะ พยายามลุก  นั่ง  ยืน  และเดินให้เร็วที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้แผลเกิดพังผืด

8. หลังผ่าตัดประมาณ 3 - 5 วัน หากไม่มีอาการแทรกซ้อนใด ๆ คุณหมอก็จะอนุญาตให้กลับบ้านได้ค่ะ

ยินดีด้วยนะคะสำหรับคุณแม่ที่คลอดลูกออกมาอย่างปลอดภัยสมกับที่ตั้งตารอคอยเจ้าหนูมานานถึงเก้าเดือน  อย่ากังวลกับการผ่าตัดคลอดเลยนะคะ  เพราะวันคลอดจริง ๆ ทุกอย่างจะผ่านไปรวดเร็วมาก

ผู้เขียนเองก็ผ่าคลอดเช่นกันค่ะ ยอมรับว่ากลัวมาก ๆ พอขั้นตอนทุกอย่างเริ่มดำเนินไปในห้องคลอด มันดูรวดเร็วไปหมดยังจำภาพวันนั้นได้ดี  และมีความสุขมากที่ได้เห็นลูกคลอดออกมาแข็งแรง เชื่อว่าความรู้สึกเช่นนี้คุณแม่ทุกคนคงเหมือนกันอย่างแน่นอน

ร่วมบอกเล่าและแชร์ประสบการณ์ในช่วงตั้งครรภ์   คลอดบุตร รวมถึงการเลี้ยงดูทารกน้อย  เพื่อเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวอื่น ๆ กันนะคะ  หากมีคำถามหรือข้อสงสัย ทางทีมงานจะหาคำตอบมาให้คุณ

 

อ้างอิงข้อมูลจาก

หนังสือ คู่มือเรียมตัวก่อนคลอดและการปฏิบัติตนหลังคลอด  ปาริชาติ  ชมบุญ  ผู้เขียน

หนังสือ เรื่องน่ารู้คู่มือแม่ท้อง  หมอโอ๋ ผู้เขียน

บทความอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

“แผลผ่าคลอด” ร่องรอยนี้เพื่อ “ลูกรัก”

สัญญาณเตือนแม่ท้องเสี่ยงผ่าคลอด